ไม่พบผลการค้นหา
"ยศชนัน" มอบนโยบาย 9 มทร. ชูยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเป็น "มันสมอง-กระดูกสันหลัง" ของชาติ พร้อมพลิกโฉมงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ มุ่งอัพสกิลคนไทยรับความผันผวนโลก

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม นำเสนอยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง พร้อมมอบนโยบายและทิศทางการพัฒนาการอุดมศึกษาในอนาคต โดยมี พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ประธานที่ประชุมนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในฐานะประธาน ทปอ.มทร. และอธิการบดีมหาวิทยาลัย ทปอ. ทั่วประเทศ เข้าร่วม ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวงและมหาวิทยาลัยของเราจะต้องเป็น "มันสมอง" และ "กระดูกสันหลัง" ให้กับประเทศ พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือในทันทีที่เกิดวิกฤต การแก้ปัญหาที่ประสบความสำเร็จนั้น บางครั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่สลับซับซ้อน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรา "เข้าใจปัญหา" อย่างแท้จริงหรือไม่ ดังเช่นการใช้ตุ๊กตาตำรวจตั้งไว้ที่ได้ผลในการควบคุมการจราจรมากกว่าการใช้เทคโนโลยีจับผิด ภารกิจสำคัญของเราคือการผลักดันนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงวัยทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-Political) เปลี่ยนแปลงไป เรายิ่งต้องมีความไวสูงในการสร้างหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) หรือระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถอัพสกิลและรีสกิล (Upskill/Reskill) ให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านของประเทศ

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ใหม่จาก "เป็นอาจารย์แล้วต้องยากจน" มาเป็น "อาจารย์ต้องผลิตคนรวยและตัวอาจารย์เองก็รวยได้" ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานที่คนต้องการนำไปใช้จริง เราต้องมองข้ามการทำวิจัยเพียงเพื่อหวังตีพิมพ์เปเปอร์ให้ได้ตำแหน่งวิชาการหรือหวังรางวัลโนเบล แต่ต้องตั้งเป้าหมายว่างานวิจัยของเราจะถูกส่งมอบให้ใครนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ โอกาสของเรานั้นมหาศาลมากเมื่อมองไปที่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประชากรถึง 600 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีความได้เปรียบอย่างมาก เนื่องจากเรามีระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาคในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech) เทคโนโลยีสถาปัตยกรรม และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics)

“นอกจากนี้ การสร้างสรรค์ผลงานวิจัยควรคำนึงถึงการสร้างคุณค่าร่วมกันตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการนำสารสกัดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ในจังหวัดฉะเชิงเทรามาทำน้ำยาบ้วนปาก ซึ่งหากสินค้าขายดีก็จะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับคนทั้งจังหวัด ในขณะเดียวกัน เราต้องคอยจับตาสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เช่น ปัญหาน้ำมันในอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการทำ AI ในอินเดีย และลุกลามมาทำให้ราคายาในไทยแพงขึ้น การทำงานร่วมกันต่อจากนี้ จึงต้องอาศัยความเข้าใจในภาพรวม การปรับเปลี่ยนใช้วัตถุดิบทดแทน และการทำงานเป็นทีมเพื่อนำนวัตกรรมไปแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว