ไม่พบผลการค้นหา
'วัชระพล' รมช.เกษตรฯ ปลุกตลาดนมไทย! เปิดเกมรุกบุกจีน-อาเซียน สั่งทูตเกษตรลุยเจรจาการค้า จับคู่ธุรกิจ ดันแบรนด์ อ.ส.ค. ขยายตลาดส่งออก

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางขยายตลาดผลิตภัณฑ์นมขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ (สปษ.) ประจำกรุงปักกิ่ง สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงจาการ์ตา ฝ่ายเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว และฝ่ายเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ พร้อมด้วย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะทำงาน และผู้บริหารองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายวัชระพล เปิดเผยว่า หลังได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กำกับดูแล อ.ส.ค. และอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ พบว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์นมของไทยยังจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งขยายตลาดจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ไปสู่ตลาดจีน อาเซียน และประเทศอื่นในเอเชีย เพื่อสร้างฐานลูกค้าใหม่ เพิ่มช่องทางจำหน่าย ระบายผลิตภัณฑ์นม และสร้างรายได้กลับสู่ อ.ส.ค. รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แนวคิดการเปิดตลาดต่างประเทศเกิดจากการหารือร่วมกับคณะทำงานและที่ปรึกษา ซึ่งเห็นตรงกันว่าการสร้างตลาดใหม่เป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมนมไทย เพราะหากเพิ่มช่องทางจำหน่ายได้มากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ อ.ส.ค. และส่งต่อประโยชน์ไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยตรง

“การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการคิกออฟเพื่อเปิดตลาดต่างประเทศของ อ.ส.ค. อย่างจริงจัง เป้าหมายแรกคือต้องขยายฐานตลาดในอาเซียน ก่อนต่อยอดไปยังประเทศอื่นในเอเชีย เพราะเมื่อ อ.ส.ค. มีตลาดและรายได้เพิ่มขึ้น ผลประโยชน์ก็จะกลับไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยตรง” นายวัชระพล กล่าว

สำหรับแผนดำเนินงานระยะแรก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าเปิดตลาดนมโคสดและผลิตภัณฑ์นมใน 6 ประเทศ ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยมอบหมายให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศและฝ่ายเกษตรในแต่ละพื้นที่ เร่งศึกษาข้อมูลตลาด วิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค ระดับราคา คู่แข่ง ช่องทางจำหน่าย ตลอดจนมาตรฐานและเงื่อนไขการนำเข้าสินค้า เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การตลาดให้สอดคล้องกับแต่ละประเทศ

พร้อมกันนี้ ยังมอบหมายให้เร่งประสานหน่วยงานของประเทศคู่ค้า เพื่อผลักดันการเจรจาเงื่อนไขทางการค้า แก้ไขข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ มาตรฐานสุขอนามัย การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ และข้อกำหนดการนำเข้า เพื่อเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์นมไทยสามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญ นายวัชระพล กล่าวว่า แม้ผลิตภัณฑ์นมไทยอาจไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับผู้ผลิตรายใหญ่ของจีนได้ แต่ยังมีโอกาสในตลาดสินค้าพรีเมียมที่เน้นคุณภาพและเอกลักษณ์ของไทย โดยเฉพาะการต่อยอดผลิตภัณฑ์นมร่วมกับผลไม้ไทยและวัตถุดิบที่มีอัตลักษณ์ ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ พร้อมมอบหมายให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงปักกิ่ง ฝ่ายเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว และนครเซี่ยงไฮ้ ร่วมวิเคราะห์โอกาสทางการค้า และวางแนวทางผลักดันแบรนด์ อ.ส.ค. เข้าสู่ตลาดจีนอย่างเป็นรูปธรรม

ส่วนสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงจาการ์ตา ซึ่งรับผิดชอบหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน จะมีบทบาทสำคัญในการประเมินโอกาสของตลาดอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งตนมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงและสามารถผลักดันให้เกิดผลได้ในระยะแรก เนื่องจากมีความต้องการบริโภคนมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านขั้นตอนการขออนุญาตและการรับรองมาตรฐานสินค้านำเข้า ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เตรียมหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นหารือระหว่างการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า โดยจะผลักดันให้มีการเร่งรัดกระบวนการอนุญาต เพื่อเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์นมไทยเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อใช้ทั้งสองประเทศเป็นฐานขยายตลาดผลิตภัณฑ์ฮาลาลสู่ประเทศมุสลิมในภูมิภาคต่อไป

นายวัชระพล กล่าวย้ำว่า ผลลัพธ์ที่ต้องการเห็นจากการประชุมครั้งนี้ คือการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ระหว่าง อ.ส.ค. กับผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่าย และผู้ประกอบการในประเทศเป้าหมาย โดยมอบหมายให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศและฝ่ายเกษตรเร่งประสานคู่ค้า จัดเวทีเจรจาธุรกิจ และเชื่อมโยงเครือข่ายการค้า เพื่อให้เกิดคำสั่งซื้อและการส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน อ.ส.ค. ต้องเร่งยกระดับคุณภาพสินค้า พัฒนาบรรจุภัณฑ์ ปรับผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละตลาด และเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานเพื่อรองรับการส่งออก

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเท่านั้น แต่ต้องช่วยหาตลาดควบคู่กันไป เพราะหากผลิตได้แต่ขายไม่ได้ เกษตรกรก็ไม่มีรายได้ เราจึงต้องทำงานเชิงรุก ทั้งการเปิดตลาดใหม่ การจับคู่ธุรกิจ และผลักดันให้ อ.ส.ค. กลับมายืนได้อย่างเข้มแข็ง รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่ เพราะนี่คือภารกิจของทีมประเทศไทย” นายวัชระพล กล่าว