BLOG

ภูมิทัศน์วัฒนธรรม: ประเทศไทย ที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะประชาธิปไตย!!
11 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:55 น.
ภูมิทัศน์วัฒนธรรม: ประเทศไทย ที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะประชาธิปไตย!!

เฉพาะต้นปีนี้ มีนักวิชาการอย่างน้อยสองคน พูดถึงภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของสังคมไทย ไว้ในทิศทางใกล้เคียงกัน “นิธิ เอียวศรีวงศ์” พูดถึง รัฐนาฎกรรมในแบบไทยไทย สำหรับนิธิ ถ้าประเทศเท่ากับโรงละคร ดูเหมือน ละครที่จัดแสดงในโรงละครอันกว้างใหญ่ของรัฐไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย และเมื่อเนื้อหาไม่เปลี่ยน จะให้ผู้ชมเปลี่ยนโลกทัศน์ เปลี่ยนวิธีการมองโลกของเขาและเธอไปได้อย่างไร 

เมื่อสารของผลผลิตในแวดวงบันเทิงของประเทศนี้ไม่ไปไหนมาไหน เมื่องานทางวัฒนธรรมไม่ได้หยิบยื่นคำถามใหม่ๆ เราจะคาดหวังให้ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ของผู้คนเปลี่ยนไปได้อย่างไรเล่า ? ที่เราพบเจอในรอบสามปีก็คือการย่ำอยู่กับที่ โดยเฉพาะในทางวัฒนธรรม 

เหมือนที่นิธิ ตั้งข้อสังเกตว่า  “นาฏกรรมอาจมีผลต่อชีวิตมากกว่าที่เราคิด ละครเป็นสื่อที่มีพลังสูงมาก สารที่ละครดีๆ ส่งให้แก่ผู้ชมอาจมีผลเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิตของผู้ชมเอง เข้าโรงละครเป็นคนหนึ่ง ออกจากโรงละครเป็นอีกคนหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะเป็นละครดีขนาดไหนก็ตาม ตราบเท่าที่ละครยังส่งสารอันเดิม ละครนั้นย่อมไม่มีผลเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิตของผู้ชม ซึ่งรับสารนั้นมาอย่างซึมซับไปแนบแน่นแล้ว” (อ่านเพิ่มเติมที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์,รัฐนาฎกรรม,มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 7 - 13 เมษายน 2560)

สอดคล้องกับ “เกษียร  เตชะพีระ” ที่ได้พูดถึงสภาวะ Nostalgia หรือ วัฒนธรรมการหวนหาอดีตซึ่งเป็นความสุขจากการได้ดื่มด่ำเรื่องเล่าในอดีต อันมักเป็นอดีตชนิดวันชื่นคืนสุขในทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือนัยหนึ่ง “กลุ่มทางการเมืองที่มีบทบาทขึ้นมาในปัจจุบัน ซึ่งสถาปนาโครงการใหม่ๆ ในนามของตนเอง เลือกที่จะหยิบเอาอดีตที่คิดว่าสอดคล้องกับโครงการของตนที่สุด” 

สำหรับผู้มีอำนาจ วัฒนธรรมการหวนหาอดีตนี้คงหมายถึงระบอบที่ประชาชนไม่ต้องมีปากมีเสียงมากนัก หรือ ถ้าจะมี เสียงของพวกดังเมื่อไหร่ ก็จะถูกทำให้เงียบทันที ถ้าไม่เงียบก็พึงพบกับชะตากรรมตลกร้ายหลายรูปแบบ ในทางหนึ่งประชาชนจึงร่วมปกครองประเทศในแบบการร่วมพิธีกรรมก็พอ ทำนองว่าเป็นเพียงผู้ดู อย่าลงมาเป็นผู้เล่น ชัดเจนไปกว่านั้นคือรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด พิธีที่จัดขึ้นมารองรับ ไปจนถึงของสำคัญบางอย่างชนิดที่เป็นหมุดหมายได้หายไป เหล่านี้เป็นภาพอันย่นย่อถึงวัฒนธรรมชุดนี้ได้ดี

แล้วในภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม  รัฐนาฎกรรมแบบไทยไทย ยัดเยียด “สาร” ใด ลงไปในละครต่างๆ หรือ หวนหาอดีตแบบใดกัน ? คอลัมป์นี้ ความยาวสักสักยี่สิบตอน ชวนย้อนมองความเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม หลังการรัฐประหารครั้งล่าสุด ตั้งแต่สามปีมานี้ ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมในประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ? ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ โฆษณา เพลง ผลิตสารชนิดใดกัน ผลิตซ้ำเรื่องเล่าแบบใดกัน? ที่กระแสวัฒนธรรมดำเนินไปเช่นนี้ เพราะเงื่อนไขใด ?  

เอาใกล้ที่สุดก่อน .. โรงละครแห่งรัฐไทย มาถึงจุดที่พร้อมจะป่าวร้องแล้วว่า “ประเทศไทย ที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะประชาธิปไตย แต่เพราะบรรพบุรุษไทย และคนไทยที่รักชาติ รักแผ่นดิน” นี่คือส่วนหนึ่งของการบรรยาย “ปลุกจิตสำนึกรู้คุณแผ่นดิน” โดยกองทัพบก ที่หอประชุมกิตติขจร บก.ทบ. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกเหนือไปจากการบรรยายตามขนบเดิมๆ กิจกรรมนี้ยังใช้แสง สี เสียง เป็นสื่อประกอบ มีการร้อยเรียงประวัติศาสตร์ การกอบกู้บ้านเมือง การเสียแผ่นดิน 14 ครั้ง ตั้งแต่ยุคพ่อขุนผาเมือง ถึงปัจจุบัน ไปยังอนาคต “ชุดวิทยากรปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ” นี้ จะจัดการบรรยายยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป จะนิยาม “บรรพบุรุษไทย และคนไทยที่รักชาติ รักแผ่นดิน” อย่างไรดี ? ละครเรื่องหนึ่ง และภาพยนตร์

อีกเรื่องหนึ่ง คงพอจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ สามสัปดาห์ก่อนมีการจัดแถลงข่าวเปิดตัว ละครโทรทัศน์ซีรีส์ชุด “ภารกิจรัก” ซึ่งจะฉายทางช่อง 7 โดยกำหนดฉายตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 หรือนัยหนึ่ง จะผ่านสายตาคนไทยร่วมสองเดือน ละครถ่ายทอดเรื่องราวของข้าราชการทหาร ตำรวจทั้ง 4 เหล่าทัพในแนวโรแมนติกแอ็คชั่น ตัวแทนของกองทัพซึ่งให้การสนับสนุนละครเรื่องนี้ กล่าวว่า “ทางกระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดูเนื้อเรื่องของทั้ง 4 ตอน ซึ่งเนื้อเรื่องนั้นส่งเสริมความเป็นชาติ การรวมกันของความรัก ซึ่งก็ไม่ใช่แค่รักชาติอย่างเดียว มีความรักของหญิงชาย ความรักของหมู่คณะเพื่อนฝูง” และ “ในส่วนการสนับสนุนของกลาโหมคือยุทโธปกรณ์ สถานที่ รวมถึงกำลังพลที่เข้าฉาก ก็คือสิ่งที่เราทำได้” 

ขณะที่ในเนื้อเรื่อง และเนื้อเพลง มีการขับเน้นภาพลักษณ์ของทหารในฐานะผู้มีภารกิจปกป้องชาติบ้านเมือง เหมือนที่เนื้อเพลงบอกว่า “ภารกิจของเรา ปกป้องแดนไทย ภารกิจหัวใจมีไว้ให้เธอ ความภาคภูมิใจได้ทำเพื่อประเทศไทย ความรักก็ทำเพื่อเธอ น่านน้ำเราขอรักษา ท้องฟ้าเราจะดูแล แผ่นดินห้ามใครตอแย เพื่อความสุขชาวประชา” สอดคล้องกับสารทางการเมืองที่กองทัพได้ขับเน้นอย่างมากในการบรรยายที่ได้ชี้ให้เห็นข้างต้น

ในช่วงปลายปีนี้ คนไทยจะได้ชม ภาพยนตร์ชุดอิงประวัติศาสตร์ “ศรีอโยธยา” ภาพยนต์ดังกล่าวกำกับการแสดง โดย “หม่อมน้อย - หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล" ผู้กำกับและครูสอนการแสดงที่มีเครือข่ายในวงการบันเทิงมากที่สุดคนหนึ่ง นอกจากนี้ ยังได้นักแสดงชั้นนำร่วม หลายสิบชีวิตมาร่วมทำการแสดง เช่น “ศรัญญู วงศ์กระจ่าง” และ “สินจัย  เปล่งพาณิช” ภาพยนตร์จะออกอากาศทางทรูวิชั่นส์ และทุกช่องทางของกลุ่มทรูฯ ในวันที่ 5 ธันวาคมของปีนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9

“พีรธน  เกษมสันต์ ณ อยุธยา” ผู้บริหารของ ทรู คอร์ปอเรเชั่น ในฐานะผู้ที่ให้ทุนสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ ย้ำในพิธีบวงสรวงบูรพกษัตราธิราชเจ้าแห่งราชอาณาจักรอยุธยา ซึ่งถือเป็นวันเปิดกล้อง และเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ ว่าที่สยามประเทศสามารถรอดพ้นวิกฤตจนดำรงอยู่แล้วนั้น “มิได้เกิดจากความสมานฉันท์ของชนในชาติแต่ประการเดียว หากแต่เพราะพระปรีชาญาณขององค์พระมหาบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อทรงรักษาแผ่นดินไว้ให้รอดปลอดภัย เพื่อให้พสกนิกรได้มีชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข”

“ศรีอโยธยา” จะดำเนินเรื่องผ่านสามรัชกาลสุดท้ายแห่งราชอาณาจักรศรีอยุธยา จนถึงปีที่กรุงศรีอยุธยาเสียเอกราชให้แก่ราชอาณาจักรพม่า จน “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ทรงกอบกู้เอกราช และทรงตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี โดยเส้นเรื่องจะจบลงเมื่อ “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” ทรงสถาปนาราชวงศ์จักรีและทรงตั้งกรุงเทพฯ เป็นราชธานี เหล่านี้ชี้ให้เห็นความพยายามในการหวนหาอดีตในช่วงเวลาปัจจุบันของไทย ทั้งตัวรัฐและผู้ผลิต ได้เป็นอย่างดี

ทุกสังคม เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็ด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ ในระดับทศนิยม สำหรับสังคมไทย คงได้เห็นกันบ้างแล้วว่า สังคมที่เราอยู่อาศัยถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกชนิดได้ และโรงละครของรัฐไทยส่งสารแบบใดให้กับผู้ชม ที่น่าวิตกไปกว่านั้น คือแทบไม่มีงานทางวัฒนธรรมชุดใดเลย ที่สนับสนุนความหลากหลาย รอดพ้นเงื้อมมือของรัฐ เช่นที่นิทรรศการภาพถ่ายทางการเมืองของ “หฤษฏ์ ศรีขาว ” ถูกรัฐสั่งให้ดึงบางภาพออกจากนิทรรศการ

แต่จะโทษรัฐ และผู้ผลิตอย่างเดียวก็ไม่ได้ ผู้ชมก็มีส่วนอยู่ไม่น้อย เพราะยังคงมีผู้ชมหนาแน่น ละครเรื่องหนึ่งที่มีสารแบบเดิมเดิม แต่เปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องใหม่ จึงยังได้รับความนิยมอยู่เสมอ นี่เป็นภาพสะท้อนให้เห็นฐานค้ำจุนของระบอบการเมืองในปัจจุบันได้ดี ใช่แล้ว พวกเขายังคงผู้ชมหนาแน่น กรณีนักเรียนร่วมพัน ยืนต่อแถวยาวเฟื้อยหน้าโรงเรียนเพื่อรอยกมือไหว้ครู บอกเล่าอะไรได้ดี  ไม่แปลกอะไรหรอก ที่นักเรียนทั้งหลายจะยังคงยืนต่อแถวเรียงรายกันอยู่แบบนั้น ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของสังคมนี้ไม่เคยสนับสนุนให้พวกเขาตั้งคำถาม หรือสนับสนุนให้พวกเขาหาหนทางเข้าโรงเรียนโดยไม่ต้องสยบยอมต่อแบบแผนประหลาดๆที่มีคนออกแบบไว้ 

 

THAILAND

'พิภพ' ขออย่าใช้คำว่า 'พธม.ยึดสนามบิน' ชี้ผู้ว่าการท่าฯสั่งปิดเอง
พิภพ ธงไชย อดีตแกนนำ พธม. ขออย่าใช้คำว่า 'พธม.ยึดสนามบิน' เป็นเพียงการไปดักรอนายกฯที่ปฏิบัติหน้าที่ในตอนนั้นเท่านั้น แต่เป็นผู้ว่าการท่าฯที่สั่งปิดสนามบินเอง และละทิ้งผู้โดยสารจนทำให้เกิดความเสียหาย
TOP
NOW :