<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" version="2.0"><channel><title><![CDATA[Voice TV 21]]></title><description><![CDATA[Voice TV]]></description><link>https://www.voicetv.co.th</link><generator>RSS for Node</generator><lastBuildDate>Wed, 24 Jun 2026 11:56:26 GMT</lastBuildDate><atom:link href="https://www.voicetv.co.th/rss" rel="self" type="application/rss+xml"/><author><![CDATA[Voice TV]]></author><pubDate>Wed, 24 Jun 2026 11:56:26 GMT</pubDate><language><![CDATA[th]]></language><ttl>60</ttl><item><title><![CDATA['ยศชนัน' ดันยุทธศาสตร์ สร้างคนด้วยนวัตกรรม หนุน Talent Mobility เดินหน้าผลิตแพทย์ 22,200 คน ลุยโมเดลแก้จน 20 จังหวัดต้นแบบ วางรากฐานเศรษฐกิจควอนตัม-AI ขั้นสูง]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83ZGE5YmQ4NjM0ZjZhMGRhNDBhODk1OGQ0YjdlNzg5Ni5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 3/2569 โดยมีรัฐมนตรีผู้บริหารกระทรวงระดับสูงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง&nbsp;</p><p>หลังเสร็จสิ้นการประชุม ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบวาระสำคัญในการพลิกโฉมประเทศ โดยเริ่มต้นจากการเร่งพัฒนากำลังคนทักษะสูงด้วยนวัตกรรมการศึกษา การยกระดับระบบสาธารณสุข การแก้ปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่ ไปจนถึงการวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว</p><p><strong>ด้านการเร่งสร้างคน</strong> ศ.ดร.ยศชนัน ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จของการเพิ่มหลักสูตรใหม่เพื่อสร้างอาชีพแห่งอนาคตผ่านการจัดการศึกษาแบบก้าวหน้า (Higher Education Sandbox) ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยทลายกรอบการศึกษาแบบเดิม ปัจจุบันมีการอนุมัติไปแล้วถึง 24 หลักสูตร ตั้งเป้าผลิตคนทักษะสูงกว่า 26,620 คน ตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนที่สุดคือ หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรับมาเน้นการเรียนแบบเจาะลึกและให้นิสิตฝึกงานจริงกับภาคธุรกิจกว่า 200 แห่งตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ผลปรากฏว่านิสิตปี 1 ถึงร้อยละ 80 สามารถทำงานได้ดีเทียบเท่าหรือดีกว่านิสิตปี 3 ในหลักสูตรปกติ ซึ่งช่วยให้เด็กรู้ความถนัดและข้อจำกัดของตัวเองเพื่อนำไปต่อยอดได้จริง นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอีกหลายตัว เช่น ฉุกเฉินการแพทย์ วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบไมโครอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรม AI ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และวิศวกรรมระบบราง โดยกระทรวง อว. จะเร่งสร้างกำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นพิเศษ เนื่องจากจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ</p><p>ควบคู่ไปกับการผลิตบัณฑิต ที่ประชุมยังได้<strong>ผลักดันมาตรการ Talent Mobility </strong>เพื่อพาคนเก่งจากมหาวิทยาลัยไปเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเอกชน มาตรการนี้เปิดทางให้นักวิจัยและอาจารย์มหาวิทยาลัยสามารถออกไปทำงานในบริษัทเอกชนได้ โดยช่วงเวลาดังกล่าวยังคงนับเป็นอายุราชการเต็มเวลาและไม่เสียสิทธิประโยชน์ใดๆ จุดที่ช่วยปลดล็อกให้อาจารย์ตัดสินใจง่ายขึ้น คือการกำหนดให้ช่วงเวลาที่ไปทำงานกับเอกชน สามารถนับรวมเป็นระยะเวลาชดใช้ทุนได้ และยังสามารถนำผลงานที่ทำร่วมกับภาคเอกชน ไปยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการได้ตามปกติ โดยในระยะแรกจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มอุตสาหกรรม BCG และสถานประกอบการขนาดใหญ่ หัวใจหลักของเรื่องนี้คือการนำความรู้จากมหาวิทยาลัยไปอยู่ในมือภาคธุรกิจโดยตรง ช่วยให้ SME และภาคอุตสาหกรรมสามารถยกระดับสินค้า และเปลี่ยนผ่านธุรกิจไทยจากการแข่งขันด้วยราคาไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรม</p><p><strong>มิติของระบบสาธารณสุข</strong> ที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย ระยะที่ 2 เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง โดย<strong>ตั้งเป้าผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน ภายใน 10 ปี </strong>ผ่านความร่วมมือของโรงเรียนแพทย์ 22 แห่ง เป้าหมายสำคัญคือการลดสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรจาก 1 ต่อ 922 คน ให้เหลือ 1 ต่อ 650 คน ภายในปี 2580 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีแพทย์ในระบบรวมกว่า 97,763 คน ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้รวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ยังมีความขาดแคลน</p><p><strong>ด้านการยกระดับคุณภาพชีวิต</strong> ที่ประชุมได้<strong>อนุมัติแผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคมเชิงพื้นที่ใน 5 มิติ</strong> ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคม โดยใช้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางแก้ปัญหาในพื้นที่ และเตรียมขยายผลสู่ 20 จังหวัดต้นแบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือลงลึกถึงมือประชาชนอย่างแม่นยำ ที่ผ่านมาโครงการนี้มีผลงานเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยสามารถค้นหาคนจนได้กว่า 1.24 ล้านคน ส่งต่อเข้าสู่ระบบสวัสดิการแล้วกว่า 385,000 คน และเกิดโมเดลแก้จนด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมแล้วถึง 458 โมเดล นอกจากนี้ ในเชิงเศรษฐกิจยังตั้งเป้าเพิ่มสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นจาก 3 เป็น 7 บริษัท ดันรายได้ธุรกิจ SME ฐานนวัตกรรมให้แตะ 75,000 ล้านบาท และผลักดันเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เพื่อเพิ่มรายได้ถึง 3 เท่า จาก 236,000 บาท เป็น 600,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี </p><p>เพื่อเป็นการวางรากฐานสู่อนาคต ที่ประชุมได้<strong>เห็นชอบยุทธศาสตร์เศรษฐกิจควอนตัมของประเทศ ผ่าน 4 เสาหลัก</strong> ได้แก่ การผลักดันเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การสร้างศูนย์กลางพัฒนาบุคลากร และการต่อยอดฐานการผลิตฮาร์ดแวร์ควอนตัม "ควอนตัมคือเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เป็นไปได้จริง หากเรากล้าเปลี่ยนวิธีคิด แม้ในสงครามเทคโนโลยีนี้จะยังไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่ชัดเจน เราจะเน้นนำควอนตัมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมที่เราถนัด มากกว่าการลงไปแข่งสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมโดยตรง" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว</p><p>พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้<strong>ยกให้ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง (AI) เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ</strong> โดยมุ่งยกระดับไทยจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้” สู่การเป็น “ผู้พัฒนาและต่อยอด” เพื่อสร้างอธิปไตยด้านเอไอของประเทศ ผ่านการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐาน GPU โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำภูมิภาคอาเซียนด้านเอไอทางการแพทย์และชีวภาพในอนาคต</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/jOK1T1ynk</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/jOK1T1ynk</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 24 Jun 2026 11:30:12 +0000</updated><pubDate>Wed, 24 Jun 2026 10:49:52 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83ZGE5YmQ4NjM0ZjZhMGRhNDBhODk1OGQ0YjdlNzg5Ni5wbmc=</url><description>บอร์ดนโยบาย อว. ชู 5 ด้านพลิกโฉมประเทศ! &apos;ยศชนัน&apos; ดันยุทธศาสตร์ สร้างคนด้วยนวัตกรรม Sandbox หนุน Talent Mobility เสริมทัพเอกชน เดินหน้าผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน ลุยโมเดลแก้จน 20 จังหวัดต้นแบบ และวางรากฐานอนาคตด้วยเศรษฐกิจควอนตัม-AI ขั้นสูง สู่ผู้นำอาเซียน</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ชนินทร์' ยินดี ครม. สานต่อ 'ตั๋วร่วม' เชื่อลดภาระประชาชนได้ ฝากคมนาคมปรับปรุงกายภาพ-บริการ รองรับคนพิการ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83YjNkZmE5MGIxOTg1NjRlYTc0MDVhNzE3NGUwMGFjMi5wbmc=/640/330" /></p><p>​นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย แสดงความยินดีภายหลังจากที่ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และการให้บริการในระบบ "ตั๋วร่วม" ซึ่งจะครอบคลุมการให้บริการรถไฟฟ้าทุกสีและทุกสายในโครงข่าย โดยใช้วิธีคิดอัตราค่าโดยสารในราคา 17-45 บาท และให้ผู้โดยสารเสียค่าแรกเข้าในระบบเพียงครั้งเดียว เริ่มใช้งานได้จริงภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่รัฐบาลเดินหน้าสานต่อระบบตั๋วร่วม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลในอดีตได้ขับเคลื่อนและดำเนินการเอาไว้ เพื่อหวังแก้ไขปัญหาค่าครองชีพด้านการเดินทางให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม</p><p>​นายชนินทร์ กล่าวว่า แม้ในขณะนี้รัฐบาลจะไม่ได้เลือกสานต่อนโยบายการคิดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งมุ่งหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงขนส่งสาธารณะ และส่งเสริมการกระจายตัวของเมืองไปยังพื้นที่รอบนอกและปริมณฑล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดปัญหาการกระจุกตัวของความเจริญที่อยู่แค่ในพื้นที่ใจกลางเมืองก็ตาม แต่การเดินหน้าบูรณาการระบบตั๋วโดยสารของรถไฟฟ้าทุกสายเข้าด้วยกันเพื่อหั่นค่าแรกเข้าที่ซ้ำซ้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนนั้น ก็ยังถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และเชื่อมั่นว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าขนส่งสาธารณะในชีวิตประจำวันและเพิ่มผู้ที่เข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน</p><p>​'การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นนั้น นอกเหนือจากการเร่งผลักดันระบบตั๋วร่วมด้านราคาให้สำเร็จตามกรอบเวลาที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้ว อีกเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ คือการเข้าถึงของคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนพิการ หรือผู้มีข้อจำกัดในลักษณะต่างๆ จึงต้องฝากทางกระทรวงคมนาคม ส่งเสริมการปรับปรุงด้านกายภาพ สิ่งอำนวยความสะดวก และการให้บริการของสถานีขนส่งสาธารณะต่างๆให้ได้มาตรฐานสากล และเป็นมิตรกับคนทุกกลุ่มเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อให้การดำเนินการนี้ส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงขนส่งสาธารณะได้ ทั้งในมิติของราคาและกายภาพอย่างแท้จริง' นายชนินทร์กล่าว</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/rk79YDiWg</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/rk79YDiWg</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 24 Jun 2026 08:34:15 +0000</updated><pubDate>Wed, 24 Jun 2026 07:19:29 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83YjNkZmE5MGIxOTg1NjRlYTc0MDVhNzE3NGUwMGFjMi5wbmc=</url><description>&apos;ชนินทร์&apos; ยินดี ครม. สานต่อ &apos;ตั๋วร่วม&apos; เชื่อลดภาระประชาชนได้ ฝากคมนาคมปรับปรุงกายภาพ-บริการ รองรับคนพิการ ให้ขนส่งสาธารณะ เป็นมิตรกับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหนุนแก้รัฐธรรมนูญยึดโยงประชาชน รับข้อเสนอภาคประชาชนวันครบรอบ 24 มิถุนาฯ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8wNjYyMDg4NjFiODI4ZWUxYmNkZDI3OGQ1Zjg1MzRiMS5wbmc=/640/330" /></p><p>นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รับการยื่นเสนอ 4 ข้อเรียกร้องจาก นายเจษฎา ศรีปลั่ง ตัวแทนคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 เกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องในวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวประกอบด้วย การยืนยันความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบิดเบือนหรือแทรกแซงกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติ การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งรายมาตราและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน รวมทั้งการอนุรักษ์หลักฐานและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประชาธิปไตยไทย</p><p>นางมนพร กล่าวว่าในวันนี้ (24 มิ.ย. 69) จะมีการประชุมวิปสามฝ่ายเพื่อหารือแนวทางการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่า<strong>พรรคเพื่อไทยสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชน และเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่พรรคให้คำมั่นไว้กับประชาชน</strong> พร้อมระบุว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความเป็นธรรมของกระบวนการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงรับฟังข้อเสนอเกี่ยวกับการอนุรักษ์อนุสรณ์สถานและประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จึงจะนำข้อเรียกร้องทั้ง 4 ประเด็นเข้าสู่การหารือภายในพรรคต่อไป นอกจากนี้ ย้ำว่า <strong>พรรคเพื่อไทยจะยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตย รับฟังเสียงของประชาชน และผลักดันให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในสังคมไทย</strong></p><p><strong>ที่มา : วิทยุรัฐสภา</strong></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/_-zeHLm08</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/_-zeHLm08</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 24 Jun 2026 06:57:19 +0000</updated><pubDate>Wed, 24 Jun 2026 06:45:54 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8wNjYyMDg4NjFiODI4ZWUxYmNkZDI3OGQ1Zjg1MzRiMS5wbmc=</url><description>&apos;มนพร เจริญศรี&apos; รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหนุนแก้รัฐธรรมนูญยึดโยงประชาชน รับข้อเสนอภาคประชาชนวันครบรอบ 24 มิถุนาฯ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['สว.สุนทร' เผยผลตรวจผัก-ผลไม้นำเข้า 'แหลมฉบัง' ไร้สารตกค้าง แต่ยังห่วงกำลังคน 'สุ่มตรวจ' ไม่สอดคล้องปริมาณตู้สินค้า]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8yMGVlMWYwMjZmOGI4Mzk1ZTJjNTI2YjZhZjA5YmRjMS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภา ว่า นายสุนทร พฤกษ์พิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงความคืบหน้าการลงพื้นที่ตรวจสอบสารปนเปื้อนในผักและผลไม้นำเข้า ณ ด่านศุลกากรแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ซึ่งถือเป็นด่านนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ</p><p>สว.สุนทร เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สุ่มตรวจตู้คอนเทนเนอร์สินค้าเกษตรนำเข้าในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีที่ผลการตรวจวิเคราะห์<strong> ไม่พบสารปนเปื้อนหรือสารตกค้างในตัวอย่างผักและผลไม้ที่สุ่มตรวจ ซึ่งประกอบด้วย แก้วมังกรจากประเทศเพื่อนบ้าน และหอมหัวใหญ่ที่นำเข้ามาจากต่างทวีป</strong></p><p>อย่างไรก็ดี สว.สุนทร ยอมรับว่าการสุ่มตรวจในครั้งนี้อาจยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนตัวอย่าง (Sampling) เนื่องจากในช่วงเวลาที่ลงพื้นที่ มีตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าเข้ามาเป็นจำนวนน้อย จึงทำให้สุ่มตรวจได้เพียง 2 ชนิดข้างต้นเท่านั้น</p><p>นอกจากนี้ อนุกรรมาธิการฯ ยังได้ติดตามและยืนยันประสิทธิภาพของระบบ"วันด่าน วันแล็บ วันเดย์" (1 DAAN 1LAB 1DAY) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตรวจวิเคราะห์ผลให้เสร็จสิ้นภายใน 1 วัน เพื่อให้สามารถสกัดกั้นผักหรือผลไม้ที่มีสารพิษตกค้างได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่สินค้าเหล่านั้นจะถูกกระจายไปวางจำหน่ายบนชั้นในห้างสรรพสินค้าหรือตามท้องตลาด</p><p>แม้ผลการตรวจที่ด่านแหลมฉบังครั้งนี้จะไม่พบสารเคมีตกค้าง แต่ สว.สุนทร ได้แสดงความกังวลใจต่อภาพรวมสถานการณ์ความปลอดภัยทางอาหาร อาทิ อัตราการปนเปื้อนในภาพรวมยังน่าห่วง ซึ่งหากพิจารณาจากผลการตรวจวัดโดยรวมตลอดทั้งปีที่ผ่านมา อัตราการพบสารปนเปื้อนในผักและผลไม้นำเข้ายังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวลใจ โดยมีสัดส่วนสูงเกือบ 10%</p><p>รวมทั้ง ปัญหาการขาดแคลนกำลังพลที่ด่านแหลมฉบัง ทั้งนี้ ด่านแหลมฉบังเป็นด่านที่มีปริมาณผักและผลไม้นำเข้าสู่ประเทศมากที่สุดในแต่ละปี แต่กลับมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในการสุ่มตรวจสินค้าเพียง 12 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณงาน และเป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าจะสามารถสุ่มตรวจได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงหรือไม่</p><p>ทั้งนี้ ทางอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จะนำข้อมูลและข้อจำกัดที่พบในครั้งนี้ ไปประสานงานและผลักดันให้เกิดการแก้ไขเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภคในประเทศต่อไป</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8zMDA0ZjY5Y2E4YjliNGM4YjkzYzk4ZDg0NTc1ODJjYy5qcGc=" alt="สว สุนทร"><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/ZQkQGeY_f</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/ZQkQGeY_f</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 24 Jun 2026 05:40:42 +0000</updated><pubDate>Wed, 24 Jun 2026 05:10:35 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8yMGVlMWYwMjZmOGI4Mzk1ZTJjNTI2YjZhZjA5YmRjMS5wbmc=</url><description>&apos;สว.สุนทร&apos; ในฐานะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคฯ เผยผลตรวจผัก-ผลไม้นำเข้า &apos;แหลมฉบัง&apos; ไร้สารตกค้าง แต่ยังห่วงกำลังคน &apos;สุ่มตรวจ&apos; ไม่สอดคล้องปริมาณตู้สินค้า</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบฯ เพิ่ม 477.05 ล้านบาท ช่วยชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิต ปี 2567/2568]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8yZDY0MTE1YzM1MjMzNDdlYzhlY2EyNjUzZjFjYTkzMy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 23 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เรื่อง มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ฤดูการผลิต ปี 2567/2568 ที่ได้เคยมีมติอนุมัติให้ กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินมาตรการสร้างแรงจูงใจแก่ชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 โดยคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติช่วยเหลือเพิ่มเติม จำนวน 477.05 ล้านบาท ดังนี้</p><p>1.เกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 โดยไม่มีอ้อยเผาในคู่สัญญาเดียวกัน หากมีอ้อยยอดยาว มีกาบใบ และมีสิ่งปนเปื้อนอยู่ในคู่สัญญาเดียวกันให้หักส่วนนั้นออก และมีสัดส่วนปริมาณสิ่งปนเปื้อนในอ้อยไม่เกินร้อยละ 5 จำนวน 1,053 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี จำนวน 5.96 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 411.10 ล้านบาท</p><p>2.เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสด คุณภาพดีร้อยละ 100 ให้กับโรงงานผลิตเอทานอล จำนวน 3,505 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี จำนวน 0.90 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 62.34 ล้านบาท</p><p>3.เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ให้กับโรงงาน ผลิตน้ำตาลทรายแดง จำนวน 109 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 0.05 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 3.61 ล้านบาท</p><p>พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิต ปี 2567/2568 โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 จากเดิม สิ้นสุด เดือนธันวาคม 2568 เป็น สิ้นสุดเดือนสิงหาคม 2569</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/PSq6WbqgG</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/PSq6WbqgG</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 24 Jun 2026 04:25:02 +0000</updated><pubDate>Wed, 24 Jun 2026 03:59:40 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8yZDY0MTE1YzM1MjMzNDdlYzhlY2EyNjUzZjFjYTkzMy5wbmc=</url><description>ครม.อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม จำนวน 477.05 ล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิต ปี 2567/2568</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน' สั่งเกษตรฯ เร่งแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายสัตว์น้ำต่างถิ่น นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานวิจัย มาแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi81NTgyNGI1NmZmMGYzMWZiM2UxOTliYTA1MTY2MDQ0Ny5wbmc=/640/330" /></p><p>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ว่า ได้สั่งการให้ทางกระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดวางแนวทางการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของสัตว์น้ำต่างถิ่น และสัตว์น้ำที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในหลายพื้นที่เป็นการเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นข้อร้องเรียนการพบปลาหมอคางดำในหลายจังหวัด และการตรวจพบกุ้งก้ามแดงในพื้นที่กว๊านพะเยา ซึ่งหลังจากตรวจพบ รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจต่อเรื่องดังกล่าว โดยขณะนี้ได้มีการพูดคุยหารือในการแก้ไขปัญหาในทุกรูปแบบ และที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยในการแก้ไขปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะการนำข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และงานวิจัยเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน</p><p>ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานเชิงรุก รวดเร็ว และต่อเนื่อง โดย<strong>ยึดประโยชน์ของเกษตรกรเป็นอันดับแรก</strong> พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ขอความร่วมมือประชาชนและชาวประมงไม่ปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่นลงแหล่งน้ำธรรมชาติ และร่วมกันนำสัตว์น้ำต่างถิ่นที่จับได้ออกจากระบบนิเวศ เพื่อลดการแพร่กระจายและผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศ เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร และผลประโยชน์ของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/zDv-6Z3nD</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/zDv-6Z3nD</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 24 Jun 2026 03:41:38 +0000</updated><pubDate>Wed, 24 Jun 2026 03:36:22 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi81NTgyNGI1NmZmMGYzMWZiM2UxOTliYTA1MTY2MDQ0Ny5wbmc=</url><description>ศ.ดร.ยศชนัน สั่งเกษตรฯ เร่งแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายสัตว์น้ำต่างถิ่น ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ พร้อมเตรียมนำข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และงานวิจัยบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[พม. Kick-off อบรมวัยเก๋า ฝึกอาชีพถักไหมพรม ด้วยเครื่องอัตโนมัติ ปักหมุด 15 จังหวัดนำร่อง หนุนสูงวัยมีงานจากฐานชุมชน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8xMTg5NjI5MTE0ZTA3NzZiY2UxMzc4M2YwOGFjODVmNy5wbmc=/640/330" /></p><p>นายนิกร  โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) มอบหมายนางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เป็นประธานเปิดงาน Kick-off กิจกรรมอบรมหลักสูตรการฝึกอาชีพถักไหมพรม ด้วยเครื่องถักไหมพรมขนาดใหญ่และเครื่องถักหมวกไหมพรมอัตโนมัติ ภายใต้โครงการสูงวัยมีงานจากฐานชุมชน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 โดยมี นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวรายงาน และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. เข้าร่วม ณ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</p><p>นางสาวชนก กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ตั้งแต่ปี 2566 โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 1 ใน 5 ของประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 28 เข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ภายในปี 2576 ทำให้ผู้สูงอายุต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความมั่นคงทางรายได้ยามเกษียณ และค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม). ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรว่า ไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศภายใต้แนวคิด Active Aging หรือ พฤฒพลัง ที่มีศักยภาพทั้งประสบการณ์และภูมิปัญญา</p><p>นางสาวชนก กล่าวว่า กระทรวง พม. จึงได้ปรับบทบาทจาก “ผู้ให้ความช่วยเหลือ” สู่ “ผู้สร้างโอกาส” ภายใต้นโยบายสำคัญ 8 ด้าน "สร้างสังคม อยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน"  โดยเฉพาะนโยบายด้านที่ 6 คือ การสร้างอาชีพ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ ทั้งนี้ กระทรวง พม. โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) จึงได้ดำเนินโครงการสูงวัยมีงานจากฐานชุมชน ซึ่งขับเคลื่อนภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยกระทรวง พม. ได้สนับสนุนเป็นเครื่องมือและทักษะอาชีพที่ส่งตรงถึงชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุในพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเอง มีรายได้ที่มั่นคง และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในท้องถิ่น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระงบประมาณด้านสวัสดิการของรัฐในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการเติมเม็ดเงินหมุนเวียนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน</p><p>นางสาวชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับงาน Kick-off กิจกรรมอบรมหลักสูตรการฝึกอาชีพถักไหมพรม ด้วยเครื่องถักไหมพรมขนาดใหญ่และเครื่องถักหมวกไหมพรมอัตโนมัติ ภายใต้โครงการสูงวัยมีงานจากฐานชุมชน มีเป้าหมายในการนำนวัตกรรมเครื่องถักไหมพรมและวัสดุอุปกรณ์ส่งตรงถึงมือผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด สร้างงาน สร้างรายได้ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้<strong> โดยมีการฝึกอบรม 3 รุ่น ระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน - 8 กรกฎาคม 2569 สำหรับผู้สูงอายุจำนวนทั้งสิ้น 3,300 คน.ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัดในพื้นที่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่</strong></p><p><strong>- ภาคเหนือ (จังหวัดพะเยา ลำปาง พิจิตร) </strong></p><p><strong>- ภาคกลาง (จังหวัดสุพรรณบุรี ชลบุรี อ่างทอง) </strong></p><p><strong>- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดกาฬสินธุ์ หนองคาย ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู สกลนคร อุบลราชธานี) </strong></p><p><strong>- ภาคใต้ (จังหวัดกระบี่ สงขลา พัทลุง) </strong></p><p><strong>รวมถึงผู้สูงอายุในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) จำนวน 12 แห่งทั่วประเทศ</strong></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/inio38NbP</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/inio38NbP</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 24 Jun 2026 02:37:23 +0000</updated><pubDate>Wed, 24 Jun 2026 02:23:35 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8xMTg5NjI5MTE0ZTA3NzZiY2UxMzc4M2YwOGFjODVmNy5wbmc=</url><description>พม. Kick-off กิจกรรมอบรมหลักสูตรการฝึกอาชีพถักไหมพรม ด้วยเครื่องถักไหมพรมขนาดใหญ่และเครื่องถักหมวกไหมพรมอัตโนมัติ ภายใต้โครงการสูงวัยมีงานจากฐานชุมชน ปักหมุด 15 จังหวัดนำร่อง หนุนสูงวัยมีงานทำ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['นรเศรษฐ์' นำทีม สว. รุดเยี่ยมภาคประชาชนค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ เตือนรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบก่อนสูญเสียต้นทุนเดิม]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84NTU3ZDc4NTZkMGIyZmVmNzVkNTU1M2JkNzQwZGFkZS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากถนนพระราม 5 บริเวณทำเนียบรัฐบาล ว่า วันนี้ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำโดย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และคณะสมาชิกวุฒิสภา ประกอบด้วย นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์, นาย ประภาส ปิ่นตบแต่ง และ นางกัลยา ใหญ่ประสาน และคณะ เดินทางเข้าพบและร่วมพูดคุยกับกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนและผู้ชุมนุมที่เดินทางมาปักหลักชุมนุมเรียกร้องไปยังรัฐบาล ทบทวนการผลักดันร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ในนาม กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) และ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) ร่วมกับกลุ่ม Beach for Life และภาคประชาชนจากพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรับฟังข้อร้องเรียนและสะท้อนเสียงของคนในพื้นที่&nbsp;</p><p>สว. นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ระบุว่า ทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ได้มีการอภิปรายและศึกษาประเด็นเรื่อง SEC และแลนด์บริดจ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนมาโดยตลอด พื้นที่ภาคใต้มีต้นทุนที่สมบูรณ์อยู่แล้ว ทั้งทรัพยากรทางทะเล ธรรมชาติ สัตว์น้ำ และพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ การพัฒนาที่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นต้องคิดทบทวนให้ดี มีตัวอย่างผลกระทบจากโครงการ EEC เช่น กรณีพี่น้องจากจังหวัดปราจีนบุรีที่มาร่วมร้องเรียน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการถอดบทเรียนความผิดพลาดอย่างชัดเจน แต่รัฐบาลกลับกำลังจะเดินหน้าสร้าง SEC ต่อทันที</p><p><strong>[ไม่ได้ขวางความเจริญ แต่ต้องเริ่มจาก "การมีส่วนร่วม"]</strong></p><p>สว. นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ยืนยันว่าไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาเศรษฐกิจหรือเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ แต่การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม และต้องมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่รอบคอบ</p><p>"เราไม่ได้ต่อต้านการพัฒนา... แต่การพัฒนาควรจะต้องเริ่มจากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ และต่อยอดจากต้นทุนเดิมที่เรามีอยู่" — สว.นรเศรษฐ กล่าว</p><p>สว.นรเศรษฐ ระบุว่า ทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ จะนำข้อเรียกร้องและเอกสารทั้งหมดที่ได้รับจากกลุ่มผู้ชุมนุมในวันนี้ เข้าสู่กลไกของกรรมาธิการและกลไกของสภา เพื่อพิจารณาและติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมแสดงความเห็นใจต่อพี่น้องประชาชนที่ต้องเดินทางมาไกลเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในครั้งนี้</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/-nhRE4Nj1</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/-nhRE4Nj1</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 17:14:21 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 17:11:40 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84NTU3ZDc4NTZkMGIyZmVmNzVkNTU1M2JkNzQwZGFkZS5wbmc=</url><description>&apos;นรเศรษฐ์&apos; นำทีม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) รุดเยี่ยมภาคประชาชนค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ เตือนรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบก่อนสูญเสียต้นทุนเดิม-ย้ำไม่ได้ขวางความเจริญ แต่ต้องเริ่มจากการมีส่วนร่วม</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['สุริยะ' ส่ง 'สรวุฒิ' รุกเจรจาภาครัฐและเอกชนญี่ปุ่น เดินหน้ายกระดับมาตรฐานสุขภาพสัตว์และผลักดันการส่งออกปศุสัตว์ไทยสู่ตลาดสากล]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8yOWQwYzI1NDViMWNlM2JiMGYyZmE1MDJkOTBiODgyYy5wbmc=/640/330" /></p><p class="ql-align-justify">เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ตน พร้อมด้วย นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำคณะผู้แทนเยือนประเทศญี่ปุ่นเพื่อหารือทวิภาคีกับผู้แทนกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงญี่ปุ่น (MAFF) นำโดย Dr. Kazutoshi MATSUO หัวหน้าสัตวแพทย์และผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสุขภาพสัตว์ระหว่างประเทศ มุ่งยกระดับมาตรฐานสุขภาพสัตว์และความปลอดภัยทางอาหารระหว่างสองประเทศ โดยทั้งสองประเทศได้หารือร่วมกันในการเร่งรัดมาตรการ NAI Zoning ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ได้ติดตามความคืบหน้าการจัดทำมาตรการแบ่งพื้นที่ควบคุมโรคไข้หวัดนกสำหรับผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ซึ่งในขณะนี้ฝ่ายญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการพิจารณาด้วยแนวโน้มเชิงบวก</p><p class="ql-align-justify">สำหรับการขยายขอบข่ายการส่งออกเนื้อสุกรปรุงสุก ทางญี่ปุ่นได้แสดงท่าทีตอบรับในเชิงบวกต่อการพิจารณานำเข้าเนื้อสุกรปรุงสุกติดกระดูกและผลิตภัณฑ์ลำไส้สุกรปรุงสุกจากไทย โดยกรมปศุสัตว์เตรียมเร่งส่งข้อมูลเชิงเทคนิคเพิ่มเติม เพื่อยืนยันความพร้อมด้านมาตรฐานความปลอดภัยและระบบการควบคุมสุขอนามัยในกระบวนการผลิตให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล</p><p class="ql-align-justify">ในส่วนของการเปิดตลาดวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงกระบวนการส่งออกขนสัตว์ปีกป่นและผลพลอยได้จากสัตว์ปีกป่น เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและเพิ่มช่องทางการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไทยให้ครอบคลุมกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นพร้อมให้การพิจารณาสนับสนุนในประเด็นดังกล่าว</p><p class="ql-align-justify">นายสรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมการค้าสินค้าปศุสัตว์ระหว่างไทยและญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง โดยการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นในปี 2568 พบว่า สินค้าเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ มีมูลค่าสูงถึง 67,483 ล้านบาท (ขยายตัวร้อยละ 2.8 จากปี 2566) โดย "เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุก" เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่กำลังเติบโตที่มีมูลค่าส่งออกสูงถึง 14,352 ล้านบาท นำโดยอาหารสุนัขและแมว (อาหารกระป๋องและอาหารเม็ด) กลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูปและอื่น ๆ เช่น ไส้กรอกหมู ไส้กรอกไก่ และเบคอน มีมูลค่าส่งออกกว่า 490 ล้านบาท อีกทั้งการส่งออกไข่ไก่สด ยังกลับมาฟื้นตัวทำมูลค่าได้ถึง 132.40 ล้านบาท</p><p class="ql-align-justify">ขณะเดียวกัน ในส่วนที่ประเทศไทยได้นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เป็นวัตถุดิบสำคัญเพื่อต่อยอดในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ "หนังสุกรหมักเกลือ" ที่มีปริมาณนำเข้าเฉลี่ยสูงถึง 45 - 46 ล้านกิโลกรัมต่อปี เพื่อเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องหนังและการแปรรูปของไทย นอกจากนี้ ยังมีการนำเข้าเนื้อโคถอดกระดูกแช่แข็งที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง (มูลค่า 917.8 ล้านบาท ในปี 2568) รวมถึงหนังโคหมักเกลือกว่า 12.7 ล้านกิโลกรัม</p><p class="ql-align-justify">“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ขอยืนยันความพร้อมในการให้การสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป” นายสรวุฒิ กล่าว</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/GjZj7BsqB</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/GjZj7BsqB</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 17:14:24 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 16:57:38 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8yOWQwYzI1NDViMWNlM2JiMGYyZmE1MDJkOTBiODgyYy5wbmc=</url><description>รมว.สุริยะ ส่ง &apos;สรวุฒิ&apos; รุกเจรจาภาครัฐและเอกชนญี่ปุ่น เดินหน้ายกระดับมาตรฐานสุขภาพสัตว์และผลักดันการส่งออกปศุสัตว์ไทยสู่ตลาดสากล</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[‘ชัชชาติ’ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 ชวนศึกษา 250+ นโยบายทำงานเพื่อกรุงเทพฯ ย้ำ 28 มิ.ย.ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi82YzNhOThiOTcyN2Q4NGQ5M2NhMzc1YjgzMDk0ZDQ5NS5wbmc=/640/330" /></p><p>บรรยากาศวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ลงพื้นที่หาเสียงที่เซ็นทรัลลาดพร้าว มีประชาชนร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอย่างคึกคัก ทั้งนี้ ‘ชัชชาติ’ ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่า ช่วงหาเสียงโค้งสุดท้าย เราจะเห็น Comment ซ้ำๆ ว่า "อยู่มา 4 ปีไม่ทำ ทำไมเพิ่งคิดจะมาทำตอนหาเสียง"</p><p>ขออธิบายว่า 4 ปีที่ผ่านมา ทีมเรา ”ทำงาน ทำงาน ทำงาน“ มาโดยตลอด จากที่ผมได้หาเสียงไว้เมื่อ 4 ปีที่แล้วจำนวน 216 นโยบาย ซึ่งเมื่อครบ 4 ปี เราทำได้ทั้งสิ้น 235 นโยบาย (ดูรายละเอียดได้ที่ openpolicy.bangkok.go.th) หลายโครงการทำสำเร็จแล้ว หลายโครงการยังจะทำต่อไปอีก 4 ปีข้างหน้า และมีอีกหลายโครงการใหม่ ๆ ที่เพิ่มมา&nbsp;</p><p>วันนี้ผมเลยขอใช้โอกาสแจ้งเว็บไซต์นโยบาย teamchadchart.com อีกรอบครับ ให้พวกเราได้เข้าไปดู ซึ่งตอนนี้มีทั้งนโยบายเชิงประเด็น 250+ และส่วนหนึ่งของนโยบายรายเขตที่เน้นในแต่ละพื้นที่&nbsp;</p><p>ผมขอยกตัวอย่าง นโยบายบางส่วนในรอบนี้ ที่ต่อยอดจากนโยบายรอบที่แล้ว ให้พวกเราได้ดูกันนะครับ&nbsp;</p><p>🟢 Traffy Fondue รับเรื่องร้องเรียนกว่า 1,300,000 เรื่อง และแก้ปัญหาไปได้แล้วมากกว่า 1,000,000 เรื่อง ➡️ เดินหน้าใช้เทคโนโลยีเข้ามาสแกนเมืองเชิงรุก เช่น ถนนชำรุด จุดมืดในเมือง ควบคู่กับการเดินหน้าแก้ปัญหาประชาชนให้เร็วที่สุด</p><p>🟢 เปิดโรงพยาบาลใหม่ 3 แห่ง ในพื้นที่เขตดอนเมือง ภาษีเจริญ สายไหม และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 1 แห่งที่เขตทุ่งครุ มีเตียงใน รพ.กทม. รวม 2,897 เตียง ➡️ เดินหน้าเพิ่ม รพ. ใหม่อีก 1 แห่ง บริเวณเขตวังทองหลาง-บางกะปิ พร้อมเพิ่มเตียงใน รพ.กทม. ให้รวมเป็น 4,800 เตียง</p><p>🟢 จ่ายหนี้ BTS มากกว่า 70,000 ล้านบาท ➡️ เดินหน้าลดค่าโดยสารพัฒนาตั๋วเดือน + ลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้เดินทางประจำ สนับสนุนการใช้ตั๋วร่วม ค่าโดยสารร่วม&nbsp;</p><p>🟢 อุโมงค์ระบายน้ำเปิดใช้งานแล้ว 5 แห่ง ➡️ เดินหน้าก่อสร้างอีก 6 แห่งให้แล้วเสร็จ (คลองเปรมประชากร แสนแสบส่วนต่อขยาย ทวีวัฒนา พระโขนง บางซื่อส่วนต่อขยาย หนองบอนส่วนต่อขยาย)</p><p>🟢 ปรับปรุงสถานีดับเพลิง 4 แห่ง สร้างใหม่ 2 แห่ง + เพิ่มความพร้อมในการดับเพลิงและกู้ภัย ➡️ เดินหน้าปรับปรุงสถานีดับเพลิงและกู้ภัยเพิ่มอีก 10 แห่ง พร้อมทั้งสร้างใหม่อีก 3 แห่ง และสร้างศูนย์ฝึกดับเพลิงและกู้ภัยเมือง 1 แห่ง</p><p>🟢 ศูนย์บริการสาธารณะสุขปรับปรุงแล้วหรืออยู่ในสภาพดี 31 แห่ง ➡️ เดินหน้าปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขอีก 38 แห่ง ยกระดับมาตรฐานในการให้บริการประชาชน</p><p>🟢 ตรวจสุขภาพถ้วนหน้า ทำมาแล้ว 1,027,000 ครั้ง ➡️ เดินหน้ายกระดับเป็นตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้า คาดว่าให้บริการประชาชนได้มากกว่า 2 ล้านครั้ง</p><p>🟢 ปลูกต้นไม้แล้ว 2.6 ล้านต้น ➡️ รอบนี้เดินหน้าปลูกต้นไม้เพิ่มอีก 2 ล้านต้น (ไม้ยืนต้นล้านต้น ไม้พุ่มล้านต้น)</p><p>🟢 สวน 15 นาที ทำแล้ว 471 สวน ➡️ เดินหน้าวางแผนทำให้ครบ 500 สวน และเพิ่ม 6 สวนใหญ่ โดยมีพื้นที่ต่อสวนเกิน 10 ไร่&nbsp;</p><p>🟢 ลดขยะจาก 10,800 ตัน/วัน เหลือ 9,500 ตัน/วัน ➡️ เดินหน้าตั้งเป้าหมาย ลดขยะเพิ่มอีก 1,000 ตัน/วัน ให้เหลือ 8,500 ตัน/วัน&nbsp;</p><p>🟢 แจกอาหารผ่าน Foodbank แล้ว 5.45 ล้านมื้อ ➡️ เดินหน้าตั้งเป้าแจกเพิ่มอีก 10 ล้านมื้อ</p><p>🟢 พัฒนาห้องเรียนดิจิทัล ป.4 และ ม.1 ➡️ เดินหน้าขยายทุกโรงเรียน ครอบคลุมตั้งแต่ ป.4 ถึง ม.6</p><p>🟢 แก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วมแล้ว 70% 500 จุด ➡️ อนาคตแก้ไขอีก 30% 200 จุดที่เหลือ</p><p>🟢 Next Learn แพลตฟอร์มเรียนรู้ตลอดชีวิต (Upskill Reskill) รวมไว้ในที่เดียว มีคนเรียนสะสมแล้ว 600,000 ชั่วโมง ➡️ อนาคตทำให้ได้ 1,000,000 ชั่วโมงต่อปี</p><p>🟢 เข้าร่วมโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 25 โครงการต่อปี เป็น 62 โครงการต่อปี ➡️ เดินหน้านำโครงการก่อสร้างเข้าโครงการ CoST ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้สร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้ในการจัดซื้อจัดจ้าง</p><p>🟢 นำการขออนุญาตทั้งหมด (มากกว่า 450,000 คำขอ) ขึ้นระบบดิจิทัล ผ่านระบบ BMAOSS ส่วนกลางสามารถตรวจสอบการดำเนินการของเขต ลดความล่าช้าในการออกใบอนุญาต พัฒนาการขออนุญาตก่อสร้าง 14 วัน สำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกิน 3 ชั้น 2,000 ตร.ม. อนุมัติแล้วมากกว่า 186 เรื่อง ➡️ เดินหน้าขยายบริการออนไลน์ให้ครอบคลุมบริการของ กทม. ทั้งหมด พร้อมขยายการขออนุญาตก่อสร้าง 14 วันให้ครอบคลุมการก่อสร้างอาคารใหม่ที่หลากหลายขึ้น</p><p>นี่คือตัวอย่างบางส่วน จากนโยบายที่ผ่านมา และกำลังจะทำต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้า ผมและทีมงาน พร้อมผลักดันนโยบาย 250+ ได้ทันทีครับ&nbsp;</p><p><strong>เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569</strong></p><p><br></p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/0uLvLUC_l</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/0uLvLUC_l</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 24 Jun 2026 03:50:57 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 16:36:38 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi82YzNhOThiOTcyN2Q4NGQ5M2NhMzc1YjgzMDk0ZDQ5NS5wbmc=</url><description>‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ลงพื้นที่หาเสียงต่อเนื่อง ชวนศึกษา 250 นโยบายทำงานเพื่อกรุงเทพฯ ย้ำ 28 มิ.ย.69 ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ก้าวสำคัญภาคเกษตรไทย! 'สุริยะ' จับมือ 'ยศชนัน - Meta' ส่งหลักสูตรดิจิทัลระดับโลก เสริมแกร่งเกษตรกรไทยก้าวทันยุคใหม่]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi85MDBmMWYzZDFjZGQ0MDZlNDJkYzczNWZiMmVlYTMzNy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดตัวโครงการ “ติดปีกดิจิทัลเพื่อเกษตรกรไทย” ณ ห้องประชุมสุธีธรรม อารีกุล ชั้น 1 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตบางเขน) ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Meta (Facebook ประเทศไทย) ในการร่วมกันยกระดับและพลิกโฉมภาคการเกษตรไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล </p><p>โดย <strong>สุริยะ รมว.เกษตรฯ </strong>กล่าวว่า<strong> ภาคเกษตรถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มีพี่น้องเกษตรกรกว่า 12 ล้านครัวเรือน ซึ่งในปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกได้เปลี่ยนผ่านสู่ช่องทางออนไลน์อย่างรวดเร็ว เกษตรกรไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจ</strong> โครงการนี้จึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ด้วยตัวเองผ่านเครื่องมือดิจิทัลและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรของกระทรวงฯ ให้เป็นวิทยากรต้นแบบ (Train the Trainer) เพื่อนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดต่อทั่วประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าหากนำภูมิปัญญาและความขยันของเกษตรกรมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะช่วยสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนให้แก่พี่น้องเกษตรกรได้อย่างแน่นอน</p><p>สำหรับไฮไลต์สำคัญภายในงานมีการเสวนาในหัวข้อ “How Technology and Online Marketing Can Support Thailand’s Agriculture and Economy” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ คุณแพร ดำรงค์มงคลกุล ผู้แทนจาก Meta ร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด </p><p>ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน ได้เน้นย้ำว่า ก้าวแรกของการปรับตัวต้องเริ่มจากความเข้าใจและเต็มใจเรียนรู้ พร้อมเสนอแนวคิดการสร้างตัวอย่างความสำเร็จในชุมชน หรือ “Idol Model” เพื่อเป็นต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจ ตลอดจนสนับสนุนการใช้ AI ประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อค้นหาโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ และผลักดันการแปรรูปผลผลิตด้วยงานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับกลุ่มเกษตรกรสูงวัย </p><p>ขณะที่ผู้แทนจาก Meta ได้กระตุ้นให้เกษตรกรไทยทดลองลงมือทำทันทีผ่านแพลตฟอร์ม Facebook Instagram WhatsApp และ Reels พร้อมแนะกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นตัวตนและจุดแข็งของท้องถิ่น (Authentic Storytelling) เช่น แหล่งที่มาและมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร โดยอาศัยฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลกของ Meta มาร่วมวิเคราะห์ ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ที่ Meta ได้นำหลักสูตรระดับสากลมาเปิดอบรมเป็นภาษาไทยครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรไทยก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลอย่างมืออาชีพ</p><p>โอกาสนี้ ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะเจ้าของสถานที่ ได้กล่าวแสดงความยินดีและขอบคุณรัฐบาลรวมถึง Meta ที่ร่วมกันผลักดันโครงการดังกล่าว พร้อมทั้งได้เสนอตัวให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายฝ่ายที่ 4 ในการนำศักยภาพด้านการวิจัย องค์ความรู้ทางวิชาการที่ครอบคลุมทุกมิติ ตลอดจนความพร้อมของบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ มก. มาร่วมสนับสนุนการอบรมต่อยอดและส่งเสริมการใช้เครื่องมือดิจิทัลให้กับเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยทุ่นแรง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านการตลาด และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและสง่างามบนเวทีการค้าระดับสากลอย่างยั่งยืน</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/wbmazaq0Q</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/wbmazaq0Q</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 16:56:25 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 15:26:52 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi85MDBmMWYzZDFjZGQ0MDZlNDJkYzczNWZiMmVlYTMzNy5wbmc=</url><description>&apos;สุริยะ&apos; จับมือ &apos;ยศชนัน - Meta&apos; เปิดตัวโครงการ &apos;ติดปีกดิจิทัลเพื่อเกษตรกรไทย&apos; ส่งหลักสูตรดิจิทัลระดับโลก เสริมแกร่งเกษตรกรไทยก้าวทันยุคใหม่</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[กองทัพเรือยืนยันการพิจารณาโครงการเรือฟริเกตโปร่งใส ตรวจสอบได้ ใกล้ได้ข้อยุติภายใต้การกำกับดูแลของผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNC82OTM3NzlhMWQzZmRjNzFlOGY1ZmUyNzkwZGUyZTY3Ny5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 23 มิถุนายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่มีการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคัดเลือกโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือนั้น ขอเรียนว่า ขณะนี้กระบวนการพิจารณายังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายและใกล้ได้ข้อยุติ โดยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และข้อกำหนดที่ระบุไว้ใน Term of Reference (TOR) อย่างเคร่งครัดทุกขั้นตอน</p><p>การพิจารณาดังกล่าวเป็นการประเมินจากคุณสมบัติและข้อเสนอของบริษัทผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านหลักเกณฑ์ทั้ง 6 ราย โดยยึดหลักการพิจารณาจากข้อมูล เอกสาร และหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ (Evidence-Based Evaluation) ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน TOR เท่านั้น เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างเป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้</p><p>กองทัพเรือให้ความสำคัญในการพิจารณาทั้งด้านขีดความสามารถของเรือ ระบบอาวุธ ระบบสนับสนุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ ตลอดจนผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับในภาพรวม ภายใต้กรอบการประเมินที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ตลอดกระบวนการพิจารณา ยังอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ของผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ซึ่งเป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้ผู้แทนจากภาคประชาชนเข้ามาร่วมติดตามและสังเกตการณ์ในขั้นตอนสำคัญของโครงการ อันเป็นการตรวจสอบจากภายนอกควบคู่ไปกับกลไกกำกับดูแลตามปกติของทางราชการ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม</p><p>โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กระบวนการพิจารณาจะอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายและใกล้ได้ข้อยุติแล้วก็ตาม แต่กองทัพเรือยังไม่สามารถเปิดเผยผลการพิจารณาได้ในขณะนี้ เนื่องจากจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการและเสนอให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติตามลำดับชั้นก่อน จึงจะสามารถประกาศผลได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบราชการ และหลักธรรมาภิบาลในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ</p><p>กองทัพเรือเชื่อมั่นว่ากระบวนการที่ดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และอยู่ภายใต้การตรวจสอบจากหลายภาคส่วน จะนำไปสู่การได้มาซึ่งเรือฟริเกตที่มีความเหมาะสมกับภารกิจและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ เพราะการจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและความพร้อมรบของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงาน การลงทุนภายในประเทศ และการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว</p><p>“กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”</p><div class="facebook" ></div><p>ที่มา : สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/c8ecroG5t</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/c8ecroG5t</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 15:21:42 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 14:36:42 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNC82OTM3NzlhMWQzZmRjNzFlOGY1ZmUyNzkwZGUyZTY3Ny5wbmc=</url><description>กองทัพเรือยืนยันการพิจารณาโครงการเรือฟริเกตโปร่งใส ตรวจสอบได้ ใกล้ได้ข้อยุติภายใต้การกำกับดูแลของผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[อว. ปลื้ม เยาวชนไทยกว่า 242,000 คน ผ่านระบบ TCAS69 สะท้อนพัฒนาการของระบบคัดเลือกกลางที่มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมมากขึ้น]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi80MWFiMmE2YTkyNTlhOGM1YmI1NmVlOTc2ZjMzYmVhYy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว. ร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ดำเนินการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) ประจำปี 2569 เสร็จสิ้นแล้วภายหลังการยืนยันสิทธิ์รอบที่ 4 (Direct Admission) โดยมีผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ 84 แห่ง ที่เข้าร่วมระบบ TCAS69 จำนวน 242,043 คน เพิ่มขึ้นจาก TCAS68 จำนวน 7,528 คน หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.21 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของระบบ TCAS ในการขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทยและเป็นกลไกกลางที่เชื่อมโยงผู้เรียนกับสถาบันอุดมศึกษาภายใต้มาตรฐานเดียวกันของประเทศ นอกจากนี้ จำนวนผู้สละสิทธิ์หลังการยืนยันสิทธิ์ลดลงจาก 28,138 คน ใน TCAS68 เหลือ 21,038 คน ใน TCAS69 หรือลดลง 7,100 คน คิดเป็นการลดลง ร้อยละ 25.23 สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบข้อมูล การแนะแนว และการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อของผู้สมัครที่มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น</p><p>ปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ TCAS69 ผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ 242,043 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7,528 คน แบ่งเป็นรอบที่ 1 Portfolio มีผู้ยืนยันสิทธิ์ 106,474 คน รอบที่ 2 Quota มีผู้ยืนยันสิทธิ์ 50,522 คน รอบที่ 3 Admission มีผู้ยืนยันสิทธิ์ 98,725 คนและรอบที่ 4 Direct Admission มีผู้ยืนยันสิทธิ์ 7,360 คน โดยผลการดำเนินงานของ TCAS69 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่สำคัญของระบบ ทั้งในมิติของการเพิ่มจำนวนผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา การลดจำนวนผู้สละสิทธิ์หลังยืนยันสิทธิ์ และการสนับสนุนผู้เรียนกลุ่มเปราะบางให้สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้มากขึ้น</p><p>ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวอีกว่า  สำหรับ TCAS70 กระทรวง อว.และ ทปอ. จะดำเนินงานภายใต้นโยบายสำคัญของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. ในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและลดอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษา ผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่ สนับสนุนค่าสมัครสอบ TGAT/TPAT/A-Level 7 วิชา , ค่าสมัครรอบ 3 Admission 7 อันดับ, เพิ่มเติมสำหรับนักเรียนในระบบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จะได้รับส่วนลดพิเศษในรอบ Portfolio </p><p>การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ การพัฒนา TCASFolio แฟ้มสะสมผลงานมาตรฐานกลางของประเทศ เพื่อลดต้นทุนและสร้างความเท่าเทียมในการจัดทำ Portfolio,พัฒนา TCAS Verified ระบบรับรองกิจกรรมและผลงานของนักเรียน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลและยกระดับมาตรฐานการคัดเลือกกลางและพัฒนาระบบจัดสอบกลางให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและโอกาสทางการศึกษา</p><p>“TCAS ที่กระทรวง อว.และ ทปอ. ร่วมกันพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงยกระดับระบบคัดเลือกกลางของประเทศให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยจากทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้อย่างเท่าเทียม โปร่งใสและเป็นธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาได้มากขึ้น นั่นหมายถึงโอกาสในการพัฒนากำลังคน คุณภาพ การยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจและสังคม การลดความเหลื่อมล้ำ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต” ปลัดกระทรวง อว.กล่าว</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84ZTQ0ZjYwMWY5YWE4NjI1ZDQ1ODVmNDBiMGEwOGQzYS5qZmlm" alt="729375599_1028254079951120_1414435607479430038_n.jfif"><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/qDTI7kfsW</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/qDTI7kfsW</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 16:01:23 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 14:00:42 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi80MWFiMmE2YTkyNTlhOGM1YmI1NmVlOTc2ZjMzYmVhYy5wbmc=</url><description>เยาวชนไทยกว่า 242,000 คนผ่านระบบ TCAS69 กระทรวง อว. ปลื้มชี้เป็นการสะท้อนพัฒนาการของระบบคัดเลือกกลางที่มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมมากขึ้น ขณะที่ TCAS70 (TCAS Next) ชู &apos;ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาส&apos; เพิ่มมาตรการที่นักเรียนได้ประโยชน์เพียบ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[‘ยศชนัน’ มอบ สวทช. ปั้น New Growth Engine ผนึกกำลังภาครัฐ-มหา’ลัย ดัน SMEs สู่ Open Innovation]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9jNmQ0MWMwNTlmMWFiMWY5NmYzNjM3MjNjNDliNWI0OC5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เป็นประธานการประชุมบอร์ด กวทช. นัดแรก โดยได้รับการแต่งตั้งตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา</p><p>พร้อมเปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ตนได้วางแนวทางการขับเคลื่อนประเทศด้วย “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” (New Growth Engine) โดยยึดหลักการทำวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineer) จากภาพความสำเร็จที่ต้องการ เพื่อกำหนดเป้าหมายใน 2 มิติ คือ </p><p>1. การวิจัยและพัฒนา </p><p>2. การศึกษา </p><p>โดยให้ สวทช. ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อทุกภาคส่วน</p><blockquote>“การขับเคลื่อนประเทศด้วยงบประมาณของ สวทช. เพียงอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้ เราจำเป็นต้อง Matching กับทุกอุตสาหกรรม โดย สวทช. จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นพี่เลี้ยงในงานวิจัยที่มีความเสี่ยงสูง และช่วยเติมเต็มการ Reskill &amp; Upskill ให้กับอุตสาหกรรมเดิม เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยไม่เป็นคู่แข่งกับเอกชน แต่จะเป็นผู้สนับสนุนเครื่องมือและองค์ความรู้ให้เอกชนนำไปต่อยอดสู่ระดับ Mass Scale ได้เอง” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว</blockquote><p>รมว.อว. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้อยากให้เกิดการทำงานที่เกิดการบูรณาการภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ อว. เริ่มทำงานร่วมกันเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ทั้งนี้ สวทช. และ NIA ควรจับมือกันทำงานสำคัญในเรื่องบัญชีนวัตกรรมไทย ซึ่ง NIA จะเป็นผู้ประสานงานจัดการ ส่วน สวทช. จะสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือที่จำเป็น เพื่อให้สตาร์ทอัปและ SMEs มีโอกาสเข้าถึงโอกาสได้ง่ายขึ้น พร้อมกันนี้ควรดึงมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเข้มข้น เพื่อสร้าง Open Innovation ที่แท้จริง</p><p>นอกจากนี้ ศ. ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมว่า การตั้งเป้าเพียง Net Zero อาจไม่เพียงพอต่อการฟื้นตัวของประเทศ แต่ต้องให้ความสำคัญกับ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมั่นใจว่า สวทช. พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการจัดหาเครื่องมือและองค์ความรู้มาสนับสนุนการทำงานร่วมกันเพื่อให้ประเทศเติบ&nbsp;&nbsp;โตด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี&nbsp;</p><p>ที่มา : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/eUm4LQSwO</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/eUm4LQSwO</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 12:09:56 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 11:55:44 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9jNmQ0MWMwNTlmMWFiMWY5NmYzNjM3MjNjNDliNWI0OC5wbmc=</url><description>“อว.” เดินหน้ายุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่เต็มสูบ “ยศชนัน” รมว.อว. นั่งหัวโต๊ะประชุม กวทช. ชุดใหม่นัดแรก เคาะแผน มอบบทบาท สวทช. เป็น “พี่เลี้ยง” อุตสาหกรรมไทย พร้อมเชื่อม NIA ผลักดันบัญชีนวัตกรรมเต็มรูปแบบ หวังดึงมหาวิทยาลัยทั่วประเทศร่วมวง สร้างอีโคซิสเต็ม Open Innovation ดันเศรษฐกิจฐานราก</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[‘คนทำงาน’ พร้อมทำงาน เปิดตัว Data-Driven เข้าใจกรุงเทพฯ ตรงจุด ยกระดับ ส.ก. อิสระ สู่ ‘นักจัดการเมือง’]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8yNTUwMDE1N2Y1NGU5ODZhMGM5MTRlYTkzNjFmMTNmYS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) อิสระ จากทีมคนทำงาน น็อบ-เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ผู้สมัคร ส.ก. อิสระเขตบึงกุ่ม เบอร์ 5 และ อิ๊ก-พัทธนัย จิวรวิวัฒน์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางนา เบอร์ 2 เปิดวิสัยทัศน์การยกระดับการทำงานเมือง ผ่านแนวคิด "Data-Driven" (การขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูล)&nbsp;เพื่อแก้ปัญหากรุงเทพมหานครอย่างแม่นยำ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นการป้องกันปัญหาก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้งานขับเคลื่อนเมืองทรงประสิทธิภาพ</p><p>ผู้สมัครทั้งสองเน้นย้ำว่า การทำงานในสภา กทม. ยุคใหม่ ต้องลบภาพการทำงานแบบเดิมที่อาศัยการคาดเดา ความคุ้นเคย หรืออคติส่วนตัว โดย "ทีมคนทำงาน" จะใช้สถิติ ตัวเลข และข้อเท็จจริงเป็นเข็มทิศในการตัดสินใจ ทั้งการซ่อม สร้าง และปรับปรุงข้อบัญญัติเมือง รวมถึงการตรวจสอบงบประมาณผ่านข้อมูลแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง</p><p>หัวใจสำคัญของการใช้ Data-Driven ขับเคลื่อนสภากรุงเทพฯ แบ่งออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่</p><p><strong>1. ทะลวงกล่องดำ (Data Black Box) เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด </strong>: กรุงเทพฯ มีปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่าง "คนที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน" กับ "ผู้ใช้งานเมืองจริง" (ประชากรแฝง) ทำให้การจัดสรรงบประมาณมักคลาดเคลื่อน การใช้ Data จะช่วยระบุพิกัดปัญหาที่แท้จริง เพื่อนำไปออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน สวนสาธารณะ หรือระบบขนส่งฟีดเดอร์ได้อย่างไร้รอยต่อ</p><p><strong>2. คุมกระเป๋าตังค์แสนล้านให้คุ้มค่าทุกบาท</strong> : งบประมาณ กทม. กว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ส.ก. ทีมคนทำงานจะใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่น สถิติเรื่องร้องเรียนน้ำท่วมซ้ำซากจาก Traffy Fondue หรือ Open Data ไปกางในสภาฯ เพื่อตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณอย่างมีน้ำหนักและรัดกุม</p><p><strong>3.รื้อกติกาเก่าด้วยเหตุผล ไม่ใช่เพื่อโจมตี</strong> : มุ่งหน้า "สร้าง-ปรับปรุง-ยกเลิก" ข้อบัญญัติที่แช่แข็งเมืองมากว่า 40 ปี โดยสู้ด้วยความเชี่ยวชาญ สถิติ และเหตุผล เพื่อเสนอกฎหมายใหม่ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย ภายใต้กฎเหล็ก “เราไม่ค้านโปรเจกต์ด้วยวาระอื่น นอกจากวาระของประชาชน”</p><p>4.ยกระดับ ส.ก. สู่การเป็น "ผู้จัดการเมือง" : ส.ก. ยุคใหม่ต้องทำงานเท่าทันเทคโนโลยี โดยเตรียมนำระบบ BMC AI (Bangkok Metropolitan Council AI) มาวิเคราะห์ดัชนีปัญหาเฉลี่ยของเมืองทั้ง 12 มิติ และเชื่อมต่อการทำงานกับ BMA OS เพื่อประสานภาพรวมของทั้ง 50 เขตให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งในอนาคตข้อมูลชุดนี้จะถูกแปรเป็นข้อมูลเปิด (Open Data) ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และเป็นแพลตฟอร์มให้ประชาชนสามารถร้องเรียนปัญหารายเขตได้อีกช่องทางหนึ่ง</p><p>"ทีมคนทำงาน" ชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายสำคัญสูงสุดว่า การจัดการเมืองในยุคต่อไปต้องไม่ใช่เพียงการใช้ข้อมูลเพื่อตามแก้ปัญหา (Reactive) เท่านั้น แต่จะต้องเป็นการคาดการณ์ก่อนที่ปัญหาจะเกิด และแก้ไขได้ทันท่วงที (Proactive) โดยไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายกับพี่น้องประชาชน</p><p>การบริหารมหานครอย่างกรุงเทพฯ ต้องการความใส่ใจในระดับพื้นที่อย่างลงลึก เข้าใจปัญหาทุกซอกซอย และแก้ปัญหาได้ในระดับเส้นเลือดฝอย แต่หลายครั้งสนามการเมืองท้องถิ่นถูกใช้เป็นพื้นที่ขับเคลื่อนอุดมการณ์ระดับชาติ จนอาจทำให้รายละเอียดของปัญหาในระดับพื้นที่ท้องถิ่นไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง&nbsp;</p><p>‘ทีมคนทำงาน’ จึงเชื่อมั่นในจุดยืนของการเป็น ‘อิสระ’ เพราะเมื่อเราไม่ต้องแบกรับวาระของพรรคการเมืองใด เราจึงสามารถทุ่มเททุกการตัดสินใจเพื่อเป้าหมายเดียว นั่นคือการลงลึกแก้ไขปัญหาจริงในพื้นที่ และยึดโยงกับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ได้อย่างเต็มศักยภาพ</p><p>“เพราะเมืองแก้ได้ด้วย Data-Driven นี่คือหลักประกันว่าทุกเสียงของคนกรุงเทพฯ จะถูกเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เปิดฐานข้อมูลให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ และทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ 'เป็นไปได้' สำหรับทุกคน” เนติภูมิกล่าว</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi81NDhiYjA0YzU3ZjE4MTg2NDg3NTQ3ODQwZjBkYzFlZS5wbmc=" alt="คนทำงาน"><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83ZWUxZjhjODRiODlhZTdkNmQyYWRhNmQ1YmYzMWZlNC5wbmc=" alt="คนทำงาน"><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi82NTQ3NDAxYjlmZDIyOTc5MjkxODk1ZTIxYjhlMTcwNS5wbmc=" alt="คนทำงาน"><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi81MmM0MzQwN2NiZGNlMTRlMzQwYWU4MmE0N2UxYWNmZi5wbmc=" alt="คนทำงาน"><p><br></p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/6PyTA8dNv</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/6PyTA8dNv</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 11:52:40 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 10:59:05 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8yNTUwMDE1N2Y1NGU5ODZhMGM5MTRlYTkzNjFmMTNmYS5wbmc=</url><description>&apos;น็อบ-อิ๊ก&apos; ผู้สมัคร ส.ก. อิสระ จากทีมคนทำงาน เปิดวิสัยทัศน์ยกระดับการทำงานเมือง ผ่านแนวคิด &apos;Data-Driven&apos; แก้ปัญหากรุงเทพฯ อย่างแม่นยำ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยกระดับ ส.ก. อิสระ สู่ &apos;นักจัดการเมือง&apos;</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ก.เกษตรฯ รุกคุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น ติดตามปลาหมอคางดำ–กุ้งก้ามแดงทั่วพื้นที่ เดินหน้ามาตรการลดผลกระทบระบบนิเวศ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9hYWQ0YWY0ZjQzNjZkNjcxNmIyOGFhZDA3NTYxZGM3OS5wbmc=/640/330" /></p><p class="ql-align-justify">นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า จากสถานการณ์การแพร่กระจายของสัตว์น้ำต่างถิ่นและสัตว์น้ำที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในหลายพื้นที่ ทางกระทรวงฯ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังได้รับข้อร้องเรียนการพบปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรสงคราม และการตรวจพบกุ้งก้ามแดงในพื้นที่กว๊านพะเยา พร้อมขอยืนยันว่ากระทรวงฯ ได้ติดตามสถานการณ์ทั้งสองกรณีอย่างต่อเนื่อง โดยทางกรมประมงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในจุดที่มีรายงาน พร้อมจัดทำข้อมูลและรายงานสถานการณ์ เพื่อนำไปวิเคราะห์และกำหนดมาตรการแก้ไขอย่างเหมาะสม</p><p class="ql-align-justify">สำหรับกรณีปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรสงคราม กรมประมงได้ดำเนินมาตรการควบคุมและกำจัดอย่างต่อเนื่องจำนวนหลายล้านตัน เพื่อลดผลกระทบต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นและระบบนิเวศ ควบคู่กับการส่งเสริมการนำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น การแปรรูปเป็นอาหารสัตว์และปลาป่น รวมถึงการรับซื้อเพื่อช่วยลดปริมาณในธรรมชาติ ส่วนกรณีกุ้งก้ามแดงในกว๊านพะเยา สำนักงานประมงจังหวัดพะเยาอยู่ระหว่างติดตามและสำรวจข้อมูลปริมาณและการแพร่กระจาย เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงในระยะยาว</p><p class="ql-align-justify">นายกฤชนนท์ เผยว่าต่อว่า กระทรวงฯ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานเชิงรุก รวดเร็ว และต่อเนื่อง โดยยึดประโยชน์ของเกษตรกรเป็นอันดับแรก พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือประชาชนและชาวประมงไม่ปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่นลงแหล่งน้ำธรรมชาติ และร่วมกันนำสัตว์น้ำต่างถิ่นที่จับได้ออกจากระบบนิเวศ เพื่อลดการแพร่กระจายและผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศ</p><p class="ql-align-justify">“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ ความมั่นคงทางอาหาร และผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ทุกประเด็นที่กระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตประชาชน จะได้รับการติดตามและบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” นายกฤชนนท์ กล่าว</p><p class="ql-align-justify">&nbsp;</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/bvGOh8u4U</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/bvGOh8u4U</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 09:05:21 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 09:00:09 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9hYWQ0YWY0ZjQzNjZkNjcxNmIyOGFhZDA3NTYxZGM3OS5wbmc=</url><description>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รุกคุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น ติดตามปลาหมอคางดำ–กุ้งก้ามแดงทั่วพื้นที่ เดินหน้ามาตรการลดผลกระทบระบบนิเวศ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ครม.เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างไทยและญี่ปุ่น มุ่งศึกษาศักยภาพกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO)]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83M2I5NDI2OWE2MzkyOGUxM2FkOGYxNDRjMjE2ZGE2OC5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือว่าด้วยกิจกรรมด้านอวกาศ ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) แห่งประเทศญี่ปุ่น และอนุมัติให้ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความร่วมมือดังกล่าว</p><p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า บันทึกความร่วมมือฉบับนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านอวกาศของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ ความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากกิจกรรมด้านอวกาศในอนาคต</p><p>สาระสำคัญของความร่วมมือครอบคลุมการศึกษาร่วมระหว่างไทยและญี่ปุ่นเกี่ยวกับ “กลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำของโลก” หรือ Low Earth Orbit (LEO) Satellite Constellations ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนการดำรงชีวิตของประชาชน การพัฒนาอุตสาหกรรม และการเสริมสร้างความมั่นคง โดยจะศึกษาศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของญี่ปุ่นให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย รวมถึงประเมินโอกาสในการดำเนินโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในอนาคต</p><p>นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะใช้ผลการศึกษาร่วมดังกล่าวเพื่อสำรวจแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของทั้งสองประเทศ รวมถึงสนับสนุนโครงการด้านอวกาศที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ของประเทศไทย อันเป็นผลจากการใช้ประโยชน์จากกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำ และอาจขยายความร่วมมือไปสู่ด้านอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน</p><p>สำหรับการดำเนินงานภายใต้บันทึกความร่วมมือ จะมีการศึกษาร่วมโดยประสานงานกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็น การประสานข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และการจัดทำสรุปผลการศึกษาร่วมเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในระยะต่อไป</p><p>ทั้งนี้ บันทึกความร่วมมือดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่ลงนาม และสามารถขยายระยะเวลาได้คราวละ 3 ปี โดยเป็นกรอบความร่วมมือที่แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายหรือทางการเงิน และไม่มีการโอนทรัพยากรทางการเงินหรือทรัพยากรวัสดุของรัฐระหว่างกัน</p><p>“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการสำรวจโอกาสด้านเทคโนโลยีและกิจกรรมอวกาศ ซึ่งจะช่วยวางรากฐานการพัฒนากิจกรรมด้านอวกาศที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศในอนาคต” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/1cvC8CDMT</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/1cvC8CDMT</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 08:55:36 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 08:47:36 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83M2I5NDI2OWE2MzkyOGUxM2FkOGYxNDRjMjE2ZGE2OC5wbmc=</url><description>คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างไทยและญี่ปุ่น มุ่งศึกษาศักยภาพกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เพื่อวางรากฐานความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและกิจกรรมอวกาศในอนาคต</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ครม. ไฟเขียวจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ไม่เก็บอัตราค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyMy0xMS81YjljYzFlZDQ1Y2EzZDdkMjI3ZjYxN2M4MTI2ZjMwZS5qcGc=/640/330" /></p><p>วันที่ 23 มิถุนายน 2569&nbsp;นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยต้องเผชิญราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีค่าครองชีพสูง รวมไปถึงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนและมีราคาแพง เนื่องจากมีผู้ให้บริการหลายรายและค่าโดยสารรถไฟฟ้าแต่ละสายถูกกำหนดขึ้นตามสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐและผู้ให้บริการแต่ละราย ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการเดินทาง</p><p>ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ครม.จึงมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เรื่อง มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย (ระยะที่ 2) และยกเลิกการมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง CCH โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) หารือร่วมกบกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง และออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม พ.ศ. ... ให้ภายเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569</p><p>สำหรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ ครม.รับทราบ ประกอบด้วยหลักการ ดังนี้&nbsp;</p><p>1.อัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว (รวมอัตราค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิม 17 บาท) ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งหมด หากค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ให้จัดเก็บตามจริง และไม่มีการเก็บอัตราค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน โดยจัดเก็บที่สถานีต้นทางเพียงครั้งเดียว&nbsp;</p><p>2. ใช้บัตร EMV Contactless Card ในการชำระค่าโดยสาร&nbsp;</p><p>3.กำหนดค่าโดยสารพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส</p><p>มากไปกว่านั้น ครม.ยังรับทราบมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ปี 2568 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวม โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานของรัฐรายเดียว เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมรวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง รวมถึงรายได้และภาระของโครงการดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/wLcmaq_gZ</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/wLcmaq_gZ</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 08:39:49 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 08:13:37 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyMy0xMS81YjljYzFlZDQ1Y2EzZDdkMjI3ZjYxN2M4MTI2ZjMwZS5qcGc=</url><description>ครม. ไฟเขียวจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งหมด และไม่มีการเก็บอัตราค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน โดยจัดเก็บที่สถานีต้นทางเพียงครั้งเดียว</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ชัชชาติ' ชม 'ป้ายศิลปะหาเสียง' ที่สยามสแควร์วัน หลังทีม 'กรุงเทพฯ ทำงาน' ชวน 24 ศิลปินตีความ 22 นโยบาย]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83MzljNDk4Y2I5ZWIzZmY5MmEwNzQxMmI4OWE3ODNlZS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 เดินทางไปยังศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน เพื่อชมผลงานป้ายศิลปะหาเสียงบนจอ LED หลังทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” เผยแพร่ผลงานศิลปะจาก 24 ศิลปิน ที่ร่วมกันตีความ 22 นโยบายเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงช่วงเช้าที่ผ่านมา พร้อมพบปะพูดคุยกับศิลปินกว่า 10 คนที่มาร่วมชมผลงาน</p><p>ผลงานชุดนี้เป็นการนำ 22 นโยบายจากกว่า 250 นโยบายของทีมชัชชาติ มาถ่ายทอดผ่านภาษาของศิลปะ โดยเปิดพื้นที่ให้ศิลปินแต่ละคนตีความนโยบายเมืองออกมาในสไตล์ของตนเอง เพื่อทำให้นโยบายที่อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเอกสารเชิงนโยบาย กลายเป็นภาพที่ประชาชนเข้าถึงง่ายขึ้น</p><p>โดยผลงานดังกล่าวจะเผยแพร่บริเวณ Siam Square One และ Siam Walking Street ระหว่างวันที่ 21-27 มิถุนายน 2569&nbsp;</p><p>ระหว่างการเยี่ยมชม ชัชชาติได้พูดคุยกับศิลปินเจ้าของผลงานอย่างเป็นกันเอง พร้อมสอบถามถึงไอเดีย แรงบันดาลใจ และเหตุผลเบื้องหลังการออกแบบภาพแต่ละชิ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านโยบายเมืองสามารถถูกเล่าได้หลากหลายมุมมอง ผ่านสายตาของศิลปินแต่ละคน</p><p>ผลงานทั้งหมดครอบคลุมนโยบายหลายมิติ ทั้งเมืองที่ดูแลทุกคน โครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น เมืองสีเขียว และเมืองสร้างสรรค์ โดยมีทั้งศิลปินรุ่นใหม่ ศิลปินรุ่นใหญ่ และศิลปินออทิสติกจากโครงการ Art Story by Autistic Thai ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน</p><p>ทั้งนี้ ผลงานที่จัดแสดงแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มนโยบายหลัก ได้แก่ เมืองที่ดูแลทุกคน ตั้งแต่เด็ก ผู้สูงอายุ สุขภาพ การศึกษา ไปจนถึงสัตว์เลี้ยง, โครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น ทั้งการเดิน ปั่น เชื่อมต่อเมือง และความปลอดภัย, เมืองสีเขียวที่ให้ความสำคัญกับอากาศสะอาด พื้นที่สีเขียว ขยะ และพื้นที่พักใจ รวมถึงเมืองสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้คนเรียนรู้ ทำงาน สร้างสรรค์ และอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลาย</p><p><strong>“การหาเสียงรอบนี้ ทีมชัชชาติไม่ติดป้ายหาเสียงบนทางเท้าครับ ผมและทีมงานจึงคิดกันว่าป้ายที่สร้างสรรค์&nbsp;สวยงาม และไม่เกะกะจะเป็นแบบไหนได้บ้าง หนึ่งในไอเดียที่เราได้คิดกันเพื่อให้สอดคล้องกับกรุงเทพเมืองสร้างสรรค์ คือ การนำศิลปะมาอยู่บนป้ายหาเสียง” </strong>ชัชชาติกล่าว</p><p>ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ระบุว่า นโยบายที่นำมาถ่ายทอดในครั้งนี้เป็นเพียงบางส่วนจากกว่า 250 นโยบายของทีมชัชชาติ โดยประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดนโยบายทั้งหมดได้ทางเว็บไซต์ <a href="https://teamchadchart.com/" rel="noopener noreferrer" target="_blank">teamchadchart.com </a>เพจเฟซบุ๊ก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และเพจทีมชัชชาติ</p><p><br></p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/aUqWAgYj8</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/aUqWAgYj8</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 08:13:35 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 08:06:01 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83MzljNDk4Y2I5ZWIzZmY5MmEwNzQxMmI4OWE3ODNlZS5wbmc=</url><description>&apos;ชัชชาติ&apos; ชม &apos;ป้ายศิลปะหาเสียง&apos; ที่สยามสแควร์วัน หลังทีม &apos;กรุงเทพฯ ทำงาน&apos; ชวน 24 ศิลปินตีความ 22 นโยบาย ครอบคลุมนโยบายเมืองดูแลทุกคน เมืองสีเขียว โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ชีวิตสะดวก และเมืองสร้างสรรค์ พร้อมพูดคุยศิลปินถึงไอเดียเบื้องหลังผลงานอย่างเป็นกันเอง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน' ชูวิจัยทางคลินิกเป็น New Growth Engine ดันไทยสู่ศูนย์กลาง Clinical Research ของภูมิภาค]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84ZTczYzRlYmE1OTNiODJjM2JkODY1ZGVmY2E4M2NlOC5wbmc=/640/330" /></p><p>เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” เวทีนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากทุกภาคส่วน สู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน</p><p>โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมปาฐกถาพิเศษนำเสนอวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพแห่งอนาคต</p><p>ทั้งนี้มี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอบทบาทของ วช. ในการบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรม โดยมีกลไกของศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางความรู้ (Hub of Knowledge) เพื่อสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน เวทีเสวนาในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการยกระดับระบบการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยผ่านการทำงานของศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลากรวิจัยทางคลินิก (Hub of Talents for the Clinical Research Professionals) ให้สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในอนาคต</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Research Synergy พลิกโฉมประเทศไทย: จากงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของชาติ” ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่งานวิจัยและนวัตกรรมต้องเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การผนึกกำลังของนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และประชาชน จะช่วยต่อยอดองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง เกิดนวัตกรรมที่สร้างรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Clinical Research: New Growth Engine ของไทยในเวทีโลก” โดยเน้นย้ำว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยจุดแข็งด้านบุคลากรทางการแพทย์ ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลชั้นนำ ตลอดจนศักยภาพของนักวิจัยไทย หากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกอย่างครบวงจร จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศในอนาคต</p><p>ภายในงานยังจัดเวทีพิเศษ “Thailand Clinical Research Hub: Aligning Clinical Research Capacity with New Growth Engine Policy” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิก พร้อมการเสวนา 3 เวทีสำคัญ ได้แก่ “Thailand's Clinical Research Moment: โอกาส ความเสี่ยง และเจตนารมณ์แห่งชาติ”, “Closing the Gap: สิ่งที่แต่ละ Stakeholder ทำได้จริงเพื่อดึง Sponsor มาไทย” และ “The Operational Reality: คนหน้างานบอกว่าอะไรปลดล็อกศักยภาพไทยได้จริงใน 3 ปี” ก่อนปิดท้ายด้วยการนำเสนอทิศทาง “Charting the Course: ทิศทาง Clinical Research ไทย 2026–2029” เพื่อกำหนดหมุดหมายการพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาคและระดับโลก</p><p>ทั้งนี้ งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ได้จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นจากเครือข่ายวิจัยทั่วประเทศ ครอบคลุม 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG การสร้าง Soft Power ไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจใหม่ การยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคม การพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการส่งเสริม SME และวิสาหกิจชุมชน พร้อมผลงานวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัย (PMU) และเครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัย (RUN) ที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง ครอบคลุมด้านการแพทย์ สุขภาพ การศึกษา เทคโนโลยีดิจิทัล สิ่งแวดล้อม และการรับมือภัยพิบัติ สะท้อนพลัง “Research Synergy” ในการนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน</p><p>ขอเชิญร่วมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22–23 กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน”</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/bSb26iD_Y</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/bSb26iD_Y</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 08:03:41 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 07:01:53 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84ZTczYzRlYmE1OTNiODJjM2JkODY1ZGVmY2E4M2NlOC5wbmc=</url><description>รองนายกฯ ยศชนัน ชูวิจัยทางคลินิกเป็น New Growth Engine ดันไทยสู่ศูนย์กลาง Clinical Research ของภูมิภาค ในเวทีมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ศธ. ผนึก อว. สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ชูนวัตกรรม 'Joint Accreditation' เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ไทย-เยอรมนี]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8wOTZmOTNhYzA1NmJmMjYyYTRkMDYyYmUzMzNmYjZhOS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกล่าวในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ ASIIN-MHESI-ONESQA Thailand Conference 2026 เพื่อเดินหน้าพลิกโฉมมาตรฐานมหาวิทยาลัยไทย ผ่านนวัตกรรมการประเมินคุณภาพร่วม "Joint Accreditation" นำร่องยกระดับกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ทั้ง 9 แห่ง มุ่งปั้น “ทุนมนุษย์” ที่พร้อมตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล โดยมี นางสาวพลอย ธนิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคุณปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมด้วย ณ โรงแรมรามาดา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ</p><p>นายอัครนันท์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีกลไกสำคัญคือการพัฒนาศักยภาพของคนไทยด้วยการจัดการศึกษาแบบไร้รอยต่อในทุกระดับตั้งแต่การศึกษาขั้นปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา รวมถึงการจัดการเรียนรู้ในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนส่งต่อไปยังสถาบันอุดมศึกษา จึงได้บูรณาการความร่วมมือสร้างและพัฒนา “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ การจะนำพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและก้าวไปสู่การเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัยการยกระดับการศึกษาให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล</p><p>นายอัครนันท์ กล่าวอีกว่า เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยเข้าสู่มาตรฐานสากลอย่างเต็มรูปแบบ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้พัฒนานวัตกรรมระบบการประเมินแบบรับรองร่วมกัน หรือ Joint Accreditation ซึ่งได้นำเกณฑ์การประเมินที่มีคุณภาพจากสถาบัน ASIIN ประเทศเยอรมนีที่ถูกบรรจุอยู่ในฐานข้อมูลการประกันคุณภาพการศึกษาแห่งยุโรปที่ได้รับการยอมรับมาใช้ สร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับคุณภาพการศึกษาของไทย ส่งต่อสู่เป้าหมายยระดับศักยภาพคนไทยให้มีทักษะความเชี่ยวชาญที่ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจทั้งของประเทศ และพลวัตของเศรษฐกิจโลกในยุคดิจิทัล</p><p>นายอัครนันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การบริหารทุนมนุษย์จำเป็นต้องทำงานเชิงรุกร่วมกันหลายกระทรวง ทั้ง ศธ. อว. กระทรวงแรงงาน และ พม. เพื่อปรับปรุงหลักสูตรให้เท่าทันโลกและตอบโจทย์ตลาดแรงงานอย่างแท้จริง โดย ศธ. ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความตั้งใจขับเคลื่อน พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ การปรับปรุงหลักสูตร สพฐ. การลดภาระครู ตลอดจนการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา (Zero Dropout) ซึ่งเชื่อมั่นว่าภาพการบูรณาการที่ชัดเจนระหว่างภาคการศึกษาและตลาดแรงงานยุคใหม่นี้ จะช่วยขับเคลื่อนให้เด็กไทยเรียนจบมาแล้วมีงานทำและมีรายได้ที่ดี โดยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 2-3 ปีนี้อย่างแน่นอน</p><p>ที่มา : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ. </p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/ASs-r9aoD</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/ASs-r9aoD</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 06:48:47 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 06:25:40 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8wOTZmOTNhYzA1NmJmMjYyYTRkMDYyYmUzMzNmYjZhOS5wbmc=</url><description>ศธ. ผนึก อว. สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ชูนวัตกรรม &quot;Joint Accreditation&quot; เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระหว่างประเทศไทย และประเทศเยอรมนี</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน' เป็นผู้แทนรัฐบาลรับหนังสือและหารือกับกลุ่มสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน นัดประชุมแก้ปัญหา 8 ก.ค.นี้]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi81MTUyZmE2NWE4MDE4MDU0OWZkMTQ5N2QwMTc1OTNhMy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 10.30 น. ณ บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้แทนรัฐบาล รับหนังสือจากตัวแทนสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน (สกอ.) และสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน (สพอ.) ที่เดินทางมายื่นข้อเสนอและติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาของกลุ่มเกษตรกร พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน , นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</p><p>ทั้งนี้ กลุ่มสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน (สกอ.) และกลุ่มสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน (สพอ.) จำนวนประมาณ 150 คน นำโดยนายศักดา กาญจนเสน และนางบุรี อาจโยธา มีข้อเรียกร้องสำคัญเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 168/2569 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน</p><p>โอกาสนี้ รองนายกฯยศชนัน ได้รับฟังปัญหา ข้อเสนอ และข้อเรียกร้องจากตัวแทนกลุ่มอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่า<strong>รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร และพร้อมดำเนินการผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรอบด้านและยั่งยืน</strong></p><p>ทั้งนี้ รองนายกฯยศชนัน ได้กำหนดนัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน (สกอ.) และสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน (สพอ.) ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหา ติดตามความคืบหน้าของข้อเรียกร้อง และผลักดันการดำเนินงานตามมติที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป</p><p>“รัฐบาลยืนยันความมุ่งมั่นในการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอจากภาคประชาชน พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรผ่านกลไกการมีส่วนร่วมและการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างยั่งยืน” รองนายกฯยศชนัน กล่าว</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/TQG1fho-H</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/TQG1fho-H</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 05:06:20 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 04:27:35 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi81MTUyZmE2NWE4MDE4MDU0OWZkMTQ5N2QwMTc1OTNhMy5wbmc=</url><description>รองนายกฯ ยศชนัน พร้อมรัฐมนตรีเพื่อไทย เป็นผู้แทนรัฐบาลรับหนังสือและหารือกับกลุ่มสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน 150 คน พร้อมนัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหา 8 กรกฎาคมนี้</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 'ทีมชัชชาติ' ถ่ายทอด 22 นโยบายผ่านงานศิลปะ โดย 24 ศิลปิน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83NzQxMjk3OGE1MjU0ZGJlNWFjYjA2ZTFkMWI3ODk0MS5wbmc=/640/330" /></p><p>'ทีมชัชชาติ' ถ่ายทอด 22 นโยบายผ่านงานศิลปะ โดย 24 ศิลปิน ตั้งแต่เมืองเดินทางสะดวก อากาศสะอาดขึ้น ครูมีเวลามากขึ้น เด็กมีพื้นที่เล่น ผู้สูงอายุได้รับการดูแล ไปจนถึงเมืองที่โอบรับความหลากหลาย ให้การหาเสียงกลายเป็นภาพจำลองของกรุงเทพฯ ที่อยากเห็นร่วมกัน</p><p>ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 พร้อมด้วยทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ยังคงเน้นการใช้สื่อรณรงค์หาเสียงแบบสร้างสรรค์ ด้วยการเปลี่ยนบิลบอร์ดเป็นแกลเลอรี ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่แตกต่างจากเดิม โดยเปลี่ยนการติดป้ายหาเสียงรูปแบบเดิมสู่การมอบพื้นที่ให้ศิลปินถ่ายทอดนโยบายออกมาเป็นศิลปะตามสไตล์ของตนเอง และทำให้ป้ายหาเสียงเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนอยากถ่ายรูปและแชร์ต่อโดยสมัครใจ</p><p>โดยสัปดาห์ที่ 4 นี้ ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ได้นำเสนอผลงานศิลปะจาก 24 ศิลปิน ที่ถ่ายทอดนโยบาย 22 ข้อ จากกว่า 250 นโยบายของทีมชัชชาติ ซึ่งถ่ายทอดจากศิลปินคลอบคลุมทั้งรุ่นใหม่ รุ่นใหญ่ และศิลปินออทิสติก</p><p>ได้แก่ Abig Burger, ALANLERT, Livelyhood, A.YA.YOI, Dewy, Goodnight.xinqxinq, Jmons, miminini, Monty, OLE, Y33Y33, Pop Twatpong, POLAND, Sandier, สุทธิชาติ ศราภัยวานิช, Sourpemi, Tent Katchakul, THE DUANG, Underhatdaddy, VIPUT A., Yhenjai และศิลปินจากโครงการ Artstory By Autistic Thai ได้แก่ นางสาวสิรีธร ภูริปรีชา, นายกฤษณ์ แขวงโสภา และนางสาววิมลเรขา โสมภีร์</p><p>สำหรับป้ายหาเสียงชุดนี้ ศิลปินแต่ละคนได้รับโจทย์นโยบายที่ต่างกัน และตีความออกมาเป็นงานภาพตามสไตล์ของตนเอง เพื่อสื่อสารนโยบายเมืองในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยจัดแสดงบนจอบริเวณทางด่วนบ่อนไก่เมื่อวานนี้ และบริเวณ Siam Square One และ Siam Walking Street ระหว่างวันที่ 21-27 มิถุนายน 2569&nbsp;</p><p><strong>เมืองที่ดูแลทุกคน&nbsp;</strong></p><p>ในกลุ่มนโยบายที่สะท้อนเมืองที่ดูแลคนทุกช่วงวัย Underhatdaddy ถ่ายทอดนโยบายตรวจสุขภาพถ้วนหน้า ผ่านผลงาน “Chubby Health Chubby Life” สื่อถึงความสุขจากการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียม ขณะที่ Sandier ถ่ายทอดนโยบายศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ผ่านผลงาน “Home” เปลี่ยนภาพจำศูนย์ผู้สูงอายุให้เป็นพื้นที่อบอุ่น มีชีวิตชีวา และเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง</p><p>ด้าน Dewy ถ่ายทอดนโยบายลดภาระงานครู เพื่อคืนเวลาให้ครูได้กลับไปดูแลนักเรียนมากขึ้น ทั้งจากการลดงานเอกสาร งานนอกห้องเรียน และการใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการระบบหลังบ้าน</p><p>POLAND ถ่ายทอดนโยบาย Toy Library หรือห้องสมุดของเล่น ผ่านผลงาน “Let’s Play, Let’s Learn!” สื่อถึงการเรียนรู้ผ่านการเล่น การแบ่งปัน และการลดการซื้อของเล่นใหม่ ส่วน A.YA.YOI ถ่ายทอดนโยบายสภาเด็กและสภาคนรุ่นใหม่ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมสำรวจ แสดงความคิดเห็น และเสนอแนวทางแก้ปัญหาเมืองผ่านกลไก BKK Ranger</p><p>ด้าน Yhenjai ถ่ายทอดนโยบายคลินิกสัตว์ กทม. โดยสะท้อนว่าสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัว และเมืองควรเปิดให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพสัตว์ได้มากขึ้น</p><p><strong>โครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น เดินได้ ปั่นได้ และเชื่อมเมืองได้ดีขึ้น</strong></p><p>ในกลุ่มนโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ชีวิตประจำวัน Abig Burger ถ่ายทอดนโยบายสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำ ผ่านผลงาน “A bridge for all” นำเสนอสะพานในฐานะพื้นที่ของทุกคน ทั้งคนเดิน คนวิ่ง คนปั่นจักรยาน ผู้ใช้วีลแชร์ คนมาชมวิว พักผ่อน หรือพาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น</p><p>Monty ถ่ายทอดนโยบาย Bike Sharing ผ่านผลงาน “Pedal Pals” โดยนำเสนอว่าจักรยานเป็นเครือข่ายการเดินทางที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ ส่วน Tent Katchakul ถ่ายทอดนโยบายไฟจราจรที่ปรับตามสภาพจราจรจริง ผ่านผลงาน “Go with ease” สื่อถึงเมืองที่เดินทางได้เร็วขึ้น รอน้อยลง และใช้ชีวิตได้ผ่อนคลายขึ้น</p><p>Sourpemi ถ่ายทอดนโยบายเมือง 15 นาที ผ่านผลงาน “BKK bits &amp; block” ได้แรงบันดาลใจจากนโยบายผังเมืองรายบล็อก สะท้อนกรุงเทพฯ ผ่านความหลากหลายของพื้นที่ ผู้คน ไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และกิจกรรมในแต่ละย่าน</p><p>THE DUANG ถ่ายทอดนโยบายเพิ่มเครือข่าย CCTV และเชื่อมฐานข้อมูลความปลอดภัยของตำรวจ โดยเปรียบกล้องวงจรปิดเป็น “ตาวิเศษ” ที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้ประชาชน ขณะที่ Pop Twatpong ถ่ายทอดนโยบายบ้านใกล้งานราคาถูก ผ่านภาพการพับแผนที่เป็นสัญลักษณ์ของการย่นระยะทาง ทำให้บ้านและที่ทำงานเข้าใกล้กันมากขึ้น</p><p>สุทธิชาติ ศราภัยวานิช ถ่ายทอดนโยบายการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้ตัวละครของศิลปินมาออกแบบเป็นโหลแก้ว บรรจุน้ำที่เชื่อมต่อไหลผ่านซึ่งกันและกัน สะท้อนการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ</p><p><strong>เมืองสีเขียว อากาศสะอาด และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า</strong></p><p>ในกลุ่มนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม Goodnight.xinqxinq ถ่ายทอดนโยบายเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร โดยนำเสนอขยะในรูปแบบตัวละครที่มีชีวิตชีวา เพื่อสื่อว่าขยะไม่ใช่เพียงของเหลือทิ้ง แต่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ สร้างมูลค่า ลดการฝังกลบ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชนได้</p><p>miminini ถ่ายทอดนโยบายสวนป่าล้อมเมือง ผ่านผลงาน “สวนป่าและเพื่อนร่วมโลก” สะท้อนแนวคิดว่าเมืองสามารถเป็นพื้นที่ที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ร่วมกันได้ ส่วน OLE ถ่ายทอดนโยบายอากาศสะอาด ผ่านผลงาน “อากาศสะอาดของทุกคน” สื่อว่าอากาศสะอาดคือปัจจัยพื้นฐานของการมีชีวิต ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง</p><p>Artstory By Autistic Thai ซึ่งประกอบด้วยนางสาวสิรีธร ภูริปรีชา นายกฤษณ์ แขวงโสภา และนางสาววิมลเรขา โสมภีร์ ถ่ายทอดนโยบายปลูกไม้ยืนต้น 1 ล้านต้น ผ่านผลงาน “The Green Heart” สะท้อนเมืองที่มีพื้นที่สีเขียว กิจกรรมชุมชน และบริการดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้</p><p>Livelyhood ถ่ายทอดแนวคิดพื้นที่สาธารณะเพื่อการพักใจ ผ่านผลงาน “The Healing Space” นำเสนอสวนสาธารณะในฐานะพื้นที่ที่ประชาชนสามารถมาพักผ่อน ทำกิจกรรม และฟื้นฟูจิตใจจากความเครียดของเมือง</p><p><strong>เมืองสร้างสรรค์ เปิดโอกาส และโอบรับความหลากหลาย</strong></p><p>ในกลุ่มนโยบายด้านเมืองสร้างสรรค์ ALANLERT ถ่ายทอดนโยบายแพลตฟอร์มเรียนรู้เพิ่มทักษะอาชีพ ผ่านผลงาน “Evolution” โดยเปรียบการอัปสกิลและรีสกิลเหมือนการเล่นเกมที่ผู้เรียนสามารถเลเวลอัปและพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง</p><p>Jmons ถ่ายทอดนโยบาย World Class Festival ผ่านผลงาน “The Festival” โดยนำตัวละครจากวัฒนธรรมไทยมาอยู่ในบรรยากาศเทศกาล สะท้อนความหลากหลาย ความอบอุ่น และความสุขร่วมกันของผู้คน</p><p>Y33Y33 ถ่ายทอดนโยบาย 1 เขต 1 พื้นที่ศิลปะ โดยนำเสนอภาพพื้นที่ศิลปะที่มีคนวาดรูป งานจัดแสดง รูปปั้น และภาพวาดกระจายอยู่ในหลายมุมของเมือง สื่อถึงพลังสร้างสรรค์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วกรุงเทพฯ</p><p>VIPUT A. ถ่ายทอดนโยบาย Road to WorldPride 2030 ผ่านผลงาน “A City of Belonging” นำเสนอภาพเมืองที่เปิดกว้างต่อความหลากหลายของผู้คน ครอบครัว เพศ วัย รูปลักษณ์ และภูมิหลัง เพื่อสะท้อนกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย ได้รับการเคารพ และมีพื้นที่ในการเป็นตัวเองอย่างเท่าเทียม</p><p>ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ระบุว่า นโยบายที่นำมาถ่ายทอดในครั้งนี้เป็นเพียงบางส่วนจากกว่า 250 นโยบายของทีมชัชชาติ โดยประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดนโยบายทั้งหมดได้ทางเว็บไซต์ teamchadchart.com เพจเฟซบุ๊ก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และเพจทีมชัชชาติ&nbsp;</p><p><strong>ป้ายหาเสียง LED สัปดาห์สุดท้ายจึงเป็นเหมือนนิทรรศการขนาดเล็ก ที่ชวนคนกรุงเทพฯ มองการหาเสียงในมุมใหม่ จากพื้นที่โฆษณาทางการเมือง สู่พื้นที่ที่ศิลปิน ประชาชน และนโยบายเมืองได้มาเจอกันในที่เดียว</strong></p><div class="facebook" ></div><p><strong><span class="ql-cursor">﻿﻿﻿﻿</span></strong></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/Ie9RbLex8</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/Ie9RbLex8</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 04:17:06 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 03:57:33 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83NzQxMjk3OGE1MjU0ZGJlNWFjYjA2ZTFkMWI3ODk0MS5wbmc=</url><description>โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. &apos;ทีมชัชชาติ&apos; ถ่ายทอด 22 นโยบายผ่านงานศิลปะ โดย 24 ศิลปิน รับชมได้บริเวณ Siam Square One และ Siam Walking Street ระหว่างวันที่ 21-27 มิถุนายน 2569</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ณัฐธิดา' สส.เพื่อไทย ชี้ 'ห้ามเผา' ไม่ใช่ทางออกเดียวของเกษตรกร เสนอ 3 นโยบายเชิงรุกแก้ปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi80MTUyMmUxYmY4OGZhOTllYTQ5ZDMzMjhhYmE3Y2Y3OC5wbmc=/640/330" /></p><p>ณัฐธิดา เทพสุทิน สส. พรรคเพื่อไทยระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ว่า ลมหายใจที่หายไปในวงจรการเผา: เมื่อ ‘การห้ามเผา’ ไม่ใช่ทางออกเดียวของเกษตรกรในการลด PM2.5</p><p>วงจร PM2.5 ที่หมุนเวียนกลับมาวิกฤตทุกหน้าแล้งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เรื่องของจิตสำนึกเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเกษตรที่ยังไม่มีทางเลือกที่คุ้มทุนให้กับเกษตรกรรายย่อย หากเรายังคงแก้ไขปัญหาด้วยวิธีเดิม ๆ ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างจากปีที่ผ่าน ๆ มา และอากาศสะอาดก็จะยังคงเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวในช่วงฤดูฝนเท่านั้น วันนี้ทรายอยากชวนทุกท่านมาดูข้อเท็จจริงผ่านตัวเลขและโครงสร้างต้นทุนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านควันเหล่านี้ร่วมกันค่ะ </p><p>สถิติระบุว่า เฉพาะเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 เพียงเดือนเดียว ประเทศไทยมีการเผาพื้นที่เกษตรกรรมไปแล้วกว่า 3.8 ล้านไร่ แม้ว่าภาครัฐจะงัดมาตรการสั่งห้ามเผาทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 31 มีนาคม พร้อมบทลงโทษขั้นรุนแรงด้วยการตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐนานถึง 2 ปีสำหรับผู้ฝ่าฝืน แต่ในความเป็นจริง มาตรการนี้อาจไม่สามารถหยุดยั้งไฟในคำนวณต้นทุนได้เลยค่ะ เพราะการเคลียร์พื้นที่ด้วยวิธีการเผามีต้นทุนเกือบเป็นศูนย์และใช้เวลาสั้นที่สุด ในขณะที่การเลือกไม่เผา เช่น การไถกลบตอซังหรือการจัดเก็บเศษวัสดุ มีต้นทุนค่าแรงงาน ค่าเช่ารถไถ และค่าน้ำมันเฉลี่ยสูงถึง 500 ถึง 800 บาทต่อไร่ สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่มีกำไรจากการขายผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างจำกัด ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้สามารถกลืนกินรายได้ทั้งหมดของพวกเขาได้ทันที บทลงโทษเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่เป็นการผลักให้เกิดการลักลอบเผาในเวลากลางคืนแทน</p><p>เมื่อเราลองหันไปมองแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศเพื่อนบ้านที่เคยเผชิญวิกฤตควันคลุมเมืองเช่นเดียวกัน จะพบว่ากุญแจสำคัญคือการที่ภาครัฐเข้ามาช่วยแบกรับต้นทุนและบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์อย่างจริงจัง </p><p>อย่างกรณีของแคว้นปัญจาบ ประเทศอินเดีย ซึ่งเคยเผาตอซังข้าวปีละกว่า 23 ล้านตัน รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่อุดหนุนงบประมาณจัดซื้อเครื่องจักรแฮปปี้ซีดเดอร์ (Happy Seeder) มูลค่ากว่า 287 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการตั้งสหกรณ์เครื่องจักรกลเกษตรขึ้นมา เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะซื้อเครื่องจักรราคาหลักแสนมาเป็นของตัวเอง รัฐจึงให้สหกรณ์ในหมู่บ้านเป็นผู้ดูแล แล้วเปิดให้เกษตรกรเช่าใช้งานเป็นรายชั่วโมงในราคาประหยัด ผลคือในหมู่บ้านนำร่องสามารถลดการเผาลงได้จริงถึงร้อยละ 80</p><p>ขณะที่ประเทศจีนใช้สูตร “ตอซังคืนแผ่นดิน” ร่วมกับโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อแก้ไขจุดอ่อนเรื่องการขนส่งซึ่งเป็นอุปทานคอขวดที่ใหญ่ที่สุดของการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้ง เนื่องจากฟางข้าวมีน้ำหนักเบาแต่ปริมาตรสูง ทำให้ค่าขนส่งไปโรงไฟฟ้ามักแพงกว่ามูลค่าของฟางข้าว รัฐบาลจีนจึงนำกลไกคาร์บอนเครดิตเข้ามาอุดหนุนส่วนต่างค่าขนส่งและค่าบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ในท้องถิ่น สิ่งนี้ช่วยเปลี่ยนสถานะของฟางข้าวจากขยะที่ต้องเผาทิ้งให้กลายเป็นวัตถุดิบพลังงานที่มีมูลค่า และสร้างรายได้เสริมกลับคืนสู่กระเป๋าเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนค่ะ</p><p>ประเทศไทยมีต้นแบบความสำเร็จที่จับต้องได้แล้วในอุตสาหกรรมอ้อยโรงงาน ผ่านมาตรการยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร การชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อเครื่องสางใบอ้อย และการเพิ่มราคารับซื้ออ้อยสด ทรายมองว่าโจทย์ต่อไปที่ต้องทำคือการขยายโครงสร้างพื้นฐานนี้ไปยังกลุ่มนาข้าวและไร่ข้าวโพดซึ่งมีสัดส่วนการเผาสูงที่สุด โดยแปรเปลี่ยนมาตรการจากเชิงรับให้เป็นเชิงรุกผ่านข้อเสนอ 3 ด้านหลักดังนี้ค่ะ </p><p><strong>ข้อเสนอแรก </strong>คือ การจัดตั้งระบบ สหกรณ์เครื่องจักรกลจัดเก็บเศษวัสดุระดับตำบล รัฐบาลจำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณตั้งต้นให้สหกรณ์การเกษตรหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจัดซื้อเครื่องอัดฟางและเครื่องสับกลบตอซัง โดยออกแบบระบบบริหารจัดการผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงและจองคิวใช้งานเครื่องจักรได้ตามช่วงเวลาเก็บเกี่ยวอย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนเครื่องจักรเองทั้งหมด</p><p><strong>ข้อเสนอที่สอง </strong>คือ การเปลี่ยนระบบดาวเทียมจากเครื่องมือจับผิดให้เป็นเครื่องมือให้รางวัล ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบตรวจจับจุดความร้อนและร่องรอยการเผา (Burn Scar) ที่แม่นยำอยู่แล้ว แทนที่จะใช้ข้อมูลนี้เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปจับกุมหรือตัดสิทธิ์ช่วยเหลือ ทรายเสนอให้เปลี่ยนมาใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อมอบรางวัลเชิงบวกแทนค่ะ เช่น ตำบลหรือกลุ่มชุมชนใดที่สามารถรักษาพื้นที่ให้เป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์การเผาได้ตลอดฤดูกาล จะได้รับโควตาปุ๋ยอินทรีย์ราคาพิเศษ เงินสนับสนุนกลุ่มออมทรัพย์ หรือสิทธิ์ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารรัฐเป็นกรณีพิเศษเพื่อสร้างแรงจูงใจร่วมกันในชุมชน</p><p><strong>ข้อเสนอที่สาม </strong>คือ การสร้างห่วงโซ่อุปทานหมุนเวียนแบบครบวงจร รัฐต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจับคู่และเซ็นสัญญารับซื้อระยะยาวระหว่างกลุ่มสหกรณ์การเกษตรกับโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงงานผลิตปุ๋ยหมัก หรืออุตสาหกรรมแปรรูปบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ เพื่อรับประกันราคารับซื้อขั้นต่ำของฟางข้าวและซังข้าวโพด สิ่งนี้จะช่วยให้มั่นใจว่าทุกตันของเศษวัสดุที่เกษตรกรเหนื่อยยากจัดเก็บ จะสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ที่คุ้มค่าแรงและค่าเหนื่อยอย่างแน่นอน</p><p>จากการที่ได้รับฟังเสียงของพี่น้องเกษตรกร ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันค่ะว่า<strong> ไม่มีใครอยากจุดไฟเผาพื้นที่ทำกินของตัวเองและส่งต่อมลพิษให้ลูกหลาน แต่ภายใต้เงื่อนไขของเวลาที่ต้องเร่งเตรียมดินรอบใหม่และต้นทุนที่จำกัด การเผาจึงเป็นทางรอดเดียวที่พวกเขาเหลืออยู่ ถึงเวลาแล้วค่ะที่นโยบายของรัฐจะต้องเปลี่ยนหนทางที่เคยมืดมนให้กลายเป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่าและยั่งยืนสำหรับเกษตรกรไทยทุกคน เพื่อสร้าง “อากาศสะอาด” ไปพร้อมกับ “ผลลัพธ์ที่เลี้ยงปากท้องได้” </strong></p><div class="facebook" ></div><p><br></p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/B3INMp4Pn</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/B3INMp4Pn</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 23 Jun 2026 06:03:27 +0000</updated><pubDate>Tue, 23 Jun 2026 03:34:31 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi80MTUyMmUxYmY4OGZhOTllYTQ5ZDMzMjhhYmE3Y2Y3OC5wbmc=</url><description>&apos;ณัฐธิดา&apos; สส.เพื่อไทย ชี้ &apos;ห้ามเผา&apos; ไม่ใช่ทางออกเดียวของเกษตรกร ชง 3 นโยบายเชิงรุกแก้ปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืน เพื่อสร้าง &apos;อากาศสะอาด&apos; ไปพร้อมกับ &apos;ผลลัพธ์ที่เลี้ยงปากท้องได้&apos;</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ภาคประชาชนค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ หวั่นกระทบทรัพยากรและวิถีชุมชน ยืนยันปักหลักการชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลจนกว่าจะบรรลุ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iN2I1ZTg1ZjdiN2E5Y2Q3M2UwNTg4NjFjMDVlZjYyYy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากถนนพระราม 5 บริเวณทำเนียบรัฐบาล ว่า วันนี้ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) และ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) ร่วมกับกลุ่ม Beach for Life และภาคประชาชนจากพื้นที่ภาคใต้ ทยอยปักหลักชุมนุมเรียกร้องไปยังรัฐบาล ทบทวนการผลักดันร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่ากังวลถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่</p><p>นายอภิศักดิ์ หรือ น้ำนิ่ง แกนนำกลุ่ม Beach for Life ในฐานะ โฆษกการชุมนุมกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า เครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) และภาคประชาชนจากพื้นที่ภาคใต้ เดินทางมาชุมนุมบริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักดันร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 500 คนยืนยันปักหลักการชุมนุม ในวันนี้เป็นวันแรก และรอคำตอบตามข้อเรียกร้องจนกว่าจะบรรลุ&nbsp;</p><p>สำหรับข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อประกอบด้วย </p><p>(1) ให้หยุดกฎหมาย SEC โดยรัฐบาลต้องออกหนังสือที่มีผลบังคับจริงที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่ถูก ผลักดันเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมายทั้งในส่วนของรัฐบาลและพรรคการเมืองโดยเฉพาะร่างของ สนข.ซึ่งเป็นการจัดทำร่างกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี </p><p>(2) รัฐบาลต้องยุติการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งในส่วนของท่าเรือ เส้นทางรถไฟ ทางหลวงพิเศษ และโครงการในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ได้หรือไม่ จะต้องรอผลการศึกษาแผนแม่บทเศรษฐกิจยั่งยืนภาคใต้ ที่จะจัดทำขึ้นภายใต้กลไกที่ถูกต้องชอบธรรม </p><p>(3) เขียนแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่ รัฐบาลจะต้องยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ สู่การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้โดยกลไกที่ถูกต้อง มุ่งเน้นการพัฒนาบนฐานศักยภาพและก่อเกิดประโยชน์แก่คนไทย โดยรัฐบาลจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่ตกลงร่วมกันเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ใหม่</p><p>ที่ชุมนุมมีการเเสดงจุดยืนพร้อมยืนหนังสือของตัวเเทนประชาชนภาคใต้ ตัวเเทนประมงพื้นบ้านจังหวัดระยอง ตัวเเทนเครือข่ายเพื่อนตะวันออก เเละตัวเเทนเครือข่ายปราจีนเข้มเเข็ง ซึ่งได้เเถลงข้อเรียกร้องเฉพาะของเครือข่าย เเละย้ำจุดยืนร่วมกันในการไม่ต้องการให้มีกฎหมายพิเศษในสังคมไทย เเละให้รัฐบาลทบทวนการพัฒนาที่คำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชน เเละการรักษาสิ่งเเวดล้อมอันเป็นของการดำรงชีวิตของคนไทยเป็นสำคัญ</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8yNjcyMzQyZGU4ZDhiNTk5ZmYyMTZjMGRjYWRiZDJhOC5qcGc=" alt="S__18768243_0.jpg"><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8xYzY1MzIyYjEzNjM0Nzc4ZjQ1ZmMzOThmMDg5YzUyNC5qcGc=" alt="S__18768245_0.jpg"><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8wZjRhODdiOWYyNzI2MWMyNmFhY2U0Y2MyZjBkMWVlZS5qcGc=" alt="S__18768246_0.jpg"><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iOWMxOTA2ODZkMjFiMjFjNzY0MzM1MmNmYzhjNDkwNy5qcGc=" alt="S__18767883_0.jpg"><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9hNGQwYzg1YTMwYmY1NzcwM2ExMzY5ODlmOWM4YjMyNi5qcGc=" alt="S__18767882_0.jpg"><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83YTM3MzFhNzkyYmQyMThmZmRmZjQ2YjM1ZjFmNmU1NC5qcGc=" alt="S__18767884_0.jpg"><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi85ZTU1MjUwOWU0NGUwNGZhMmQwN2RiNWU5MGU5OGRkMC5qcGc=" alt="S__18767885_0.jpg"><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/NhzeAjjDu</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/NhzeAjjDu</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 16:27:54 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 16:21:27 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iN2I1ZTg1ZjdiN2E5Y2Q3M2UwNTg4NjFjMDVlZjYyYy5wbmc=</url><description>ภาคประชาชนค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ หวั่นกระทบทรัพยากรและวิถีชุมชน ยื่น 3 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ยืนยันปักหลักการชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล จนกว่าจะบรรลุ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ชัชชาติ' ชูแก้ฝุ่น PM 2.5 กทม. ใช้วิทยาศาสตร์หาต้นตอ คุมรถดีเซล โรงงาน ไซต์ก่อสร้าง และการเผานอกพื้นที่ ดันกฎหมายอากาศสะอาด]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8yNWU3MmYwY2VkNmQ0NTA2ZGM0N2I0ODkwYjY5NTFkNS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ขึ้นเวทีดีเบตในรายการ Nation Election DEBATE: ผู้ว่าฯ กรุงเทพ โอกาสของคนเมือง กล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยย้ำว่า การแก้ฝุ่นต้องเริ่มจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้รู้ชัดว่าฝุ่นเกิดจากอะไร มาจากแหล่งใด ก่อนจัดการที่ต้นเหตุอย่างตรงจุด</p><p>ชัชชาติระบุว่า ปัญหาฝุ่นในกรุงเทพฯ เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สภาพอากาศปิดในช่วงปลายปี ฝุ่นจากรถยนต์ โดยเฉพาะรถดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ และฝุ่นจากการเผาชีวมวลนอกพื้นที่กรุงเทพฯ ดังนั้นหัวใจของการแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงแจ้งเตือนประชาชนเมื่อฝุ่นมา แต่ต้องรู้แหล่งกำเนิดให้เร็ว คุมต้นตอให้ตรง และใช้ทั้งข้อมูล เทคโนโลยี กฎหมาย และการประสานงานข้ามหน่วยงานเข้ามาจัดการ</p><p>🟢<strong>ต่อยอด “นักสืบฝุ่น” จับต้นตอให้แม่นขึ้น</strong></p><p>ชัชชาติกล่าวว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องไม่ใช่การแก้แบบเดาสุ่ม เพราะ PM 2.5 ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว แต่มาจากหลายปัจจัยที่ซ้อนกัน ทั้งรถยนต์ โรงงาน ไซต์ก่อสร้าง การเผา และสภาพอากาศ</p><p>แนวทางของทีมชัชชาติ จึงมีการต่อยอดโครงการ “นักสืบฝุ่น” ไปสู่การทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยจัดทีมเฉพาะกิจ รวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง อนามัย สิ่งแวดล้อม และเทศกิจ ออกตรวจแหล่งกำเนิดฝุ่นโดยตรง ทั้งรถควันดำ ไซต์ก่อสร้าง โรงงาน สถานประกอบการ และจุดเสี่ยงการเผา</p><p>ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดยกระดับการตรวจวัดฝุ่นด้วย Super Station หรือสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง ที่สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบของฝุ่นได้ละเอียดขึ้น เพื่อให้รู้ว่าฝุ่นมาจากแหล่งใด และนำข้อมูลไปใช้พยากรณ์ แจ้งเตือน และออกมาตรการได้แม่นยำกว่าเดิม</p><p>🟢<strong>ย้ำ กทม. ไม่มีอำนาจทั้งหมด ต้องประสานข้ามหน่วยงาน</strong></p><p>ชัชชาติย้ำว่า กทม. ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการปัญหาฝุ่นทั้งหมด เช่น มาตรฐานควันดำอยู่ภายใต้การกำกับของกรมควบคุมมลพิษ ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ภายใต้กรมโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือข้ามหน่วยงาน ซึ่งที่ผ่านมา กทม. ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรการ เช่น การปรับมาตรฐานควันดำให้เข้มขึ้นจาก 30% เป็น 20% รวมถึงการผลักดันให้โรงงานติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษจากปล่องแบบอัตโนมัติ เพิ่มจาก 8 โรงงานเป็น 250 โรงงาน</p><p>นอกจากนี้ ทีมชัชชาติยังเสนอแนวทาง BKK Industrial Watch เพื่อติดตามมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม โดยให้โรงงานที่เข้าเกณฑ์ติดตั้งระบบตรวจวัดปลายปล่องแบบต่อเนื่อง หรือ CEMS และมี War Room ติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะสารตั้งต้นของฝุ่นทุติยภูมิ เช่น NOx, SO2 และ VOCs</p><p>🟢<strong>คุมรถดีเซล-ต่อยอดเขตมลพิษต่ำ</strong></p><p>สำหรับฝุ่นจากรถยนต์ ชัชชาติระบุว่า รถดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญของ PM 2.5 โดยนโยบายรอบนี้จะต่อยอดมาตรการคุมรถปล่อยมลพิษ ผ่านแนวคิด Low Emission Zone 2.0 หรือเขตมลพิษต่ำ</p><p>จากเดิมที่เริ่มจากรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปและระบบ Green List จะขยายไปยังรถกลุ่มอื่นที่สร้างมลพิษสูง เช่น รถกระบะดีเซล รถดีเซลเก่า Pre-EURO / EURO 1 / EURO 2 รวมถึงใช้เทคโนโลยีกล้องอ่านป้ายทะเบียนอัจฉริยะ และกำหนดค่าธรรมเนียมหรือส่วนลดตามมาตรฐานเครื่องยนต์ โดยรถ EV จะได้รับสิทธิประโยชน์ในแนวทางดังกล่าว</p><p>🟢<strong>ลดเผาชีวมวล ต้องทำงานเกินเส้นเขตกรุงเทพฯ</strong></p><p>ชัชชาติกล่าวว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประมาณ 100,000 ไร่ ไม่มีการเผาแล้ว แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่พื้นที่รอบนอก เช่น นครนายก และปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นลมและส่งผลต่อคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ</p><p>ที่ผ่านมา กทม. ใช้วิธีออกไปประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรกร และหน่วยงานท้องถิ่นโดยตรง เพื่อสร้างความร่วมมือในการลดการเผา โดยชัชชาติระบุว่า ปีที่ผ่านมา การเผาลดลงเกือบ 50% และทำให้จำนวนวันที่ฝุ่นในกรุงเทพฯ อยู่ในระดับแย่ลดลงกว่าปีก่อนประมาณ 50% เช่นกัน</p><p><strong>“ฝุ่นไม่ได้หยุดอยู่แค่เขตกรุงเทพฯ เราต้องออกไปคุยกับจังหวัดรอบนอก คุยกับผู้ว่าฯ คุยกับเกษตรกร และตั้งตัวชี้วัดร่วมกันให้ชัดเจน”</strong> ชัชชาติกล่าว</p><p>นโยบายในระยะต่อไปจะใช้แนวคิด Bangkok and Beyond เพราะฝุ่นเคลื่อนที่ตามลมและสภาพอากาศ จึงต้องมีศูนย์ติดตามการเผาและช่วยเหลือเกษตรกรแบบครบวงจร ตั้งแต่การเฝ้าระวัง Hotspot แบบเรียลไทม์ การประสานดับไฟ การดำเนินคดีกับการลักลอบเผา ไปจนถึงการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เช่น ตลาดสำหรับผลผลิตปลอดการเผา หรือการรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร</p><p>🟢<strong>ดันกฎหมายอากาศสะอาด ให้ผู้ก่อมลพิษร่วมรับผิดชอบ</strong></p><p>อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการผลักดัน กฎหมายหรือข้อบัญญัติอากาศสะอาดกรุงเทพฯ เพื่อให้ กทม. มีเครื่องมือในการจัดการฝุ่นมากขึ้น ทั้งการกำหนดเจ้าพนักงานอากาศสะอาด กองทุนอากาศสะอาด ค่าธรรมเนียมจากผู้ปล่อยมลพิษ และอำนาจในการตรวจสอบหรือเอาผิดแหล่งกำเนิดฝุ่น</p><p>แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” เพื่อให้การจัดการฝุ่นไม่ใช่ภาระของประชาชนฝ่ายเดียว แต่ผู้ที่สร้างมลพิษต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเมือง</p><p>🟢<strong>ประชาชนต้องรู้ทันสถานการณ์ฝุ่น และมีพื้นที่ปลอดภัย</strong></p><p>ในมิติการรับรู้ของประชาชน ชัชชาติกล่าวว่า การสื่อสารข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะแม้ภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นจะดีขึ้น แต่หากมีวันที่ฝุ่นแย่เพียงวันเดียว ประชาชนก็ได้รับผลกระทบและรู้สึกกังวลได้ทันที</p><p>กทม. จึงต้องมีระบบแจ้งเตือนและพยากรณ์ล่วงหน้าที่ชัดเจน ประชาชนสามารถดูสถานการณ์ฝุ่นผ่านแอปพลิเคชัน และเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า พร้อมให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจง่าย</p><p>นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการป้องกันในพื้นที่เปราะบาง เช่น ห้องปลอดฝุ่นในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน รวมถึงให้เด็กเรียนรู้เรื่องคุณภาพอากาศตั้งแต่ในโรงเรียน ผ่านกิจกรรมชักธงสีแสดงระดับฝุ่น เพื่อให้เด็กเข้าใจวิธีดูแลตัวเอง และนำความรู้กลับไปสื่อสารต่อกับครอบครัว</p><p>🟢<strong>ตั้งเป้าลดวันที่ฝุ่นแย่เหลือ 20 วัน</strong></p><p>ชัชชาติย้ำว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยระบุว่า ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีวันที่ฝุ่นอยู่ในระดับไม่ดี 28 วัน และหากเดินหน้ามาตรการอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าสามารถลดลงเหลือ 20 วันได้</p><p><strong>“ปีนี้ฝุ่นในกรุงเทพฯ เหลือ 28 วันที่ไม่ดี ถ้าจะทำให้เป็นผล ผมเชื่อว่าต้องตั้งตัวชี้วัดไว้เลยว่า ปีหน้าต้องลดลงอีก เราเชื่อว่าตั้งเป้าไว้ 20 วัน ต้องลดลงไป” </strong>ชัชชาติกล่าว</p><p>เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่าต้องใช้เวลานานหรือไม่ ชัชชาติกล่าวว่า เป้าหมายดังกล่าวสามารถทำได้ เพราะกรุงเทพฯ มาถูกทางแล้ว ทั้งการใช้เทคโนโลยี การจัดการรถยนต์ การลดการเผา และการประสานงานกับพื้นที่รอบนอก พร้อมระบุว่างบประมาณที่ใช้ไม่สูงมาก โดยประเมินว่าไม่เกิน 200 ล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรนอกพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อลดการเผาชีวมวล</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/o2yEiAyx6</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/o2yEiAyx6</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 16:20:25 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 15:43:15 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8yNWU3MmYwY2VkNmQ0NTA2ZGM0N2I0ODkwYjY5NTFkNS5wbmc=</url><description>แก้ฝุ่นไม่ใช่เริ่มจากศูนย์ &apos;ชัชชาติ&apos; เบอร์ 9 ชี้ กทม. ใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ตามหาต้นตอ คุมรถดีเซล โรงงาน ไซต์ก่อสร้าง และการเผานอกพื้นที่ พร้อมดันกฎหมายอากาศสะอาด แก้ปัญหาฝุ่นทุกมิติ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ชัชชาติ เบอร์ 9' ชี้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสายสีเขียว หนุนผู้ดูแลระบบเดินรถรายเดียวและระบบตั๋วร่วม]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iMWY2ZGU5OWI0N2U4ZjRmZjQxY2JlMjk3NWIzYTkyMy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569&nbsp;ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ขึ้นเวทีดีเบตในรายการ Nation Election DEBATE : ผู้ว่าฯ กรุงเทพ โอกาสของคนเมือง โดยช่วงหนึ่งมีคำถามถึงแนวทางลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ กทม. ว่าจะทำให้ค่าโดยสารถูกลงได้อย่างไร ค่าโดยสารที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด และจะหาเงินจากที่ใดมาอุดหนุน</p><p>'ชัชชาติ' กล่าวว่า ในภาพรวมระบบรถไฟฟ้าควรมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น โดยรัฐบาลควรเป็นผู้เกลี่ยราคาทั้งระบบผ่านระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ค่าโดยสารของระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมโยงกันและเป็นธรรมมากขึ้น แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ที่เสนอสนับสนุนการโอนภารกิจบริหารจัดการรถไฟฟ้าจาก กทม. สู่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. เพื่อให้มีผู้ดูแลระบบเดินรถรายเดียว (Single Operator) หรือผู้บริหารระบบเดินรถที่เป็นเอกภาพมากขึ้น ทั้งในด้านมาตรฐานบริการ การขยายโครงข่าย การกำหนดโครงสร้างค่าโดยสาร และการวางแผนเส้นทางเชื่อมต่อในภาพรวม ขณะเดียวกัน กทม. จะปรับบทบาทมาเป็นผู้พัฒนาระบบ Feeder หรือระบบขนส่งรอง เพื่อช่วยให้ประชาชนเดินทางเข้าถึงรถไฟฟ้าและขนส่งหลักได้สะดวกขึ้น </p><p><strong>ระยะยาวต้องรอปี 2572 เจรจาสัมปทานใหม่</strong></p><p>'ชัชชาติ' ระบุว่า หากพิจารณาเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเขียว จะมีช่วงสำคัญในปี 2572 ซึ่งเป็นช่วงที่สัมปทานกลับคืนมา และต้องมีการเจรจาใหม่อีกครั้ง โดยประเด็นสำคัญคือสัญญาการจ้างเดินรถที่มีการทำไว้ยาวไปถึงปี 2585 และมีต้นทุนสูง จึงต้องพยายามเจรจาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้</p><p><strong>“ถ้าจะเอาเฉพาะสีเขียว มันจะมีปี 2572 ที่ได้สัมปทานกลับคืนมา ต้องเจรจาใหม่ เพราะตอนนี้มีคนไปจ้างเดินรถร่วมไปถึงปี 85 ราคาแพงมาก ก็ต้องพยายามเจรจาว่าจะลดตรงนี้ได้อย่างไร”</strong> ชัชชาติกล่าว</p><p><strong>ระยะสั้นต้องลดตั๋วเดือน ช่วยคนทำงาน นักเรียน ผู้สูงอายุ</strong></p><p>สำหรับช่วงก่อนถึงปี 2572 ชัชชาติกล่าวว่า สิ่งที่ควรทำทันทีคือการเจรจาเพื่อลดราคาตั๋วเดือน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนทำงาน นักเรียน และผู้สูงอายุ เพราะเป็นกลุ่มที่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นประจำและได้รับผลกระทบจากค่าเดินทางโดยตรง</p><p>ชัชชาติย้ำว่า หัวใจของการลดค่าโดยสารในช่วงนี้จึงไม่ใช่เพียงการพูดถึงค่าโดยสารรายเที่ยว แต่ต้องทำให้ตั๋วเดือนมีราคาถูกลง เพื่อช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชนที่ต้องใช้รถไฟฟ้าเป็นประจำ</p><p><strong>ใช้รายได้ที่ไม่ได้มาจากค่าโดยสาร (Non-Fare) และงบประมาณบางส่วนช่วยอุดหนุน</strong></p><p>เมื่อถูกถามว่าจะหาเงินจากที่ใดมาอุดหนุน ชัชชาติระบุว่า แหล่งเงินสนับสนุนสามารถมาจาก 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือรายได้ Non-Fare หรือรายได้ที่ไม่ได้มาจากค่าโดยสาร เช่น ค่าบริหารจัดการ ค่าโฆษณา รายได้จากการประมูลร้านค้า และค่าเชื่อมต่อของสายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายในอนาคต และ ส่วนที่สองคือการใช้งบประมาณเข้ามาเสริมบางส่วน เพื่อช่วยลดภาระค่าโดยสารให้ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มที่จำเป็นต้องใช้รถไฟฟ้าเป็นประจำ</p><p>'ชัชชาติ' สรุปว่า การลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวต้องทำควบคู่กันหลายระดับ ทั้งการผลักดันระบบบริหารรถไฟฟ้าที่เป็นเอกภาพผ่านแนวคิด Single Operator การเจรจาโครงสร้างต้นทุนในระยะยาว การลดราคาตั๋วเดือนในระยะสั้น และการนำรายได้ที่ไม่ใช่ค่าโดยสารมาช่วยอุดหนุน เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะของกรุงเทพฯ เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับประชาชน</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/GrsH84Z_8</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/GrsH84Z_8</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 15:40:22 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 14:55:00 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iMWY2ZGU5OWI0N2U4ZjRmZjQxY2JlMjk3NWIzYTkyMy5wbmc=</url><description>&apos;ชัชชาติ เบอร์ 9&apos; ชี้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสายสีเขียว หนุนผู้ดูแลระบบเดินรถรายเดียวและระบบตั๋วร่วม เพื่อกำหนดค่าโดยสารให้เป็นธรรม ลดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน พร้อมให้ กทม. พัฒนาระบบ Feeder เชื่อมชุมชน-สถานีรถไฟฟ้าให้เดินทางง่ายขึ้น</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ศธ. คิกออฟ Thailand Zero Dropout ชู ‘Sisaket' TZD Model ปูทางโมเดลความสำเร็จส่งต่อทั่วอีสาน ยึดปณิธาน ‘บ่ถิ่มกัน’]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83YWI1ZDY5ZTU1N2I4OTlmMjQxYThiZjdhODc2NjA3OC5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick-off การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องศรีลำดวน แกรนด์บอลรูม โรงแรมศรีลำดวน</p><p>รมว.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า ผมไม่ได้มองงานในวันนี้ในฐานะ รมว.ศธ.เพียงอย่างเดียว แต่ผมมองด้วยใจของคนที่เคยนั่งเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ระดับชาติมาตั้งแต่ต้น นับตั้งแต่วันที่เราเริ่มประชุมนัดแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 จนถึงวันนี้ ผมเห็นพัฒนาการของนโยบายนี้มาด้วยตาตัวเอง และผมภูมิใจที่จะบอกว่า สิ่งที่เราตั้งใจไว้ตอนเริ่มต้น กำลังเป็นจริงขึ้นทุกวัน</p><p>เมื่อเราเริ่มต้นโครงการนี้ ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอยู่ราวหนึ่งล้านคน วันนี้ ตัวเลขนั้นลดลงเหลือประมาณ 6 แสนคน นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่ลดลงเอง แต่เป็นผลจากความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ทุกจังหวัด ทุกชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงจังหวัดศรีสะเกษแห่งนี้ด้วย </p><p>จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ผมติดตามด้วยความชื่นชมมาโดยตลอด ท่านได้บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านสังคม สาธารณสุข แรงงาน ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และภาคประชาสังคมอย่างจริงจัง ภายใต้โมเดล “Sisaket TZD Model” ผ่านกลไกการทำงานอย่างเป็นระบบถึง 5 ด้าน ทั้งการใช้ข้อมูลเป็นฐาน การบูรณาการระดับพื้นที่ การดูแลช่วยเหลือเป็นรายกรณี การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และการมีส่วนร่วมของชุมชน </p><p><strong>"สิ่งที่ผมขอชื่นชมคือความตรงไปตรงมาของข้อมูลในปีการศึกษา 2568 ศรีสะเกษพบเด็กและเยาวชนนอกระบบ รวมทั้งสิ้น 8,322 คน แบ่งเป็น กลุ่มที่เคยอยู่ในระบบ TZD เดิม 1,912 คน (22.97%) ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดูแลต่อเนื่อง และกลุ่มที่ตกหล่นรายใหม่อีกถึง 6,410 คน (77.03%) ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง แต่เป็นเครื่องยืนยันว่าทีมศรีสะเกษกล้าเปิดเผยข้อเท็จจริงเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด และผมเข้าใจดีว่าพื้นที่ที่พบปัญหาสูงสุดอย่างกันทรลักษ์ ขุขันธ์ ขุนหาญ เมืองศรีสะเกษ และภูสิงห์ ศรีรัตนะ ล้วนเป็นพื้นที่ชายแดน ชนบทห่างไกล มีทั้งความยากจนและการเคลื่อนย้ายแรงงานสูง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่าพื้นที่ทั่วไปจริง ๆ"</strong> รมว.ศธ.กล่าว</p><p>รมว.กล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ในปีงบประมาณ 2569 นี้ เราจะพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ 5 แสนคนทั่วประเทศ และในปีงบประมาณ 2570 อีก 1 ล้านคนวันนี้ผมจึงขอมอบนโยบายให้จังหวัดศรีสะเกษเดินหน้าตามกรอบเป้าหมายนี้อย่างจริงจัง ใน 4 เรื่องด้วยกัน คือ</p><p><strong>เรื่องแรก</strong> ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งเชื่อมโยงและกรอกข้อมูลเด็กนอกระบบเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลางให้ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันที่สุด เพราะข้อมูลที่แม่นยำคือจุดเริ่มต้นของการค้นหาเด็กทุกคนให้เจอไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนในจังหวัดก็ตาม</p><p><strong>เรื่องที่สอง</strong> ขอให้ใช้มาตรการ Learn to Earn หรือการเรียนที่มีรายได้ระหว่างเรียน เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงเด็กที่หลุดจากระบบเพราะปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวให้กลับเข้ามาเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ดึงกลับมาเฉย ๆ แต่ต้องให้เขาเห็นโอกาสในชีวิตจริง ๆ</p><p><strong>เรื่องที่สาม</strong> ขอให้ทุกภาคส่วนในจังหวัดศรีสะเกษทำงานเป็นเนื้อเดียวกันต่อไป ลงพื้นที่เชิงรุก ติดตามเด็กเป็นรายบุคคล ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว ตามปณิธาน 'บ่ถิ่มกัน' ที่ทุกท่านยึดถือ</p><p><strong>เรื่องที่สี่ </strong>ขอให้ความสำเร็จของศรีสะเกษในวันนี้ ถูกถอดบทเรียนและส่งต่อให้จังหวัดอื่น ๆ ในภาคอีสานได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับที่ศรีสะเกษเองก็สามารถเรียนรู้จากต้นแบบของจังหวัดอื่นได้เช่นกัน เพราะภารกิจนี้ไม่มีใครทำคนเดียวได้สำเร็จ</p><p>"การจัดกิจกรรมในวันนี้ ถือเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันอีกครั้ง ว่าเราจะ 'ไม่หยุด' เดินหน้า จนกว่าเด็กทุกคนในจังหวัดนี้ จะได้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเขาเอง และเชื่อมั่นว่า 'ศรีสะเกษ' จะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบความสำเร็จของ Thailand Zero Dropout ที่ทั้งประเทศจะได้เรียนรู้ต่อไป" รมว.ศธ.กล่าว</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/7mJK3_-7m</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/7mJK3_-7m</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 16:12:02 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 14:29:13 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83YWI1ZDY5ZTU1N2I4OTlmMjQxYThiZjdhODc2NjA3OC5wbmc=</url><description>ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. คิกออฟ Thailand Zero Dropout ชู ‘Sisaket&apos; TZD Model ปูทางโมเดลความสำเร็จส่งต่อทั่วอีสาน ยึดปณิธาน ‘บ่ถิ่มกัน’</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รมว.ประเสริฐ ฟังเสียงพื้นที่ปรางค์กู่ เตรียมดันร่าง พ.ร.บ.ศึกษาใหม่ เป็น "ธรรมนูญ" ตอบโจทย์ All for Education]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9lZWVkNzg3NWVhNTNiZDQxMjAwZjczYWJjNzQ4YTg1Yy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และคณะ เดินทางต่อไปยังโรงเรียนปรางค์กู่ สังกัด สพม.ศรีสะเกษ ยโสธร เพื่อรับฟังการสะท้อนผลการดำเนินงานตามนโยบายการศึกษา ของสถานศึกษาในพื้นที่ สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ และผลงานนักเรียน</p><p>รมว.ศธ. นโยบายการศึกษา 5 ด้าน ภายใต้แนวทาง "All for Education" มุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาเพื่ออนาคตของประเทศและยกระดับทุนมนุษย์ ในการคืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็กลดภาระงานเอกสาร งานธุรการ งานพัสดุ และการประเมินที่ซ้ำซ้อน, ปรับโครงสร้างความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาสรื้อสูตรการจัดสรรงบประมาณและการกระจายโอกาสทางการศึกษา, ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง ปรับเนื้อหาและวิธีการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน, โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง และสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการศึกษาทั้งประเทศ</p><p>รมว.ศธ. กล่าวชื่นชมระบบความปลอดภัยที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ที่ได้นำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างระบบช่วยเหลือ ดูแล และแจ้งเหตุได้อย่างทันท่วงที ในทุกโรงเรียนในพื้นที่ สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 กว่า 190 แห่ง ตามนโยบาย 'สถานศึกษาปลอดภัย' ของ ศธ. นอกจากนี้ จังหวัดศรีสะเกษ ยังเป็นพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา ที่มีบริเวณติดเขตชายแดน ซึ่งถือเป็นพื้นที่พิเศษที่สามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้สู่นวัตกรรม เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะและทักษะในศตวรรษที่ 21 ตามศักภาพและบริบทของพื้นที่ได้ ส่วนข้อเสนอเกี่ยวกับการสอบ การประเมินเพื่อวัดผลที่ยังยึดติดกับกระดาษนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย 'ลดภาระครู' ซึ่งขณะนี้ได้ปรับลดโครงการที่มีความซ้ำซ้อนออกไปถึง 7 โครงการแล้ว และต้องรอดูผลลัพธ์ทั้งระบบว่าช่วยลดภาระครูไปมากน้อยขนาดไหนแล้ว</p><p>นอกจากนี้ เราจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดงานเอกสารของครู และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลกลาง ที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลด้านการศึกษาให้เป็นฐานข้อมูลเดียว พร้อมระบบครัวกลาง คลาวน์คิทเช่น (Cloud Kitchen) ที่ต้องทำข้อตกลงความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยเสียก่อน เพื่อนำแอปพลิเคชันเข้ามาใช้ติดตามการจัดอาหารกลางวันที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เพื่อให้ครูนำเวลาไปโฟกัสที่การจัดการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ เป็นการคืนครูสู่ห้องเรียน</p><p>"ขณะนี้ ศธ.กำลังเดินหน้าเสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษาฯ ฉบับใหม่ เพื่อนำเสนอเข้าสู่การประชุมรัฐสภาในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งเรายินดีรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน รวมทั้งข้อเสนอในวันนี้ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ เป็น 'ธรรมนูญ' ด้านการศึกษาของทุกคน โดยเฉพาะเรื่องของหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ตอบโจทย์บริบทในแต่ละพื้นที่" รมว.ศธ. กล่าว</p><p>รมว.ศธ. กล่าวขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อพัฒนาการศึกษาของลูกหลานชาวศรีสะเกษ และลูกหลานไทยทั่วประเทศ ซึ่งทุกความคิดเห็นล้วนมีประโยชน์และมีคุณค่า จะเป็นส่วนหนึ่งของการแปลงไปสู่นโยบายการศึกษาสำหรับทุกคน ตามแนวคิด All for Education</p><p>ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. คณะทำงาน รมว.ศธ. และผู้บริหาร ศธ. พร้อมด้วย นายทวีศักดิ์ ทรงอยู่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นางรัตติกร ทองเนตร ผู้อำนวยการ สพม.ศรีสะเกษ-ยโสธร นายจิมจง ทองคำวัน ผู้อำนวยการ สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 ว่าที่ ร.ต.ดร.ศุภชัย จันครา ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ตลอดจนคณะผู้บริหารการศึกษา/สถานศึกษา ครู และนักเรียน ให้การต้อนรับ</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/Zk_be1zKk</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/Zk_be1zKk</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 14:54:43 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 13:47:22 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9lZWVkNzg3NWVhNTNiZDQxMjAwZjczYWJjNzQ4YTg1Yy5wbmc=</url><description>รมว.ประเสริฐ ฟังเสียงพื้นที่ปรางค์กู่ เตรียมดันร่าง พ.ร.บ.ศึกษาใหม่ เป็น &quot;ธรรมนูญ&quot; ตอบโจทย์ All for Education</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รมว.ประเสริฐ มอบโจทย์ สกร. ศรีสะเกษ หนุนนโยบาย TZD ดึงเด็กกลับสู่ห้องเรียนตามความถนัด]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9mYjkyMTY0ZmJiMjY0OTQ5ZDIyODdlNzlmYjEzNmE5ZS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และคณะ เดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ชาวกูย อำเภอปรางค์กู่ เพื่อเยี่ยมชมผลงานผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอปรางค์กู่ โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ผู้อำนวยการ สกร.ประจำจังหวัดศรีสะเกษ ผู้อำนวยการ สกร. คณะครู ตลอดจนนักเรียนนักศึกษา สกร. และประชาชน ให้การต้อนรับ</p><p>รมว.ศธ. ได้กล่าวฝากชาว สกร. ซึ่งสร้างการเรียนรู้อยู่ในพื้นที่อำเภอ ตำบล และชุมชนต่าง ๆ ร่วมกับผู้นำท้องที่ท้องถิ่น และหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ ในการนำเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา ที่ไม่ได้ไปเรียนในโรงเรียนตามปกติ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามความถนัดและศักยภาพของเด็ก ภายใต้โครงการ Thailand Zero Dropout หรือ TZD ซึ่งปัจจุบันทั้งประเทศมีจำนวนกว่า 6 แสนคน เราต้องช่วยกันทำให้เด็กกลุ่มนี้ กลายเป็นศูนย์ '0' ให้ได้ พร้อมขอส่งกำลังใจให้กับทุกคนที่ถือเป็นด่านหน้าในการจัดการเรียนรู้ในทุกหย่อมหญ้าของไทย</p><p>ในโอกาสนี้ รมว.ศธ. และคณะ ได้เยี่ยมชมการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ อาทิ การแส่วผ้า ซึ่งเป็นศิลปะการเย็บปักถักร้อยลวดลายลงบนผืนผ้าด้วยมือ เป็นภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์การแต่งกายดั้งเดิมของชาวกูย การทอผ้าไหม และการทำขนมไปรกะซัง พร้อมเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์อาชีพ ผ้ามัดย้อมก้านตาล ข้าวเกรียบตาลอ่อน ตลอเจนผลิตภัฯฑ์ของอำเภอต่าง ๆ และเยี่ยมชมรถโมบาย 'รักการอ่าน' ของ สกร.จังหวัด</p><p>จากนั้น รมว.ศธ. และคณะ ได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ชาวกูย เป็นพื้นที่จัดแสดง​ที่มาและอัตลักษณ์ของชาวกูย ซึ่งคำว่า "กูย" แปลว่า "คน" เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยหนาแน่นในจังหวัดสุรินทร์ และศรีสะเกษ มีวิถีชีวิตผูกพันกับอารยธรรมขอมโบราณ สะท้อนจากหลักฐานโบราณคดีอย่าง "ปราสาทปรางค์กู่" คัมภีร์ใบลาน และไหบรรจุพระพุทธรูปโบราณอายุหลายร้อยปี ในอดีตชาวกูยอาศัยอยู่ใน "ดุงกูย" หรือบ้านไม้ใต้ถุนสูง ผู้หญิงสืบทอดภูมิปัญญาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าด้วยมือเป็นเอกลักษณ์ ด้านอาหารการกิน นิยมกินข้าวเจ้าเป็นหลัก และกับข้าวมักมีกะทิเป็นส่วนประกอบ เช่น แกงละแวกะตาม (แกงมันปู) นอกจากนี้ ชาวกูยยังมีความเคารพบูชาผีบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเหนียวแน่นด้วย</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/nnQqHv8-1</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/nnQqHv8-1</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 13:46:38 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 13:42:04 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9mYjkyMTY0ZmJiMjY0OTQ5ZDIyODdlNzlmYjEzNmE5ZS5wbmc=</url><description>รมว.ประเสริฐ รมว.ศธ. ชมภูมิปัญญา &apos;แส่วผ้า&apos; ชาวกูย มอบโจทย์ สกร. ศรีสะเกษ หนุนนโยบาย Thailand Zero Dropout  TZD ตั้งเป้าดึงเด็กกลับสู่ห้องเรียนตามความถนัด</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน' เปิดเวทีมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 69 ผนึกกำลัง 200 เครือข่าย ลุยเปิดตัวยุทธศาสตร์ 'Siam Silica' ประกาศเร่งคลอด 'โครงการชิปแห่งชาติ']]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8wNWYzMTE5OWU4ODVlNmNlZmY1YmU0MmI1OTc5ZDc1YS5wbmc=/640/330" /></p><p>'ยศชนัน' เปิดเวทีมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 69 ผนึกกำลัง 200 เครือข่าย ลุยเปิดตัวยุทธศาสตร์ 'Siam Silica' ยกความสำเร็จมหาอำนาจโลก ประกาศเร่งคลอด 'โครงการชิปแห่งชาติ' ดึงเม็ดเงินต่างชาติร่วมทุน-ตั้งฐานผลิตชิปในไทย หวังปั้นประเทศผงาดขึ้นเป็นฮับ Deep Tech แห่งอาเซียน รับมือสมรภูมิ AI และ Tech War เต็มรูปแบบ พร้อมเดินหน้าทะลวงคอขวดนวัตกรรม ปลดล็อกงานวิจัยให้ก้าวข้ามหุบเหวมรณะ (Valley of Death) สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ขับเคลื่อนชาติอย่างยั่งยืน</p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานเปิดงาน "มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” พร้อมประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ “Siam Silica” อย่างเป็นทางการ มุ่งเป้าดึงดูดการลงทุนระดับโลก ผลักดัน 'โครงการชิปแห่งชาติ' เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริษัทเทคโนโลยีระดับลึก (New SEA Hub for Deep Tech Company) สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง โดยมีผู้บริหาร อว. และนักวิจัยกว่า 200 เครือข่ายเข้าร่วม ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ กทม.</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในปัจจุบัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวและตั้งรับให้ทันต่อความท้าทายหลักที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสงครามเทคโนโลยี (Tech War) ซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งผ่านงานวิจัยขั้นพื้นฐาน (Basic Research) และเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถรองรับการดึงดูดการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) โฟโตนิกส์ (Photonic) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) จากต่างประเทศได้</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน ยังเล่าต่อว่า ในระหว่างที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่เนเธอร์แลนด์ และ เบลเยียม ได้มีโอกาสเข้าหารือกับพันธมิตรและสถาบันวิจัยชั้นนำระดับโลก เพื่อผลักดันแผนงาน 'Siam Silica' ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทย โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็น New SEA Hub for Deep Tech Company (หรือศูนย์กลางแห่งใหม่ของอาเซียนสำหรับบริษัทเทคโนโลยีระดับลึก) โดยยกตัวอย่างโครงการ Pax Silica ของสหรัฐอเมริกา และ Project Beethoven ของเนเธอแลนด์ ที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีต่างกำลังเร่งสร้างเกราะป้องกันและเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ของตนเองอย่างเต็มกำลัง </p><p>โดยโครงการ Pax Silica ของสหรัฐอเมริกา เน้นการผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติเพื่อรักษาความมั่นคงของ Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างแร่สำคัญ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และชิปขั้นสูง ในขณะที่ Project Beethoven ของเนเธอร์แลนด์ เป็นยุทธศาสตร์การอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนของรัฐบาลกว่า 2.5 พันล้านยูโรเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เร่งสร้างที่อยู่อาศัย และผลิตบุคลากรวิศวกรทักษะสูงนับหมื่นคน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง ASML ให้อยู่ในประเทศต่อไปเป็นต้น </p><p>"เราได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับสตาร์ตอัปและบริษัท Scale-up ด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 30 แห่ง ที่ศูนย์ 3EALITY ภายใน High Tech Campus ประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมถึงได้หารือกับบริษัทระดับโลกอย่าง ASML ถึงแผนการขยาย Supply Chain มายังประเทศไทย ผ่านโมเดลความร่วมมือต่างๆ เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมทุน (Joint Venture) และการเตรียมกำลังคนรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังได้จับมือกับ SMART Photonics และ PhotonDelta เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางและศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งฐานการผลิตชิปโฟโตนิกส์ (Photonics Fab) ในประเทศไทย"</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานว่า "ในเบลเยียม เราได้ไปคุยกับสถาบันวิจัยชั้นนำอย่าง imec เพื่อยกระดับศูนย์ TMEC ของไทยให้เป็นพื้นที่วิจัยขั้นสูงด้านการออกแบบและผลิตชิป Photonics และ Advanced Packaging พร้อมทั้งเตรียมส่งวิศวกรไทยไปฝึกงานจริงที่ imec ในขณะเดียวกันก็เดินหน้าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง TU Delft เพื่อจัดตั้งศูนย์ออกแบบชิปแบบ Fabless และห้องปฏิบัติการด้าน Advanced Packaging รวมถึงจับมือกับ TU/e (Eindhoven University of Technology) ขยายโปรแกรม Semicon Summer School ให้นักศึกษาไทยได้แก้โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม"</p><p>"แผนงาน Siam Silica คือการสร้างสะพานเชื่อมระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อช่วยให้นักวิจัยและนวัตกรรมของไทยสามารถก้าวข้าม 'หุบเหวมรณะ' (Valley of Death) หรือคอขวดที่ทำให้งานวิจัยพื้นฐานไปไม่ถึงตลาดโลก ขณะนี้ภาครัฐกำลังเร่งขับเคลื่อน 'National Chip Project’ ที่มุ่งเน้นการออกแบบและผลิตในประเทศ พร้อมดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุน โดยมีสิทธิประโยชน์จาก BOI และทุนวิจัยร่วม (Co-funding) คอยสนับสนุน งานวิจัยต่อจากนี้ไปจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลงานวิชาการ แต่ต้องเป็น 'เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่' ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงและขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตได้อย่างแท้จริง" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว</p><p>รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับประเด็น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งกระทรวง อว. และหน่วยงานเครือข่ายได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านงานวิจัยที่สามารถแก้ปัญหาความยากจนและสร้างรายได้ให้ชุมชน และพร้อมรับมือสังคมสูงวัย (Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการผลักดัน เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) อย่างครบวงจร</p><p>"วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไม่ได้หากขาดศิลปะและสังคมศาสตร์ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ตลอดจนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) จำเป็นต้องอาศัย การทำงานแบบบูรณาการ (Synergy) สิ่งสำคัญที่สุดในการก้าวข้ามขีดจำกัดคือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เปิดกว้าง ให้นักวิจัย ภาคอุตสาหกรรมระดับประเทศและนานาชาติ ตลอดจนกลุ่มสตาร์ตอัป ให้สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ ใช้ทรัพยากรร่วมกัน และต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้รอดพ้นวิกฤตและเติบโตได้อย่างยั่งยืน" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว</p><p>ดร.วิภารัตน์ เผยว่างาน "มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569" (Thailand Research Expo 2026) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน และภาคประชาชนจากกว่า 200 หน่วยงานเครือข่าย ในการขยายผลนำผลงานวิจัยไปใช้ขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยภายในงานมีการจัดประชุมสัมมนากว่า 150 หัวข้อ และจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาใน 6 ประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดล BCG, การสร้างสรรค์ Soft Power, การพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจใหม่, การยกระดับสังคม, การสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชนและ SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p><p>ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” สามารถเข้าร่วมได้ระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22 - 23 กทม. สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายที่ <a href="https://researchexporegistration.com/?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBEyTzlLVEZrWXY0dWRiSTJYeHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR4KSDZd7QYaioqd_3muh6aThoFP1mRAz3XUYVl5wxSkIGx9hrqk4SfL89LvJQ_aem_7jULQc49hai4sqyxl_z0_w" rel="noopener noreferrer" target="_blank">https://researchexporegistration.com</a></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/2Se5YnhI2</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/2Se5YnhI2</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 13:02:42 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 12:36:28 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8wNWYzMTE5OWU4ODVlNmNlZmY1YmU0MmI1OTc5ZDc1YS5wbmc=</url><description>&apos;ยศชนัน&apos; เปิดเวทีมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 69 ผนึกกำลัง 200 เครือข่าย ลุยเปิดตัวยุทธศาสตร์ &apos;Siam Silica&apos;  ประกาศเร่งคลอด &apos;โครงการชิปแห่งชาติ&apos; ดึงเม็ดเงินต่างชาติร่วมทุน-ตั้งฐานผลิตชิปในไทย หวังปั้นประเทศเป็นฮับ Deep Tech แห่งอาเซียน รับมือสมรภูมิ AI และ Tech War เต็มรูปแบบ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[‘งานเมือง นำการเมือง’ การทำงานแบบ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi81NmUwMTFlNDk1M2E3YjgzZGQ3ZWUzZmIxMDkzOTFhZS5wbmc=/640/330" /></p><p>4 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘งานเมือง นำการเมือง’ เมื่อกรุงเทพฯ เริ่มถูกมองในฐานะ ‘เมืองที่ต้องการผู้บริหาร’ มากกว่า ‘พื้นที่ช่วงชิงฐานเสียง’ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เลือกตั้งตามพรรค มาสู่ยุคของการเลือกคนเข้าไปทำงานจริงๆ</p><p><strong>🟢หมดยุคนโยบายขายฝัน เพราะการแก้ปัญหา ‘ประจำวัน’ คือเรื่องใหญ่ที่ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตดี</strong></p><p>หลายครั้งหลายหนที่การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ ก่อนหน้านั้น ทำคนกรุงตื่นเต้นกับเมกะโปรเจกต์ อุโมงค์ยักษ์ รถไฟฟ้าสายใหม่ หรือนโยบายอัจริยะบางอย่าง แต่กรอบความคิดนี้ถูกท้าทายอย่างหนักด้วยแนวคิดนโยบายระดับ ‘เส้นเลือดฝอย’</p><p>ตลอดวาระ 4 ปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงปัญหาเส้นเลือดฝอย หรือ Micro Issue อย่าง น้ำท่วมขัง ความปลอดภัย และสาธารณูปโภคพื้นฐาน สูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ของเรื่องทั้งหมดในสภา กทม.</p><p>เพราะคุณภาพชีวิตของคนเมืองกรุงไม่ได้วัดกันที่จำนวนตึกระฟ้า แต่วัดกันที่ฟุตบาทที่เดินแล้วน้ำไม่กระเซ็นจนตัวเปียก หลอดไฟริมซอยที่สว่างไสวยามค่ำคืน ทางม้าลายที่ปลอดภัย การลอกท่อที่ทำอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงพื้นที่สีเขียว ไม่เพียงเท่านั้น ความสะดวกรวดเร็วในการรายงานปัญหาเมืองด้วยทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) แบบเจาะลึกถึงระดับหน้าบ้านประชาชน ได้กลายเป็น new normal ของคนกรุงเทพฯ และดูเหมือนว่าผู้สมัครคนไหนที่เดินเข้ามาพร้อมกับภาพฝันระดับมาสเตอร์แพลน แต่ไร้แผนการจัดการเรื่องเล็กๆ แต่สำคัญในชีวิตประจำวัน อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกในอันดับต้นๆ ของคนกรุงเสียแล้ว </p><p><strong>🟢ทลายคอขวดระบบราชการที่ล่าช้าด้วยเทคโนโลยี (Platformization of City Management)</strong></p><p>สิ่งที่พลิกโฉมการทำงานของ กทม. ฝ่ายบริหารมากที่สุด คือการนำเทคโนโลยีมาเป็นแกนกลางในการบริหารงาน อย่าง ระบบTraffy Fondue ที่รับเรื่องร้องเรียนและให้ประชาชนติดตามได้ หรือผู้บริหารลงพื้นที่ไลฟ์ให้เห็นหน้างานจริง</p><p>นี่จึงไม่ใช่แค่ช่องทางรับเรื่องราวร้องทุกข์ แต่คือการ ‘กระจายอำนาจ’ ให้ประชาชนนับล้านคนมีส่วนร่วมในการชี้ปัญหา และเปลี่ยนข้าราชการจากที่ต้อง ‘รอคำสั่งนาย’ ให้มา ‘ทำงานตาม Data หน้างาน’ ทันที มาตรฐานนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเปลี่ยนไป และกลายเป็นแบบอย่างให้หลายๆ เมืองในไทยนำระบบนี้ไปใช้ต่อ มากไปกว่านั้น ระบบนี้ทำให้ชาวกรุงเทพฯ ไม่ต้องกลับไปเขียนคำร้องในกระดาษและรอคอยที่สำนักงานเขตอีกต่อไป เพราะผู้นำในยุคถัดไปต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อกำกับดูแล หรือ Data-Driven Governance ให้เป็น</p><p>ภาพจำของการลงพื้นที่ตั้งแต่เช้าตรู่ สวมรองเท้าผ้าใบเดินลุยน้ำ หรือการไลฟ์ตรวจงานของชัชชาติได้กลายเป็นภาพจำของการนำแบบ Active Management</p><p>ในองค์กรที่มีข้าราชการและลูกจ้างเกือบแสนคน การที่ผู้บริหารสูงสุดลงไปเห็นหน้างานจริง คือการส่งสัญญาณอันทรงพลังไปยังผู้มีส่วนใน กทม. ทุกคนว่า ‘คุณกำลังถูกตรวจสอบ’’ การไลฟ์ของชัชชาติคือการสร้างความโปร่งใสแบบเรียลไทม์ ทำให้วัฒนธรรมการทำงานแบบ ‘เจ้านายสั่งการในห้องแอร์’ กลายเป็นสิ่งที่จะถูกชาวกรุงเทพฯ ตั้งคำถามมากยิ่งขึ้น</p><p><strong>🟢ดาบสองคมของผู้ว่าฯ ไร้มุ้งการเมือง</strong></p><p>ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของแนวคิด ‘งานเมือง นำการเมือง’ คือการทำงานของ ‘ผู้ว่าฯ ไร้มุ้ง’ ที่ต้องเผชิญกับโครงสร้างการเมืองในสภา กทม. ถึงแม้ผู้ว่าฯ จะเป็นฝ่ายบริหาร ที่มาจากฉันทามติของคนกรุงเทพฯ แต่การทำงานทุกอย่างยังต้องได้รับการอนุมัติงบประมาณโดย สภา กทม.</p><p>ด้วยความตั้งใจที่จะรักษาหลักการของคำว่าอิสระ ผู้บริหารเมืองอย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เลือกที่จะไม่สร้าง ‘กลุ่มก้อนการเมือง’ หรือตั้งพรรคของตัวเอง แม้จะมีเครือข่ายคนทำงานรุ่นใหม่ที่พร้อมลงสมัครในนามทีมผู้ว่าฯ ก็ตาม นั่นเพราะความเชื่อที่ว่า ตำแหน่งผู้ว่าฯ ควรต้องทำงานร่วมกับ ส.ก. ได้ทุกพรรค ทุกเขต โดยไม่มีเส้นแบ่งเรื่องสีเสื้อหรือฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล</p><p>แต่โลกความจริงของการเมืองไม่ง่ายเช่นนั้น เราได้เห็นการสกัดกั้นนโยบายสำคัญผ่านการตัดงบประมาณปี 2568 ด้วยเหตุผลที่ชวนตั้งคำถาม เช่น โครงการปรับปรุงห้องเรียนปลอดฝุ่นชั้นอนุบาล วงเงินกว่า 219 ล้านบาท ถูกสภาตัดงบโดยให้เหตุผลว่ากังวลเรื่องภาระค่าไฟ และเสนอแนะให้ ‘ปลูกต้นไม้เพื่อกรองฝุ่น’ แทนการติดแอร์ให้เด็ก หรือโครงการติดตั้งเซนเซอร์แผ่นดินไหว วงเงิน 9 ล้านบาท ที่ถูกตัดทิ้งเพราะสภามองว่าเป็นการแจ้งเตือนหลังเกิดเหตุ ไม่ใช่การพยากรณ์ล่วงหน้า รวมถึงงบควบคุมการก่อสร้างโรงพยาบาลและอาคารหลักร้อยล้านบาทก็ถูกปัดตกไป</p><p>นอกจากปัญหาเรื่องงบประมาณ ยังมีประเด็นเรื่องความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในสภา ตัวอย่างเช่น วิกฤตด้านนิติบัญญัติที่ร่างข้อบัญญัติของฝั่งผู้บริหารผ่านได้ถึง 19 ร่าง แต่ร่างที่เสนอโดย ส.ก. กลับผ่านได้เพียง 4 ร่างจาก 10 ร่าง หนำซ้ำยังมีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญหลายสิบคณะ ซึ่งมักมีการขอขยายเวลาการทำงานออกไปเรื่อยๆ บางคณะขอขยายเวลาถึง 480 วัน โดยมีเบี้ยประชุมให้กรรมการครั้งละ 1,000 บาท ซึ่งงบประมาณเบี้ยประชุมรวม 4 ปี อาจสูงถึง 12 ล้านบาท นี่คือภาพสะท้อนว่ายุทธศาสตร์ งานเมืองนำการเมือง ก็อาจเป็นดาบสองคมที่เปิดช่องให้คนหาผลประโยชน์ได้เช่นกัน</p><p><strong>🟢งานเมืองจะยังนำการเมืองหรือไม่? 28 มิถุนายนนี้ คนกรุงเทพฯ ต้องเป็นผู้ตัดสิน</strong></p><p>การเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ จะเป็นบททดสอบแนวคิด ‘งานเมือง นำการเมือง’ ของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ</p><p>เป็นการพิสูจน์ว่าคนกรุงเทพฯ จะไปต่อหรือไม่กับหลักการ ‘งานเมือง นำการเมือง’ หรืออยากกลับไปผู้ว่าฯ ที่เป็นตัวแทนของพรรคใดพรรคหนึ่ง</p><p>และหากคนกรุงเทพฯ พร้อมไปต่อกับแนวคิดนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การเลือกผู้ว่าฯ ที่ขยันทำงานอีกต่อไป แต่ชาวกรุงเทพฯ จะต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยัง ‘ผู้สมัคร ส.ก. ทุกพรรค’ ว่าบรรทัดฐานของคนเมืองกรุงได้เปลี่ยนไปแล้ว</p><p>แนวทางงานเมือง นำการเมืองในบริบทใหม่ คือการใช้ ‘ฉันทามติของประชาชน’ หรือ Public Mandate เป็นเกราะคุ้มกันให้กับคนทำงาน ประชาชนจะเป็นผู้ออกแบบระบบนิเวศนี้ด้วยตัวเองผ่านคูหาเลือกตั้ง โดยการกดดันให้ ส.ก. ที่ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีอะไร ต้องยอมละทิ้งเกมการเมืองในสภา และหันมาทำงานแบบ ‘งานเมือง นำการเมือง’ สอดประสานกับฝ่ายบริหาร</p><p>หาก 4 ปีที่ผ่านมา คือการเปลี่ยนผ่านจากยุคของการเลือกผู้ว่าฯ ตามสีเสื้อ มาสู่การเปิดรับ ‘คนทำงาน’ การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงก็คือบททดสอบครั้งสำคัญของคนกรุงเทพฯ ว่าพร้อมแล้วหรือยัง ที่จะสร้าง ‘ระบบนิเวศทางการเมือง’ ที่อนุญาตให้คนทำงาน สามารถบริหารเมืองได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยไม่ต้องก้มหัวให้กับระบบอุปถัมภ์หรือซุ้มการเมืองใดๆ อีกต่อไป</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/HLg8rDI6D</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/HLg8rDI6D</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 12:14:21 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 10:43:19 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi81NmUwMTFlNDk1M2E3YjgzZGQ3ZWUzZmIxMDkzOTFhZS5wbmc=</url><description>ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันที่ 28 มิถุนายนที่กำลังจะมาถึง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ เป็นสมัยที่ 2 จุดแข็งตลอดการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ของชัชชาติตลอดวาระ 4 ปีที่ผ่านมา คือการทำงาน ทำงาน ทำงาน จนกรุงเทพฯ เกิดความเปลี่ยนแปลงจนสังเกตเห็นได้ชัด</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รัฐ-เอกชนผนึกกำลังผ่าน กรอ. ตั้งเป้าแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก เร่งแปลงข้อเสนอภาคธุรกิจสู่แผนปฏิบัติการ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9jNDI5ZWJiNmEwMTY4NWM3MzYyOTRhZWI2MDA1MTJhZi5wbmc=/640/330" /></p><p class="ql-align-justify">วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 รัฐบาลได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เข้าสู่กลไก กรอ. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอทั้งหมดถูกจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ </p><p class="ql-align-justify">1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ </p><p class="ql-align-justify">2. การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน </p><p class="ql-align-justify">3. การพัฒนาคนและนวัตกรรม </p><p class="ql-align-justify">4. การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ</p><p class="ql-align-justify">โดยเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนให้มีการแก้ปัญหาระยะสั้น ปลดล็อคเชิงระบบ ยกระดับศักยภาพระยะยาว&nbsp;ซึ่งนโยบาย Reinvent Thailand ที่มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของรายได้รวมทุกภาคธุรกิจ โดยผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ธุรกิจแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าร้อยละ 3 และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ</p><p class="ql-align-justify">ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่</p><p class="ql-align-justify">- ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ</p><p class="ql-align-justify">- ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน</p><p class="ql-align-justify">- ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี </p><p class="ql-align-justify">- ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ พร้อมกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ (OKR) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน</p><p class="ql-align-justify">“การประชุมในวันนี้ ได้กำหนดทิศทางและกลไกการขับเคลื่อนที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการมอบหมายภารกิจให้คณะอนุกรรมการ ทั้ง 4 ด้าน รับผิดชอบการผลักดันประเด็นสำคัญ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จากนี้ไปความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขอให้คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ด้าน ร่วมกัน ขับเคลื่อนภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไป“ นายกรัฐมนตรี กล่าว</p><p class="ql-align-justify">ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพันาไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจน และมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน (Quick Big Win) และ Big Win ระยะสั้น กลาง และยาว การกำหนดเป้าหมาย (Targets) และตัวชี้วัด (Measurable Indicator) พร้อมทั้งแผนการดำเนินงาน และให้รายงานต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน ดังนี้</p><p class="ql-align-justify">1. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ</p><p class="ql-align-justify">2. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ</p><p class="ql-align-justify">3. คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ</p><p class="ql-align-justify">4. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ</p><p class="ql-align-justify">“หากได้ข้อสรุปจากคณะอนุกรรมการต่างๆ และเสนอใน กรอ. จะได้เดินหน้าการทำงานได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือน short cut ให้การทำงานได้รวดเร็วขึ้น โดยมติที่เกิดจากการประชุมในวันนี้เกิดจากโอกาสที่เราพบกันก่อนหน้านี้ ซึ่งจากการที่ไทยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขัน ซึ่งหากยังคง speed นี้ยังคงใช้เวลาอีกนาน แต่รัฐบาลจะพยายามเดินหน้าให้ดีที่สุด ด้วยสิ่งที่เราจะเปลี่ยนจากนี้ไป ความหวังก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม รัฐบาลไม่ได้หยุดนิ่ง ได้เห็นว่าไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนานาประเทศ” นายกรัฐมนตรีกล่าว</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/0VkQjCZwW</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/0VkQjCZwW</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 08:48:05 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 08:42:36 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9jNDI5ZWJiNmEwMTY4NWM3MzYyOTRhZWI2MDA1MTJhZi5wbmc=</url><description>นายกฯนำประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ผนึกกำลัง รัฐ-เอกชน ตั้งเป้าแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก เร่งแปลงข้อเสนอภาคธุรกิจสู่แผนปฏิบัติการ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[‘จาตุรนต์’ ร่วมงาน LIVING DEMOCRACY ยินดีอาคารใหม่สถาบันปรีดีฯ หนุนเป็น 'พื้นที่ที่มีชีวิต' สืบสานอุดมการณ์ประชาธิปไตย]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi81YjlkYjgxZjQ3ZTBjYzQxYjZmY2NjYzE1NjY0NmYwMy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าร่วมงาน “LIVING DEMOCRACY: ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์” ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสเปิดที่ทำการแห่งใหม่ของสถาบันฯ ระหว่างวันที่ 22–24 มิถุนายน 2569 เพื่อมุ่งสู่การเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนความคิดและกิจกรรมประชาธิปไตยในยุคปัจจุบัน</p><p>บรรยากาศภายในงานช่วงเช้าเป็นไปอย่างเรียบง่ายและอบอุ่น โดยเริ่มจากพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล ต่อด้วยการแสดงปาฐกถาธรรมที่ชวนให้ผู้ร่วมงานได้ทบทวนความหมายของการทำงานเพื่อสังคม</p><p>จากนั้นเข้าสู่ไฮไลต์สำคัญในพิธีเปิดผ้าคลุมรูปปั้น การร่วมวางดอกไม้ และการถ่ายภาพประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งสะท้อนถึงการรำลึกถึงคุณูปการของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ พร้อมทั้งเป็นการเปิดหมุดหมายใหม่ของสถาบันฯ ในการเป็นแหล่งรวมผู้คน ความคิด และกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยในอนาคต</p><p><strong>[ชี้เป็นก้าวย่างสำคัญ ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่]</strong></p><p>นายจาตุรนต์ ได้ให้สัมภาษณ์แสดงความยินดีกับการเปิดอาคารใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยชื่นชมว่าเป็นก้าวใหม่ที่สำคัญยิ่งในการทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทางวิชาการ ศิลปวัฒนธรรม และการเมือง เพื่อสืบทอดและเชิดชูแนวคิดอุดมการณ์ของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและบริบทของยุคสมัยปัจจุบัน</p><p>"หวังว่าอาคารแห่งใหม่นี้จะเป็น ‘พื้นที่ที่มีชีวิต’ (Living Democracy) ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกวงการ ในการเข้ามาใช้สอย จัดกิจกรรม และร่วมกันส่งเสริมผลักดันให้สังคมไทยพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ สมดังเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของท่านอาจารย์ปรีดี ซึ่งยังคงมีความทันสมัยและตอบโจทย์สังคมอยู่จนถึงวันนี้" นายจาตุรนต์ กล่าวทิ้งท้าย</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/DvgsOfMhW</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/DvgsOfMhW</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 08:39:30 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 07:28:07 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi81YjlkYjgxZjQ3ZTBjYzQxYjZmY2NjYzE1NjY0NmYwMy5wbmc=</url><description>‘จาตุรนต์’ ร่วมงาน LIVING DEMOCRACY ยินดีอาคารใหม่สถาบันปรีดีฯ หนุนเป็น &apos;พื้นที่ที่มีชีวิต&apos; สืบสานอุดมการณ์ประชาธิปไตย</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน-อัครนันท์' เปิดประชุมสภาลูกเสือไทยปี 69 ชู 3 หลักคิดปั้นเยาวชนจิตอาสาสู่พลเมืองดีของชาติ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iZTY4ZDRkZGIxYTY4MzMyMWFiNWVlMzdkMjcyOTg1MS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่สภานายกสภาลูกเสือไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสภาลูกเสือไทย ประจำปี 2569 โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสาวพลอย ธนิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมการประชุม เพื่อร่วมกันวางแนวทางการพัฒกากิจการลูกเสือไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง ณ ห้องประชุมอารียา ชั้น 5 โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต จังหวัดปทุมธานี</p><p>โดยก่อนเริ่มการประชุม รองนายกรัฐมนตรี ได้นำคณะผู้บริหารและบุคลากรทางการลูกเสือทุกท่าน ร่วมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงมีพระเมตตาและทรงให้ความสำคัญต่อกิจการลูกเสือแห่งชาติมาโดยตลอด ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ทรงมีพระราชดำริและพระปณิธานในการส่งเสริมกิจการลูกเสือไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง อันเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละและการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างหาที่สุดมิได้</p><p>นายอัครนันท์ กล่าวรายงานในฐานะกรรมการสภาลูกเสือไทยว่า ตามพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2551 สภาลูกเสือไทยมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายเพื่อความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของคณะลูกเสือแห่งชาติ ให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ และพิจารณารายงานประจำปี ซึ่งในปีที่ผ่านมา สำนักงานลูกเสือแห่งชาติได้ดำเนินกิจการเป็นไปตามกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องทุกระดับ มุ่งปลูกฝัง ฝึกฝน และพัฒนาเยาวชนให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ลูกเสือ มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมน้อมนำโครงการจิตอาสาพระราชทานมาเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมือง บำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเยาวชนไทยให้เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ</p><p>ทั้งนี้ ยังได้ดำเนินการสร้างความสัมพันธ์กับคณะลูกเสือนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายทุกประการ ด้วยความร่วมมือจากลูกเสือ บุคลากรทางการลูกเสือ หน่วยงานการศึกษา สถานศึกษาทุกสังกัด ตลอดจนองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน</p><p>รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะลูกเสือแห่งชาติมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาเยาวชนทั้งทางกาย สติปัญญา จิตใจ และศีลธรรม ให้เป็นผู้มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ และเป็นพลเมืองดีของสังคม จึงขอเน้นย้ำใน 3 ประเด็นสำคัญ</p><p><strong>- ประการแรกคือ </strong>เรื่องระเบียบวินัย (Discipline) ที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนเพื่อให้เกิดขึ้นตามธรรมชาติของหน้าที่พลเมือง </p><p><strong>- ประการที่สองคือ</strong> ศีลธรรม (Governance) เพื่อสร้างประเทศชาติให้น่าอยู่ </p><p><strong>- ประการที่สามคือ </strong>การเป็นผู้ให้ ด้วยการแสวงหาความรู้และพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เช่น การรู้เท่าทันภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Security) การกลั่นแกล้งออนไลน์ ข่าวปลอม และการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้ลูกเสือไทยรู้เท่าทันโลก ควบคู่กับการยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เคารพสิทธิและหน้าที่ของตนเอง นำความรู้ในโลกยุคใหม่มาบูรณาการร่วมกับคุณธรรมเพื่อเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ</p><p>รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ขอให้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจ ในฐานะผู้นำทางความคิดและแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมสืบสานพระราชปณิธานด้านการลูกเสือ ยกระดับการบริหารจัดการ และขยายเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้กิจการลูกเสือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างพลเมืองคุณภาพที่พร้อมอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป</p><div class="facebook" ></div><p>ที่มา : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ศธ.</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/hgyJXI9wP</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/hgyJXI9wP</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 06:36:29 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 06:27:21 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iZTY4ZDRkZGIxYTY4MzMyMWFiNWVlMzdkMjcyOTg1MS5wbmc=</url><description>&apos;ยศชนัน&apos; รองนายกฯและรมว.อว. &apos;อัครนันท์&apos; รมช.ศธ. ร่วมพิธิเปิดประชุมสภาลูกเสือไทยปี 69 ชู 3 หลักคิดปั้นเยาวชนจิตอาสาสู่พลเมืองดีของชาติ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[นายกฯ ร่วมกับ สตช. แถลงผลงานปราบสแกมเมอร์–นอมินีข้ามชาติ 9 เดือน คดีลด 69.2% ความเสียหายลด 87.3% ยึดทรัพย์ 2.4 หมื่นล้าน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iMDQxODEwOGYzMGVmZGViMDMxMjQ2NmU4N2ZhNjIzYy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิด และร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการตัดวงจรเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. เข้าร่วมการแถลงด้วย</p><p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และวงจรเครือข่ายนอมินีต่าง ๆ ล้วนเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประชาชนเป็นวงกว้าง จึงได้มีการยกระดับการดำเนินงาน พร้อมประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวเป็น <strong>“วาระแห่งชาติ”</strong></p><p>นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง</p><p>นอกจากนี้ ยังผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง 15 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ภาคสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งยกระดับการช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น</p><p>สำหรับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและใช้คนไทยเป็นนอมินี เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งรัดแก้ไข โดยได้ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย และรักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ</p><p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้การดำเนินงานจะต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งในและนอกพื้นที่ หรือแม้แต่ในหน่วยงานราชการ แต่ด้วยการยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” จึงทำให้สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิด และสามารถรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง</p><p>นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล เป็นหลักการที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อปราบปรามการใช้กลไกหรืออำนาจในทางมิชอบอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่ยอมรับการกระทำผิดและการทุจริตทุกรูปแบบ</p><p>ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา มีส่วนสนับสนุนให้ประเทศไทยได้รับการประเมินและจัดอันดับด้านความน่าเชื่อถือและความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และประชาคมระหว่างประเทศต่อการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย</p><p>ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและเสียสละ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันหรือความพยายามแทรกแซงจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงยึดมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างสุจริต พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าดำเนินการตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความสงบสุขแก่ประชาชนและประเทศชาติ</p><p>จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย<strong> ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 - มิถุนายน 2569) โดยแบ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ </strong></p><p><strong>1. การปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย และยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท </strong></p><p><strong>2. การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย โดยดำเนินการปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้กว่า 3,600 ล้านบาท </strong></p><p><strong>3. การสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย</strong></p><p>จากการดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยสถิติจากระบบ Thai Police Online พบว่าจำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ลดลงร้อยละ 69.2 และมูลค่าความเสียหายลดลงร้อยละ 87.3 เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มดำเนินงานของศูนย์ฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ</p><p>อนึ่ง ในการแถลงข่าวครั้งนี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและทีมผู้ช่วยทูตตำรวจที่เป็นพันธมิตรของไทยจากกว่า 10 ประเทศ เข้าร่วมด้วย ได้แก่ สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI), สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI), กรมกิจลับสหรัฐ (USSS), สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ตลอดจนผู้แทนจากแคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ สะท้อนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและภัยคุกคามจากแก๊งสแกมเมอร์ในระดับสากล</p><h2><br></h2><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/ZlO66vb8V</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/ZlO66vb8V</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 06:48:06 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 06:05:46 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iMDQxODEwOGYzMGVmZGViMDMxMjQ2NmU4N2ZhNjIzYy5wbmc=</url><description>นายกฯ ร่วมกับ สตช. แถลงผลงานปราบสแกมเมอร์–นอมินีข้ามชาติ 9 เดือน คดีลด 69.2% ความเสียหายลด 87.3% ยึดทรัพย์ 2.4 หมื่นล้าน และลุยล้างบางนอมินี ย้ำรัฐบาลเอาจริงตามนโยบายเพื่อคุ้มครองประชาชน</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รมว.ศธ. เปิดอาคาร 'อรุณเบิกฟ้า' โรงเรียนขุขันธ์ ชูนโยบายสถานศึกษาปลอดภัย คืนความสุขให้เด็ก]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iNGExZmVlMjZmNTdlMjczY2E0NTU0NTk4YzgzOGYyOC5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหาร ศธ. ร่วม<strong>พิธีเปิดอาคารเรียนหลังใหม่ "อาคารอรุณเบิกฟ้า (74 ปี ศรีขุขันธ์)" ของโรงเรียนขุขันธ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ</strong> โดยมี นายทวีศักดิ์ ทรงอยู่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นางรัตติกร ทองเนตร ผู้อำนวยการ สพม.ศรีสะเกษ-ยโสธร นายสุชาติ เทสันตะ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ตลอดจนคณะครู และนักเรียน ให้การต้อนรับ</p><p>รมว.ศธ. กล่าวว่า อำเภอขุขันธ์ เป็นอำเภอที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจ เป็นอำเภอขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญมากในอดีตที่ผ่านมา และจากการรับฟังคำกล่าวรายงาน ทำให้ผมรับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความสมานฉันท์ของทุกภาคส่วน ทั้งภาคการศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา ผู้แทนราษฎร ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น ชุมชน และศิษย์เก่า ที่เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาสถานศึกษาแห่งนี้อย่างไม่หยุดยั้ง การที่โรงเรียนขุขันธ์สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคง และสร้างคุณูปการแก่สังคมมาอย่างยาวนาน ถือเป็นสิ่งพิสูจน์ที่เด่นชัดถึงคุณภาพและมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับ</p><p>"<strong>หนึ่งในนโยบายที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญ คือเรื่องของ 'ความปลอดภัย' ในสถานศึกษา ฉะนั้นอาคารแห่งใหม่หลังนี้ จึงจะเป็นอาคารที่สามารถสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้กับโรงเรียนทุกคน</strong> เพราะเราเชื่อว่าการศึกษา จะสามารถสร้างคน เพื่อให้คนไปสร้างชาติได้ในอนาคต อาคาร 'อรุณเบิกฟ้า' นอกจากจะเกิดจากความจำเป็นในการรองรับการจัดการเรียนการสอนแก่นักเรียนเกือบ 3,700 คน แล้ว ยังเป็นอาคารหลักอีกหนึ่งหลัง ที่ให้ความรู้ สร้างศักยภาพ อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้กับเด็กนักเรียน สมกับนโยบายลดภาระครู คืนความสุขให้กับเด็ก ๆ อีกด้วย" รมว.ศธ.กล่าว</p><p>"อาคารอรุณเบิกฟ้า" เกิดจากการตระหนักถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการขยายตัวของจำนวนนักเรียนเกือบ 3,700 คน อย่างรวดเร็ว ตลอดจนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยมีลักษณะเป็นอาคาร 4 ชั้น ใต้ถุนโล่ง จำนวน 24 ห้องเรียน เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 วงเงินกว่า 28 ล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ด้วยความร่วมแรงร่วมใจและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานต้นสังกัด คณะครูเก่า ศิษย์เก่า ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะรอบด้านของนักเรียน และเป็นศูนย์รวมแห่งการเรียนรู้ที่ทันสมัย ได้มาตรฐานปลอดภัย </p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/aeTDPg-Xa</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/aeTDPg-Xa</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 05:44:01 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 05:23:59 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iNGExZmVlMjZmNTdlMjczY2E0NTU0NTk4YzgzOGYyOC5wbmc=</url><description>&apos;ประเสริฐ จันทรรวงทอง&apos; รมว.ศธ. เปิดอาคาร &apos;อรุณเบิกฟ้า&apos; โรงเรียนขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ รองรับนักเรียนเกือบ 3,700 คน ชูนโยบายสถานศึกษาปลอดภัย คืนความสุขให้เด็ก</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['จุลพันธ์' ลุยจัดระเบียบแรงงานต่างชาติ ตรวจเข้มภูเก็ต พบแรงงานผิดกฎหมาย 69 ราย]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi80Mjc4ZDA5YzQ5MDg1OTRmZDc4OWRkZDBhNTRiZGUzMS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การจัดระบบแรงงานต่างชาติให้มีประสิทธิภาพ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความต้องการแรงงานของภาคธุรกิจและการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามมาตรฐานสากล</p><p class="ql-align-justify">โดยมุ่งให้สถานประกอบการและนายจ้างมีแรงงานเพียงพอต่อการขับเคลื่อนกิจการ ขณะเดียวกันแรงงานต่างชาติสามารถเข้าสู่ระบบการจ้างงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับสิทธิและสวัสดิการที่พึงมี อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและเสริมสร้างความมั่นคงด้านแรงงานของประเทศในระยะยาว</p><p class="ql-align-justify"><strong>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</strong> กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองและลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย รวมถึงนายจ้างหรือสถานประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยได้มอบหมายให้กรมการจัดหางานดำเนินการตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างชาติทั่วประเทศอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง</p><p class="ql-align-justify">ด้าน<strong>นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน</strong> กล่าวว่า กรมการจัดหางานได้สั่งการให้กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ บรูณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ดำเนินการตรวจสอบการทำงานของคนต่างชาติเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบทำงานหรือการทำงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด</p><p class="ql-align-justify">ล่าสุด เมื่อวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 สำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ตได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของคนต่างชาติ สถานประกอบการ พื้นที่จังหวัดภูเก็ตอย่างเข้มข้น โดยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ได้เข้าตรวจสอบร้านอาหารแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้ากลางเมืองภูเก็ต พบแรงงานต่างชาติที่กระทำความผิด จำนวน 1 คน เป็นชายสัญชาติซูดานใต้ ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ได้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหาและควบคุมตัวผู้กระทำผิดส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรถลาง</p><p class="ql-align-justify"><strong>นายสมชายฯ</strong> กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้างแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต จากการตรวจสอบพบแรงงานต่างชาติกระทำความผิดจำนวน 68 คนแบ่งเป็นเมียนมา 56 คน ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตและเป็นคนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และสัญชาติจีน 12 คน ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ได้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหาและควบคุมตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเชิงทะเล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป รวมทั้งแจ้งให้พนักงานสอบสวนพิจารณาดำเนินคดีกับนายจ้างที่ได้ว่าจ้างแรงงานต่างด้าวดังกล่าวทำงานด้วย</p><p class="ql-align-justify">นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 สำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ตได้เข้าร่วมบูรณาการปฏิบัติการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปล่อยแถวระดมกวาดล้างการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและเครือข่ายนอมินีในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่</p><p class="ql-align-justify">ทั้งนี้ ผู้ที่พบเห็นการจ้างคนต่างชาติทำงานโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องทุกข์ได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน อาคารกระทรวงแรงงานชั้น 4 โทร. 02 354 1729 หรือ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือ ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2&nbsp;</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/2aKZCKo9V</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/2aKZCKo9V</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 05:18:59 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 04:54:00 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi80Mjc4ZDA5YzQ5MDg1OTRmZDc4OWRkZDBhNTRiZGUzMS5wbmc=</url><description>&apos;จุลพันธ์&apos; รมว.แรงงาน ลุยจัดระเบียบแรงงานต่างชาติ ตรวจเข้มภูเก็ต พบแรงงานผิดกฎหมาย 69 ราย ย้ำนายจ้าง-แรงงานต้องปฏิบัติตามกฎหมาย</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รัฐบาลปลื้มผลจัดอันดับ IMD ปี 69 ชี้การศึกษาไทยฟื้น ขยับขึ้น 3 อันดับ หลังร่วงต่อเนื่องหลายปี เดินหน้าปฏิรูปต่อเนื่อง]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9lNDJmOGYzMDE2NWE0OGFhMjM0YWUxNTYxM2NmM2QxMS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 22 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเผยผลจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโลกของ IMD ปี 2569 พบการศึกษาไทยขยับขึ้น 3 อันดับ สู่อันดับ 52 ของโลก หลังอันดับลดลงต่อเนื่องหลายปี ขณะที่อัตราการรู้หนังสือพุ่งขึ้นถึง 9 อันดับ สะท้อนผลปฏิรูปเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมเร่งแผนเชิงรุก 4 ด้าน ยกระดับภาษาอังกฤษ ทักษะแรงงาน และ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริม AI Literacy และการหารือกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดแนวทาง Screen Time ในสถานศึกษาอย่างสมดุล</p><p>ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความยินดีต่อผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประจำปี 2569 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งพบว่าปัจจัยด้านการศึกษาของไทยปรับตัวดีขึ้น 3 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 52 ของโลก ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สำคัญของภาคการศึกษาไทย หลังจากอันดับด้านการศึกษาปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา</p><p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า IMD เป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกที่จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยประเมินจากข้อมูลเชิงประจักษ์จากแหล่งสถิติระหว่างประเทศควบคู่กับการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคเอกชนทั่วโลก ซึ่งผลการจัดอันดับปี 2569 พบว่าประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 26 ของโลก จากเดิมอันดับ 30 โดยหนึ่งในปัจจัยที่มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างน่าสนใจคือด้านการศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้การประเมินด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ</p><p>เมื่อพิจารณารายละเอียดรายตัวชี้วัดด้านการศึกษา พบว่าหลายด้านปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ขยับขึ้นถึง 9 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 48 ของโลก สะท้อนความสำเร็จในการขยายโอกาสทางการศึกษาและการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะที่งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาต่อนักเรียนปรับดีขึ้น 5 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 50 ของโลก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรด้านการศึกษา</p><p>นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจยังสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อคุณภาพการศึกษาของไทยมากขึ้น โดยการศึกษาขั้นพื้นฐานปรับดีขึ้น 3 อันดับ และการศึกษาระดับอุดมศึกษาปรับดีขึ้น 2 อันดับ สะท้อนว่าระบบการศึกษาสามารถพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและตลาดแรงงานได้ดียิ่งขึ้น</p><p>ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า แม้ผลการจัดอันดับจะสะท้อนพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่รัฐบาลยังคงตระหนักดีว่ายังมีประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทักษะแรงงานระดับสูงที่ปรับลดลง 8 อันดับ และทักษะภาษาต่างประเทศที่ปรับลดลง 5 อันดับ ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการของภาคธุรกิจในด้านกำลังคนคุณภาพสูงยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ระบบการศึกษาไทยต้องยกระดับอย่างจริงจัง</p><p>กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เร่งขับเคลื่อนแผนเชิงรุก 4 ด้าน ประกอบด้วย</p><p>- การยกระดับฐานข้อมูลการศึกษาให้เป็นปัจจุบันและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลสากล</p><p>- การพัฒนาทักษะแห่งอนาคตในสาขา STEM เทคโนโลยี</p><p>- การบริหารจัดการข้อมูล และภาษาอังกฤษ </p><p>- การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม </p><p>สำหรับด้านการนำ AI มาใช้ในสถานศึกษานั้น กระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นการสร้าง “AI Literacy” ให้ผู้เรียนและครูสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและมีวิจารณญาณ ควบคู่กับการกำหนดแนวทาง การใช้เครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ในสถานศึกษา ที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีในชั้นเรียนส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการนำอุปกรณ์ดิจิทัลเข้ามาทดแทนการเรียนรู้แบบเดิม</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/7GrgbTsh0</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/7GrgbTsh0</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 22 Jun 2026 03:18:44 +0000</updated><pubDate>Mon, 22 Jun 2026 03:11:51 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9lNDJmOGYzMDE2NWE0OGFhMjM0YWUxNTYxM2NmM2QxMS5wbmc=</url><description>รัฐบาลปลื้มผลจัดอันดับ IMD ปี 69 ชี้การศึกษาไทยฟื้น ขยับขึ้น 3 อันดับ หลังร่วงต่อเนื่องหลายปี เดินหน้าปฏิรูปต่อเนื่อง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ชัชชาติ เบอร์ 9' เปิดโรดแมปพัฒนาอิสลามทั้งระบบ สาธารณสุข-ศึกษา-เศรษฐกิจ ปั้น กทม.เป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลและการท่องเที่ยว]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8wOGUyMmVjMWE1Yzg5OTYwMWY3ZWExYmJhN2ZjODY0Ny5wbmc=/640/330" /></p><p>นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569  เสนอนโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจฮาลาล สำหรับชาวมุสลิมในกรุงเทพฯ ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.8 แสนคน หรือคิดเป็น 7% ของประชากรทั้งหมด และจะมีจำนวนหนาแน่นสุดในพื้นที่ฝั่งตะวันออก ทั้งหนองจอก มีนบุรี สะพานสูง ลาดกระบัง คลองสามวา ทุ่งครุ รวมถึงโซนใจกลางเมืองอย่างสวนหลวง คลองเตย และบางรัก&nbsp;</p><p>แม้กรุงเทพฯ จะมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับระดับชาติ มีมัสยิดถึง 187 แห่ง และมีงานระดับโลกอย่าง Grand Halal Bangkok ปี 2026 ที่ดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 12,000 คนจากทั่วโลก แต่ปัจจุบัน กทม. ยังขาดกลไกที่จะเชื่อมโยงต้นทุนเหล่านี้ เข้ากับการพัฒนาธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยชัชชาติได้นำเสนอนโยบายที่จะช่วยเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมฮาลาลไทยให้เติบโตสูงขึ้น ตั้งเป้าว่าจะมีมูลค่ากว่า 84 ล้านบาท และตั้งเป้าจะเป็น ASEAN Halal Hub ภายในปี 2571&nbsp;</p><p><strong>“เพราะคำว่าฮาลาลไม่ใช่เฉพาะแค่อาหาร มันหมายถึงวิถีชีวิตด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพักผ่อน เดินทาง เสื้อผ้าอะไรต่างๆ มันมีแนววิถีของฮาลาลแฝงอยู่ ก็เชื่อว่าเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่” </strong>ชัชชาติกล่าว</p><p>ทั้งนี้ทีม "กรุงเทพฯ ทำงาน" ได้เสนอนโยบายต่อยอดเพื่อดูแลชาวมุสลิมอย่างครอบคลุม อย่างด้านสุขภาพ จะต่อยอดความสำเร็จของ รพ.เวชการุณย์รัศมิ์ เขตหนองจอก โดยมีแผนเพิ่มการดูแลตามวิถีอิสลามในโรงพยาบาลสังกัด กทม. แห่งอื่นๆ พร้อมกำหนดวันให้บริการเฉพาะ และสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามวิถีอิสลามในพื้นที่ที่มีประชากรมุสลิมหนาแน่น นอกจากนี้จะเร่งพัฒนาแนวทางการดูแลผู้สูงอายุวิถีอิสลามในชุมชน พัฒนา Caretaker และจัดสรรบุคลากรหญิงสำหรับบริการตรวจสุขภาพ</p><p>ส่วนทางด้านการศึกษา จะมีการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กต้นแบบวิถีอิสลาม ต่อยอดจากความสำเร็จของศูนย์ฯ ในเขตสะพานสูงและคลองสามวา รวมถึงเดินหน้าสนับสนุนโรงเรียนสอนภาษาอาหรับ (71 แห่ง) และภาษามลายู (7 แห่ง) ในพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องมุสลิมครับ</p><p>ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว จะบรรจุเส้นทาง "รวบรวมร้านอาหารฮาลาล" ลงในปฏิทินท่องเที่ยว 'Bangkok 365' ตลอดปี และโปรโมตเทศกาลฮารีรายอ-รอมฎอน (Hari-Raya-Ramadan Festival) ให้เป็นหมุดหมายระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง</p><p>เตรียมสร้างศูนย์บ่มเพาะ (Incubation Hub) บูรณาการร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ เพื่ออบรมผู้ประกอบการทั้งด้านอาหาร มาตรฐานเครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ ไปจนถึงบริการสปาและโรงแรม&nbsp;</p><p>“อาจจะมีการมีเทศกาลในช่วงที่พี่น้องมุสลิมทั่วโลกเดินทางมาท่องเที่ยวกัน หลังรอมฎอน อาจจะมีเทศกาลที่สอดคล้อง แล้วก็ดึงดูดพี่น้องชาวมุสลิมให้รู้สึกว่ามาเที่ยวกรุงเทพแล้วสบายใจ ปลอดภัย ทุกคนไม่ได้รู้สึกว่ามีความแตกต่าง” ชัชชาติกล่าว</p><p>พร้อมตั้งศูนย์ให้คำแนะนำด้านการขอรับรองมาตรฐานฮาลาล นำร่องในสำนักงานเขตที่มีฐานชุมชนมุสลิม เช่น หนองจอก ทุ่งครุ โดยทำงานร่วมกับคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) เพื่อเชื่อมโยงสินค้าชุมชนสู่ตลาดและงานแสดงสินค้าระดับโลก</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/FWbrd-_Tg</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/FWbrd-_Tg</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 21 Jun 2026 22:56:24 +0000</updated><pubDate>Sun, 21 Jun 2026 22:48:40 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8wOGUyMmVjMWE1Yzg5OTYwMWY3ZWExYmJhN2ZjODY0Ny5wbmc=</url><description>กรุงเทพฯ เมืองแห่งความหลากหลาย &apos;ชัชชาติ เบอร์ 9&apos; เปิดโรดแมปพัฒนาอิสลามทั้งระบบ สาธารณสุข-ศึกษา-เศรษฐกิจ ปั้นกทม.เป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลและการท่องเที่ยว ชูนโยบาย Muslim-Friendly ดูแลวิถีอิสลาม</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รองนายกฯ ยศชนัน และทีม อว. พบปะนักเรียนและนักวิชาชีพไทยในเบลเยียมและยุโรป]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9kOTBlMzJkZTU2YzA1YWU3ZTUxMWIxMjI4ZjNiNzRlNy5wbmc=/640/330" /></p><p>สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ รายงานผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และคณะผู้บริหาร อว. พบปะนักเรียนและนักวิชาชีพไทยในเบลเยียมและยุโรป</p><p>เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 สถานเอกอัครราชทูต&nbsp; ณ กรุงบรัสเซลส์ ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จัดให้ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผู้บริหารกระทรวง อว. ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนเบลเยียม (17-20&nbsp; มิถุนายน 2569) ได้พบปะนักเรียน นักวิจัย และนักวิชาชีพไทยในเบลเยียมและยุโรป ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตฯ ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง</p><p>รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับนักเรียน นักวิจัย และนักวิชาชีพไทยในหลากหลายสาขา อาทิ เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิศวกรรมศาสตร์ พลังงาน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมการวิจัย การพัฒนากำลังคน และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพสูงของไทย</p><p>รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงและการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งเชิญชวนให้นักเรียน นักวิจัย และนักวิชาชีพไทยในต่างประเทศร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้มีความสามารถสูงของไทย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากต่างประเทศกลับมาสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะผ่านการวิจัยร่วม การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบัน หรือการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในอนาคต</p><p><br></p><p>ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ขอบคุณนักศึกษา นักวิจัย นักวิชาชีพทุกคนที่มาเข้าร่วมกิจกรรมพบปะกัน โดยผู้ร่วมพบปะบางคนเดินทางมาจากเดนมาร์ก&nbsp; สวีเดน&nbsp; และเยอรมนี</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/JhvU0Fw0-</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/JhvU0Fw0-</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 21 Jun 2026 08:00:51 +0000</updated><pubDate>Sun, 21 Jun 2026 07:55:53 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9kOTBlMzJkZTU2YzA1YWU3ZTUxMWIxMjI4ZjNiNzRlNy5wbmc=</url><description>สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ เผยบรรยากาศ รองนายกฯ ยศชนัน และทีม อว. พบปะนักเรียนและนักวิชาชีพไทยในเบลเยียมและยุโรป</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน' สรุปผลเยือนเนเธอร์แลนด์-เบลเยียม ลุยเจาะลึก 3 มหาวิทยาลัยท็อปยุโรป-สถาบัน IMEC พาไทยสู่ฮับ 'ชิปโฟโตนิกส์-Advanced Packaging']]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84MzcxZTYwN2I1ZmU1Y2E2ZGYzMTlkMmUxOTc5YzBmMC5wbmc=/640/330" /></p><p>ระหว่างการเดินทางปฏิบัติภารกิจที่ประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมเพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (20 มิ.ย.) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สรุปภาพรวมการเดินทางในการปฏิบัติภารกิจตั้งแต่วันที่ 13-20 มิ.ย. โดยมีรายละเอียดที่สำคัญทั้งหมด ดังนี้</p><p>1 การเตรียมความพร้อมด้าน "คน" สู่ศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า สำหรับเป้าหมายหลักในการเยือนทั้งสองประเทศคือการหารือเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ชิปประมวลผล) โดยมีการแบ่งบทบาทการทำงานของภาครัฐอย่างชัดเจน ในขณะที่กระทรวงการคลังดูแลด้านการส่งเสริมการลงทุน กระทรวง อว. จะรับผิดชอบด้านการพัฒนา "ทุนมนุษย์" (Human Capital) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การผลิตบุคลากร ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย ไปจนถึงการหารือกับมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และบริษัท Deep Tech ชั้นนำ เพื่อเตรียมโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้พร้อมรองรับการเติบโต</p><p>2 เจาะลึก 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชั้นนำของเนเธอร์แลนด์</p><p>คณะเดินทางได้เข้าหารือและศึกษาดูงานในสถาบันการศึกษาที่มีความโดดเด่นและมีระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน 3 แห่ง ได้แก่</p><p>มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไอนด์โฮเฟน (TU/e) เนเธอร์แลนด์ : เป็นเมืองที่มีระบบนิเวศการผลิตชิปที่เข้มแข็งมาก โดยได้รับการต่อยอดและอิทธิพลจากบริษัทระดับโลกอย่างฟิลิปส์ (Philips) ทำให้มีบริษัทสตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือผลิตชิปจำนวนมาก</p><p>มหาวิทยาลัยทเวนเตอ (University of Twente) เนเธอร์แลนด์ : มีความโดดเด่นด้านการออกแบบห้องปลอดเชื้อ (Cleanroom) สำหรับงานวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งใช้ระบบเปิดเพื่อให้นักศึกษาและนักวิจัยได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทดลองปฏิบัติจริง</p><p>มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟต์ (TU Delft) เนเธอร์แลนด์ : เปรียบเสมือน MIT แห่งยุโรป มีความก้าวหน้าอย่างมากในการทำงานวิจัยเชิงลึก (Deep Tech) และเทคโนโลยีขั้นสูง</p><p>3 'ชิปแสง' และ 'การประกอบบรรจุชิปขั้นสูง' อนาคตใหม่ของอุตสาหกรรมไทย</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน เล่าต่อว่า จากการประเมินศักยภาพร่วมกับสถาบันระดับโลก ทิศทางที่ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้คือ เทคโนโลยีชิปที่ใช้แสง (Photonics) และ การประกอบบรรจุชิปขั้นสูง (Advanced Packaging)</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า "เรื่องโฟโตนิกส์เป็นเทคโนโลยีที่ประเทศไทยสามารถมุ่งไปได้ เพราะเรามีนักวิจัยที่เก่งด้านไฟเบอร์ออปติกและการใช้แสงอยู่แล้ว ในอดีตเราสื่อสารผ่านสายไฟด้วยอิเล็กตรอน แต่ปัจจุบันเทคโนโลยี AI ต้องการการคำนวณขั้นสูงและรวดเร็วขึ้น จึงต้องเปลี่ยนมาใช้แสงแทน และนี่คืออนาคตของประเทศไทย ซึ่งการร่วมมือกับทางเนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยมจะทำให้ประเทศไทยขยับไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น"</p><p>นอกจากนี้ หากสามารถนำเทคโนโลยีแสงมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ลงในชิปตัวเดียวกันได้ (Advanced Packaging) จะสามารถเปลี่ยนโครงสร้างโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในไทยที่มีอยู่เดิม ให้กลายเป็นโรงงานผลิตชิปมูลค่าสูงได้ทันที ซึ่งจะเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้บริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตศูนย์ข้อมูล (Data Center) หันมาสั่งผลิตชิปพลังงาน (Power Chip) ในประเทศไทย</p><p>4 เชื่อมโยงเทคโนโลยีชีวภาพ สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน</p><p>นอกเหนือจากเทคโนโลยีขั้นสูง ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยต่อว่า คณะยังได้ศึกษาดูงานที่สถาบัน Bio-Base Europe ในประเทศเบลเยียม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น การใช้จุลินทรีย์ มาช่วยกระบวนการผลิตวัสดุและสารสกัดที่มีมูลค่าสูง เพื่อประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยา อาหาร และการเกษตร</p><p>5 ผนึกเครือข่ายสถาบัน IMEC และการเจรจาระดับรัฐมนตรีของยุโรป</p><p>คณะเดินทางได้เข้าพบผู้บริหารสถาบัน IMEC ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงของเบลเยียมที่มีเครือข่ายระดับโลก เพื่อปูทางสู่การทำวิจัยร่วมกัน&nbsp;</p><p>นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือเชิงนโยบายระดับสูงกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ (เนเธอร์แลนด์) และเข้าพบ กรรมาธิการยุโรป (EU Commissioner) ด้านสตาร์ทอัพและนวัตกรรม เพื่อเชื่อมโยงระบบนิเวศทางนวัตกรรม เชิญชวนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมาลงทุนในไทย และหาแนวทางให้ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก (Associate Member) ในกองทุนวิจัยขนาดใหญ่ของยุโรปอย่าง Horizon Europe</p><p>6 ดึงคนเก่งกลับมาทำงานช่วยประเทศ เปิดประตูสู่ทุนวิจัยแสนล้าน</p><p>สำหรับการเดินทางเยือนยุโรปในครั้งนี้สร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการกำหนดจุดยืนของประเทศ โดยไทยจะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยี "ชิปแสง (Photonics)" และ "การประกอบชิปขั้นสูง" ซึ่งนำไปสู่ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำและสถาบัน IMEC เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี อีกหนึ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญคือการหารือกับกลุ่มนักเรียนและนักวิชาชีพชาวไทยในยุโรป โดยกระทรวง อว. และสถานทูตเตรียมสร้างแพลตฟอร์มกลางเพื่อเชื่อมโยงคนเก่งเหล่านี้ ให้นำองค์ความรู้ระดับโลกกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการเปิดประตูสู่แหล่งทุนวิจัย Horizon Europe&nbsp;</p><p>ซึ่งข้อมูลจากการเจรจาทั้งหมดนี้ จะถูกนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ และที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อบูรณาการนโยบายร่วมกัน และยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/bAWHlHyF4</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/bAWHlHyF4</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 21 Jun 2026 07:25:39 +0000</updated><pubDate>Sun, 21 Jun 2026 07:19:00 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84MzcxZTYwN2I1ZmU1Y2E2ZGYzMTlkMmUxOTc5YzBmMC5wbmc=</url><description>&apos;ยศชนัน&apos; สรุปผลเยือนเนเธอร์แลนด์-เบลเยียม ลุยเจาะลึก 3 มหาวิทยาลัยท็อปยุโรป-สถาบัน IMEC พาประเทศไทยขยับสู่ฮับ &apos;ชิปโฟโตนิกส์-Advanced Packaging&apos; พร้อมดึงทุน Horizon Europe สนับสนุน-สร้างโอกาสให้คน-งานวิจัยไทย เฉิดฉายบนเวทีโลก และ ปฏิบัติได้จริง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[พม. ร่วมส่งเสริมความเท่าเทียมในงาน Mukdahan Pride 2026 ส่งเสริมมุกดาหารเป็นเมืองน่าอยู่ที่ทุกคนสามารถมีพื้นที่ในการเป็นตัวเอง]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iNzMzOGY0NWFmNDg2ZjNhYzUyMTMyNWZkM2UxMWRkZS5wbmc=/640/330" /></p><p>เอนกชัย เรืองรัตนากร คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับมอบหมายจาก 'นิกร โสมกลาง' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ร่วมงานเฉลิมฉลองขบวนพาเหรด “Mukdahan Pride 2026” ภายใต้แนวคิด “Muk Me Pride : ส่องประกายสายรุ้ง พุ่งทะยานสู่ความเท่าเทียม” ณ ริมแม่น้ำโขง จ.มุกดาหาร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา </p><p>กระทรวง พม. มีภารกิจสำคัญในการผลักดันและคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการทลายกำแพงแห่งความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างสังคมที่เสมอภาค  ดังนั้น งาน Mukdahan Pride 2026 จึงเป็นมากกว่างานรื่นเริง แต่เป็นกระบอกเสียงและเป็นกลไกทางสังคมที่ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและกฎหมายเพื่อรองรับสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชนความหลากหลายทางเพศให้เกิดขึ้นจริง </p><p>ฟิล์มในฐานะตัวแทนจากกระทรวง พม. รู้สึกยินดีมากๆ ที่ได้มาร่วมแสดงจุดยืนและส่งต่อความพร้อมของประเทศไทย เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพ “Road to Bangkok World Pride 2030” ไปด้วยกันครับ</p><p>บรรยากาศในขบวนพาเหรดเต็มไปด้วยพลังและความอบอุ่นจริงๆ และยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความหลากหลายคือ "พลัง" ไม่ใช่อุปสรรคของการพัฒนา และมุกดาหารพร้อมเป็นเมืองที่เปิดกว้าง เป็นมิตรกับทุกคน</p><p>ทั้งนี้ 'เอนกชัย'  คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ขอบคุณมูลนิธิหอแก้วสีรุ้ง ภาคประชาสังคม และชาวมุกดาหารทุกคน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนพื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้มาตลอด 4 ปี</p><div class="facebook" ></div><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/A_NjdOoX-</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/A_NjdOoX-</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 21 Jun 2026 06:06:01 +0000</updated><pubDate>Sun, 21 Jun 2026 05:59:23 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9iNzMzOGY0NWFmNDg2ZjNhYzUyMTMyNWZkM2UxMWRkZS5wbmc=</url><description>พม. ร่วมส่งเสริมความเท่าเทียมในงาน Mukdahan Pride 2026 ภายใต้แนวคิด “Muk Me Pride : ส่องประกายสายรุ้ง พุ่งทะยานสู่ความเท่าเทียม” ส่งเสริมมุกดาหารเป็นเมืองน่าอยู่ที่ทุกคนสามารถมีพื้นที่ในการเป็นตัวเอง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ แจงกรณีตัดโอนอัตรากำลัง สกร. ไป ศธจ. เป็นการส่งคืนอัตรากำลังและงบฯ ให้แก่หน่วยงานเจ้าของอัตราเดิม]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9kNTBjMmU5MDdjMjIyYTAyNGE5ZTc2OGJkZDAxYjBjNy5wbmc=/640/330" /></p><p>อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ แจงกรณีตัดโอนอัตรากำลังจาก สกร. ไปยังสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นการส่งคืนอัตรากำลังและงบฯให้แก่หน่วยงานเจ้าของอัตราเดิม</p><p>ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ชี้แจงกรณีการตัดโอนอัตรากำลังจาก สกร. ไปยังสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด&nbsp; โดยระบุว่า&nbsp;</p><p>ขอขอบคุณทุกความห่วงใยและกำลังใจที่มีให้กับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)</p><p>กรณีการตัดโอนอัตรากำลังจาก สกร. ไปยังสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ขอเรียนว่า เป็นการส่งคืนอัตรากำลังและงบประมาณให้แก่หน่วยงานเจ้าของอัตราเดิม ซึ่งในอดีตสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้ กศน. บริหารจัดการชั่วคราว จึงมิใช่การสูญเสียอัตรากำลังของ สกร. แต่อย่างใด</p><p>ทั้งนี้ ภายหลังการปรับสถานะจาก กศน. เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้และมีฐานะเป็นนิติบุคคล สกร. ได้ดำเนินการส่งคืนอัตราดังกล่าวตามขั้นตอนมาตั้งแต่ปี 2568 พร้อมทั้งเร่งดำเนินการเสนอขออนุมัติกรอบอัตรากำลังชุดใหม่ต่อ ก.ค.ศ. เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 และรองรับการขยายบทบาทการทำงานในอนาคต</p><p>สำหรับกรอบอัตราตำแหน่งว่างที่ยังไม่มีงบประมาณรองรับ สกร. ได้ผลักดันแนวทางการเกลี่ยอัตราและงบประมาณผ่านกลไกที่เกี่ยวข้อง และได้ขอเข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ท่านให้ความอนุเคราะห์และความเข้าใจการทำงานของ สกร เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านกำลังคนของ สกร. เป็นอย่างดียิ่ง และจะสนับสนุนการดำเนินงานของ สกร. เรื่องอัตรากำลังอย่างเต็มที่ ซึ่งจะมีการนำเข้าประชุมในคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในครั้งต่อไป</p><p>ทั้งนี้ สกร. ได้เสนอแผนขอเพิ่มอัตรากำลังของ สกร. เอง ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้ขับเคลื่อนงานให้บรรลุภารกิจตาม พ.ร.บ ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</p><div class="facebook" ></div><p><br></p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/kVz1dictf</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/kVz1dictf</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 21 Jun 2026 03:38:08 +0000</updated><pubDate>Sun, 21 Jun 2026 03:30:01 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi9kNTBjMmU5MDdjMjIyYTAyNGE5ZTc2OGJkZDAxYjBjNy5wbmc=</url><description>อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ แจงกรณีตัดโอนอัตรากำลังจาก สกร. ไปยังสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นการส่งคืนอัตรากำลังและงบฯให้แก่หน่วยงานเจ้าของอัตราเดิม</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['รมว.นิกร' นำทีม พม. ลงพื้นที่สกลนคร เปิด 'ศูนย์สร้างสุขเทศบาลตำบลวังยาง' พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการ ยกระดับคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84OWY0ODk5MGQ5OWVkMDZiYmQzMWY1YjQwNTk1ZjM3MS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า วันนี้ได้ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร พร้อมด้วย นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง พม. และคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. , นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวง พม. และ คณะผู้บริหารกระทรวง พม. , นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร , ทีมหน่วยงาน พม.จังหวัดสกลนคร และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย ตามนโยบาย พม. 8 ด้าน "สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" ในพื้นที่ระดับจังหวัด โดยมีการเปิดงาน Kick Off "ศูนย์สร้างสุขเทศบาลตำบลวังยาง : สานพลังภาคีเครือข่าย เพื่อคนทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี" พร้อมเปิดป้าย ศูนย์สร้างสุขเทศบาลตำบลวังยาง ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุตำบลวังยาง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร</p><p>นอกจากนี้ มีการส่งมอบ "สวัสดิการ สร้างสุข เพื่อคนทุกวัย" ตามภารกิจกระทรวง พม. ให้กับกลุ่มเปราะบางและประชาชนที่ประสบปัญหาทางสังคมในพื้นที่ ได้แก่ เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน , เงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและไร้ที่พึ่ง , เงินอุดหนุนสภาเด็กและเยาวชน , เงินอุดหนุนศูนย์บริการคนพิการทั่วไป, เงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม , เงินอุดหนุนการรวมกลุ่มประกอบอาชีพ , งบประมาณโครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุให้เหมาะสมและปลอดภัย, งบประมาณโครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ , เงินโครงการ "บ้านสบายเพื่อยายตา" , เงินโครงการ "บ้านอุ่นไอรัก" , และ เงินโครงการ "บ้านปันสุข ร่วมใจ เพื่อมอบให้กลุ่มเปราะบาง" จากธุรกิจเอกชน CSR จังหวัดสกลนคร อีกทั้ง เยี่ยมชมบูธกิจกรรมและผลิตภัณฑ์สินค้าจากทีมหน่วยงาน พม.จังหวัดสกลนคร และเครือข่ายท้องถิ่น  </p><p>นายนิกร กล่าวต่อไปว่า วันนี้ ตนยังได้ลงพื้นที่ ณ ศูนย์เรียนรู้ผ้าคราม บ้านดอยกอย "วิชชาลัยดอยกอย วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน" ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและขบวนองค์กรชุมชนท้องถิ่น ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. อีกทั้ง มอบเงินงบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการของ พอช. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่  </p><p>1) โครงการขับเคลื่อนงาน ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร </p><p>2)โครงการเสริมสร้างระบบนิเวศชุมชน (Eco - System) ชุมชนท้องถิ่นเทศบาลตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร </p><p>3) โครงการสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน </p><p>โอกาสนี้ มีการเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ผ้าคราม บ้านดอยกอย "วิชชาลัยดอยกอย วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน" ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่พัฒนาจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ครั้งเสด็จทอดพระเนตรขั้นตอนการผลิตผ้าย้อมครามของกลุ่มทอผ้าบ้านดอนกอย ทรงมีพระประสงค์พัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอบ้านดอนกอยให้เป็นที่ต้องการของตลาดไทยและตลาดโลก และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนในพื้นที่</p><p>นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ตนได้ไปลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการของศูนย์บริการคนพิการ ชมรมผู้ปกครองออทิสติกจังหวัดสกลนคร อาทิ บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติก , แปลงเกษตรแบบผสมผสาน , แปลงสาธิตพืชเศรษฐกิจ และผลิตภัณฑ์สินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ผ้าคราม พวงกุญแจและกระเป๋าเป้ยี่ห้อ Lucky Kid เป็นต้น อีกทั้งมอบสื่อศิลปะการเรียนรู้สำหรับบุคคลออทิสติก และพบปะพูดคุยให้กำลังใจสมาชิกและผู้ปกครองชมรมผู้ปกครองออทิสติกจังหวัดสกลนคร นอกจากนี้ มีการเยี่ยมให้กำลังใจกลุ่มเปราะบาง 2 ราย ซึ่งเป็นผู้สูงอายุป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ พร้อมทั้งมอบสิทธิสวัสดิการสังคมตามภารกิจกระทรวง พม. และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ณ บ้านหนองเบ็น อำเภอไฮหย่อง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/mIsbSpSHt</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/mIsbSpSHt</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 21 Jun 2026 03:38:20 +0000</updated><pubDate>Sun, 21 Jun 2026 02:28:06 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84OWY0ODk5MGQ5OWVkMDZiYmQzMWY1YjQwNTk1ZjM3MS5wbmc=</url><description>&apos;รมว.นิกร&apos; นำทีม พม. ลงพื้นที่สกลนคร เปิด &apos;ศูนย์สร้างสุขเทศบาลตำบลวังยาง : สานพลังภาคีเครือข่าย เพื่อคนทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี&apos; พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการ ยกระดับคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['รมช.ปิยะรัฐชย์' ตรวจราชการแพร่ เร่งรัดจัดการน้ำเต็มสูบ-ชูนวัตกรรมยกระดับสินค้า]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84NjljNjIyMTY1YjEwYmE2MjY4NDdkZGMxYWQ1ODIyZi5wbmc=/640/330" /></p><p class="ql-align-justify">นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จังหวัดแพร่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการยกระดับสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ โดยเดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ยม (ฝายแม่ยม) ตำบลบ้านหนุน อำเภอสอง ซึ่งปัจจุบันมีการปรับปรุงประสิทธิภาพจนสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรครอบคลุมถึง 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสอง อำเภอหนองม่วงไข่ อำเภอเมืองแพร่ อำเภอสูงเม่น และอำเภอเด่นชัย รวมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 1.9 แสนไร่ พร้อมทั้งติดตามการทำงานเชิงพื้นที่ของศูนย์บริหารจัดการน้ำจังหวัดแพร่ (กอเปา) ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ ที่นำระบบสารสนเทศมาช่วยวางแผนจัดการน้ำท่วมน้ำแล้ง </p><p class="ql-align-justify">นอกจากนี้ ยังได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้การแปรรูปอาหาร ตำบลแม่จั๊วะ อำเภอเด่นชัย เพื่อติดตามแนวทางการส่งเสริมเกษตรกรในการใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร โดยเน้นย้ำการใช้เทคโนโลยีเครื่องอบแห้งเยือกแข็งสูญญากาศ (Freeze Dry) และระบบฆ่าเชื้อรีทอร์ท (Retort Pouch) เข้ามาช่วยบริหารจัดการและแปรรูปผลผลิตส่วนเกินในฤดูกาล อาทิ มะม่วง ทุเรียน ลำไย และสับปะรด ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานกว่าเดิม มุ่งหวังให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงมาตรฐาน อย. และ GMP ได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ภาคเกษตรกรรมถือเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดแพร่ โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 19.21 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP)</p><p class="ql-align-justify">สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พบปะพูดคุยและรับฟังข้อเรียกร้องจากตัวแทนประชาชนรวมถึงผู้นำท้องถิ่นอย่างเป็นกันเอง ซึ่งเกษตรกรได้เสนอขอความช่วยเหลือในหลายด้าน อาทิ การเร่งรัดขุดลอกตะกอนดินหน้าฝายแม่ยมและอ่างเก็บน้ำเพื่อเพิ่มความจุ การสร้างสะพานขนส่งผลผลิต การขอสนับสนุนเครื่องจักรกลเกษตร เช่น เครื่องอัดก้อนฟางและใบข้าวโพดเพื่อช่วยลดปัญหาการเผาและมลพิษ ตลอดจนระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์และโรงอบลดความชื้นข้าวเปลือกชุมชน โดย รมช.ปิยะรัฐชย์ ได้กล่าวเน้นย้ำกับพี่น้องเกษตรกรว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความตั้งใจจริงและทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลทุกคน โดยจะนำข้อเรียกร้องและความต้องการทั้งหมดของประชาชนในพื้นที่ไปพิจารณาอย่างเร่งด่วน เพื่อวางแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมอาชีพให้ตรงจุด นำไปสู่การกินดีอยู่ดีและสร้างรายที่มั่นคงยั่งยืนให้แก่ชุมชนต่อไป</p><p class="ql-align-justify">โอกาสนี้ รมช.ปิยะรัฐชย์ ได้ส่งมอบปัจจัยการผลิต อาทิ ต้นพันธุ์พืช เมล็ดพันธุ์ปอเทือง พันธุ์ปลา ใบรับรองมาตรฐาน GAP ปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงมอบเงินอุดหนุนสหกรณ์บริการดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2569 ประเภทสหกรณ์บริการ จำนวน 250,000 บาท ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ชูความสำเร็จในการดูแลคุณภาพชีวิตพี่น้องชาวแพร่ โดยมอบโฉนดเพื่อการเกษตรไปแล้วกว่า 6,020 ราย พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่และ Smart Farmer รวมกว่า 2,000 ราย พร้อมทั้งสนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรอย่างแท้จริง</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/n82FScBbK</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/n82FScBbK</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sat, 20 Jun 2026 15:13:05 +0000</updated><pubDate>Sat, 20 Jun 2026 14:35:05 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84NjljNjIyMTY1YjEwYmE2MjY4NDdkZGMxYWQ1ODIyZi5wbmc=</url><description>&apos;ปิยะรัฐชย์&apos; รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการแพร่ เร่งรัดจัดการน้ำเต็มสูบ-ชูนวัตกรรมยกระดับสินค้า ย้ำตั้งใจจริงทำงานหนักเพื่อเกษตรกร</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[กระทรวงแรงงาน จับมือ ILO ร่วมหารือเชิงยุทธศาสตร์ ยกระดับมาตรฐานและคุ้มครองแรงงานไทยสู่สากล]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84YmU5ZGZlNmNlOGUzOGQyOTkyZTljNDI4NmIyODUyNS5wbmc=/640/330" /></p><p>นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน เข้าร่วมการหารือเชิงยุทธศาสตร์ด้านแรงงานระหว่างกระทรวงแรงงานและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (Strategic Dialogue on Labour Issues between Thailand’s Ministry of Labour and the ILO) ณ สำนักงาน ILO ประจำประเทศไทย อาคารสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 โดยมี นางสาวเสี่ยวเยี่ยน เฉียน (Ms. Xiaoyan Qian) ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศประจำประเทศไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว พร้อมคณะ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น</p><p>การหารือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อกระชับความร่วมมืออันยาวนานระหว่างประเทศไทยและ ILO รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นยุทธศาสตร์ด้านแรงงานที่สำคัญ ตลอดจนการขอรับคำแนะนำทางวิชาการ (Technical Assitance) จาก ILO โดยเริ่มต้นจากการนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของ ILO ในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมงานที่มีคุณค่า (Decent Work) การเจรจาทางสังคม การคุ้มครองทางสังคม และการพัฒนาตลาดแรงงานที่ครอบคลุมและยั่งยืนตามแผนงานระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่า พ.ศ. 2566 - 2570 (Thailand's Decent Work Country Programme 2023 - 2027)</p><p>ในช่วงของการสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แสดงความสนใจอย่างยิ่งต่อความท้าทายด้านแรงงานในปัจจุบัน พร้อมทั้งร่วมหารือในประเด็นเชิงนโยบายกับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ของ ILO อาทิ การเตรียมความพร้อมของแรงงานและสถานประกอบการให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม การยกระดับการคุ้มครองแรงงาน การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การส่งเสริมสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและเป็นธรรม การหารือเกี่ยวกับแนวทางในการให้สัตยาบันอนุสัญญาของ ILO รวมถึงการเป็นเจ้าภาพรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน  ซึ่งจะจัดการประชุม (ALMM2026) ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569</p><p>นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความท้าทายของโลกที่มีผลกระทบต่อแรงงาน ความก้าวหน้าของประเทศไทยในการดำเนินงานตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ การเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านแรงงาน การส่งเสริมการเจรจาทางสังคม และการคุ้มครองแรงงานกลุ่มเปราะบาง รวมถึงแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้การพัฒนาด้านแรงงานเป็นไปอย่างทั่วถึงไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเสริมสร้างสมรรถภาพของประเทศไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะการเข้าเป็นสมาชิก OECD ตามนโยบายของรัฐบาล</p><p>การหารือเชิงยุทธศาสตร์กับ ILO ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผสานพลังเพื่อขับเคลื่อนนโยบายแรงงานของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ส่งเสริมงานที่มีคุณค่า เสริมสร้างความเข้มแข็งของตลาดแรงงานไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานต่อไป </p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/qJTBDEkfV</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/qJTBDEkfV</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sat, 20 Jun 2026 14:28:08 +0000</updated><pubDate>Sat, 20 Jun 2026 14:14:31 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi84YmU5ZGZlNmNlOGUzOGQyOTkyZTljNDI4NmIyODUyNS5wbmc=</url><description>กระทรวงแรงงาน จับมือ ILO ร่วมหารือเชิงยุทธศาสตร์ ยกระดับมาตรฐานและคุ้มครองแรงงานไทยสู่สากล</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ชัชชาติ เบอร์ 9' ลุยทรงวาด-ปากคลองตลาด ชู Bangkok Creative IP ปั้น 55 ย่านสร้างสรรค์ สร้างรายได้ใหม่ให้คนกรุงเทพฯ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83YjBkMmI1YjU5NDRjNTE1ZDNhMTExNDc3Y2M0Yjc3YS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงในเขตราชเทวี สัมพันธวงศ์ และพระนคร นำเสนอนโยบายพัฒนาเมืองและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายชุมชน เปลี่ยนย่านเก่าให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของกรุงเทพฯ</p><p>ระหว่างลงพื้นที่ย่านทรงวาด ชัชชาติได้พบปะพูดคุยกับนายเกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ หรือ “อุ๊ย Play Art House” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมผู้ประกอบการและศิลปินรุ่นใหม่ พร้อมย้ำวิสัยทัศน์การพัฒนา “ย่านสร้างสรรค์” ให้เป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้และสร้างเศรษฐกิจฐานชุมชนทั่วกรุงเทพฯ</p><p>“วันนี้เรามาที่ย่านทรงวาด ตลาดน้อย สำเพ็ง เยาวราช ซึ่งเป็นตัวอย่างของย่านสร้างสรรค์ที่เกิดจากความเข้มแข็งของชุมชน เราตั้งเป้าพัฒนาให้เกิดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ กว่า 55 แห่ง เพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้คนในพื้นที่” ชัชชาติกล่าว</p><p><strong>เปิดตัว Bangkok Creative IP เปลี่ยนอัตลักษณ์เมืองให้เป็นรายได้</strong></p><p>ชัชชาติเปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญคือการจัดตั้ง “Bangkok Creative IP” แพลตฟอร์มกลางด้านทรัพย์สินทางปัญญาของเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปิน นักออกแบบ และผู้ประกอบการ นำอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น CI เมือง ฟอนต์เสาชิงช้า กราฟิก ชุดสีประจำเมือง หรือผลงานสร้างสรรค์ที่สะท้อนความเป็นกรุงเทพฯ มาต่อยอดเชิงพาณิชย์ผ่านระบบ Licensing ที่ถูกต้องตามกฎหมาย</p><p>แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงนักสร้างสรรค์กับผู้ผลิต นักลงทุน และแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ตั้งแต่ของที่ระลึก อาร์ตทอย เสื้อผ้า ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมรูปแบบต่าง ๆ สร้างรายได้กลับคืนสู่คนทำงานสร้างสรรค์และชุมชน</p><p>นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดประกวด “มาสคอตกรุงเทพฯ” เพื่อสร้างสัญลักษณ์ร่วมของเมือง โดยเปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่แสดงศักยภาพ และเปิดให้ภาคเอกชนสามารถนำมาสคอตที่ชนะไปต่อยอดเชิงธุรกิจได้ คล้ายกับโมเดลความสำเร็จของเมืองคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น</p><p><strong>จากย่านเก่าสู่เศรษฐกิจใหม่ของกรุงเทพฯ</strong></p><p>ชัชชาติระบุว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ร่วมกับชุมชน ศิลปิน และผู้ประกอบการ พัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์แล้วกว่า 55 ย่าน อาทิ ทรงวาด ตลาดน้อย ปากคลองตลาด หัวตะเข้ บางพลัด และเจริญกรุง 103 ซึ่งช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ธุรกิจท้องถิ่น</p><p>“ที่นี่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 70% ร้านค้าที่เคยเงียบเหงากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เกิดการลงทุน เกิดการจ้างงาน และสร้างรายได้ให้คนในชุมชน” ชัชชาติกล่าว</p><p><strong>สร้างแบรนด์ย่าน-จัดเทศกาล ดึงนักท่องเที่ยวตลอดปี</strong></p><p>ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ตั้งเป้ายกระดับย่านต้นแบบผ่าน 3 แนวทางสำคัญ เริ่มจากการสร้างแบรนด์และอัตลักษณ์เฉพาะพื้นที่ โดยนำทุนวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และประวัติศาสตร์ชุมชนมาต่อยอดเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง</p><p>ครอบคลุมทั้งย่านอาหาร ย่านหนังสือ ย่านพุทธวัฒนธรรม เส้นทางอาคารประวัติศาสตร์ รวมถึงการส่งเสริมกลุ่มช่างฝีมือเฉพาะทาง เช่น ช่างไม้ ช่างทำว่าว และช่างทำหัวสิงโต พร้อมสนับสนุนเทศกาลและกิจกรรมสร้างสรรค์ตลอดทั้งปี เช่น Song Wat Week และBangkok Design Week ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างสีสันและดึงคนเข้ามาในพื้นที่ เกิดรายได้หมุนเวียนในชุมชน</p><p><strong>พัฒนาฟุตบาท-ทางเชื่อม ขยายเมืองเดินได้</strong></p><p>อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการเดินและการท่องเที่ยว โดยจะปรับปรุงทางเท้าตามหลัก Universal Design เพิ่มทางลาด ป้ายนำทาง จุดบริการน้ำดื่มสาธารณะ และจุดคัดแยกขยะ พร้อมเชื่อมต่อการเดิน จักรยาน และระบบขนส่งมวลชนอย่างไร้รอยต่อ</p><p>“หน้าที่ของ กทม. คือการเป็นผู้อำนวยความสะดวก ทำฟุตบาทให้ดี จัดระเบียบสายสื่อสาร ดูแลความสะอาด และเชื่อมโยงการเดินทางให้สะดวก อย่างย่านนี้ต้องเดินเชื่อมถึงสถานีรถไฟฟ้ามังกรได้อย่างปลอดภัย” ชัชชาติกล่าว</p><p><strong>หนุนเครือข่ายผู้ประกอบการ สร้างเศรษฐกิจที่ชุมชนเป็นเจ้าของ</strong></p><p>ชัชชาติยังย้ำถึงการสนับสนุนการรวมตัวของผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความร่วมมือระยะยาว โดย กทม. จะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้พื้นที่สาธารณะ การจัดกิจกรรม การเดินทาง และความปลอดภัยในยามค่ำคืน</p><p>“สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งจากคนในพื้นที่ ไม่ใช่เอาออร์แกไนเซอร์มาจัดตลาดนัดแล้วจบไป แต่ต้องทำให้ชุมชนเป็นเจ้าของการพัฒนาและได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน” ชัชชาติกล่าว</p><p>ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ทรงวาด ชัชชาติและทีมงานได้เดินทางต่อไปยังย่านปากคลองตลาด โดยใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยา พร้อมด้วย “อาจารย์หน่อง” รศ.ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ สถาปนิกชุมชนเบื้องหลังการฟื้นฟูย่านปากคลองตลาด พร้อมกับมาสคอต “น้องดอก” ร่วมสร้างสีสัน ทักทายประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างเป็นกันเอง</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/9tutCFBNN</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/9tutCFBNN</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 21 Jun 2026 06:14:45 +0000</updated><pubDate>Sat, 20 Jun 2026 13:07:39 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi83YjBkMmI1YjU5NDRjNTE1ZDNhMTExNDc3Y2M0Yjc3YS5wbmc=</url><description>เปลี่ยนเสน่ห์เป็นเงิน &apos;ชัชชาติ เบอร์ 9&apos; ลุยทรงวาด-ปากคลองตลาด ชู Bangkok Creative IP ปั้น 55 ย่านสร้างสรรค์ สร้างรายได้ใหม่ให้คนกรุงเทพฯ เสนอประกวด “มาสคอตเมือง” สร้างอัตลักษณ์ระดับย่าน</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน' นำทีม อว. เยือน imec ศูนย์วิจัยชิประดับโลกแห่งเบลเยียม ดันเทคโนโลยีชิปขั้นสูงและการแพทย์สู่เมืองไทย]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8xYTE0NmEzMDFiNjgxMGJhODA1MzU0Nzk1MzhiYjA5OS5wbmc=/640/330" /></p><p>ระหว่างการเดินทางปฏิบัติภารกิจที่ประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมเพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (20 มิ.ย. 2569) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะ เดินทางเยี่ยมชม imec ณ เมืองเลอเฟิน (Leuven) ศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านนาโนอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของโลก เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ระหว่างไทยและ imec ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจสุดท้ายสำหรับการเดินทางมาปฏิบัติภารกิจตั้งแต่ 13-20 มิ.ย. 2569 </p><p>imec ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 และอยู่เบื้องหลังนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์ส่วนใหญ่ของโลกตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักนวัตกรรมกว่า 6,500 คน จากกว่า 100 ประเทศ จุดเด่นพิเศษคือการเป็นศูนย์วิจัยที่ "เป็นกลาง" ไม่มีสายการผลิตชิปของตนเอง ทำให้คู่แข่งระดับโลกอย่าง Intel, Samsung และ TSMC สามารถทำงานร่วมกันได้ และที่น่าสนใจคือ สมาร์ตโฟนทุกเครื่องล้วนมีเทคโนโลยีไมโครชิปที่คิดค้นโดย imec</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า "การที่ imec ยังไม่มีฐานปฏิบัติการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นโอกาสอันดีของไทยในการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ตั้งแต่เริ่มต้น" โดยการหารือครั้งนี้ได้ข้อสรุปในการเดินหน้าความร่วมมือ 3 ด้านหลัก ได้แก่</p><p>1. ออกแบบและผลิตชิปประมวลผลด้วยแสงในไทย สร้างรากฐานสู่ Sovereign AI</p><p>จะมีการผลักดันให้เกิดการออกแบบ ผลิต และใช้งาน "ชิปประมวลผลด้วยแสง" (Photonics) ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยจะนำกระบวนการผลิตจาก imec มาปรับใช้ควบคู่กับการตั้งโรงงานของไทยร่วมกับภาคเอกชน</p><p>"เรื่องนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี หรือ Sovereign AI ของประเทศ เพราะเราจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านชิปที่เราสามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ด้วยตัวเอง" รองนายกฯ ระบุ</p><p>2. ตั้งศูนย์ฝึกอบรมการประกอบและบรรจุภัณฑ์ชิปขั้นสูง (Advanced Packaging)</p><p>ไทยจะมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมที่เก่งเรื่องการประกอบชิปอยู่แล้ว ให้ก้าวขึ้นสู่การทำบรรจุภัณฑ์ชิปขั้นสูงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยมีแผนปรับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมเฉพาะทาง พร้อมส่งนักศึกษาและวิศวกรชาวไทยไปฝึกปฏิบัติงานจริงที่ imec</p><p>3. ผสานจุดแข็งด้านการแพทย์ของไทยเข้ากับเทคโนโลยี Neuropixels</p><p>เดินหน้าความร่วมมือด้าน Neuropixels ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชิปเซนเซอร์ขนาดจิ๋วที่ใช้อ่านสัญญาณจากสมองด้วยความละเอียดสูง เมื่อนำมาผสานกับความเชี่ยวชาญเชิงลึกของทีมแพทย์ไทย ด้านภาวะออทิซึมและความผิดปกติทางระบบประสาท จะช่วยเปิดประตูสู่การต่อยอดงานวิจัยระดับโลกด้านประสาทวิทยาศาสตร์และการแพทย์ร่วมกัน</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปิดท้ายว่า สำหรับการเยือน imec ในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ที่สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของไทยในการจับมือกับสถาบันวิจัยชั้นนำระดับโลก เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์และโฟโตนิกส์ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการประยุกต์ใช้งานจริงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/B4Gv5iB1Z</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/B4Gv5iB1Z</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sat, 20 Jun 2026 09:59:55 +0000</updated><pubDate>Sat, 20 Jun 2026 09:23:03 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8xYTE0NmEzMDFiNjgxMGJhODA1MzU0Nzk1MzhiYjA5OS5wbmc=</url><description>รองนายกฯ &quot;ยศชนัน&quot; นำทีม อว. เยือน imec ศูนย์วิจัยชิประดับโลกแห่งเบลเยียม ลุยหารือ 3 ความร่วมมือครั้งสำคัญ ดันเทคโนโลยีชิปขั้นสูงและการแพทย์สู่เมืองไทย</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[โฆษกรัฐบาลแจง ไร้การเฝ้าระวังสื่อ ไม่มีคำสั่งแทรกแซง ชี้สื่อวิจารณ์ได้ พร้อมฟัง]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8zY2RhOTNlNGY0OTFmZDc3NzM4ZGMxYzEzOTk5NTA2MS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 20 มิถุนายน 2569 'รัชดา ธนาดิเรก' โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีมีรายงานข่าวเกี่ยวกับประเด็นเสรีภาพสื่อ และมีการอ้างว่ารัฐบาลมอนิเตอร์ จับตา หรือเฝ้าระวังสื่อมวลชนบางสำนักเป็นพิเศษ ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง รัฐบาลไม่มีนโยบายปิดกั้นสื่อ ไม่มีคำสั่งแทรกแซง และไม่มีการดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการกดดันการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน</p><p>รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันหลักการชัดเจนว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลเคารพการทำหน้าที่ของสื่อทุกแขนง ทั้งสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ และผู้ผลิตเนื้อหาสาธารณะ โดยเฉพาะการรายงานที่อยู่บนฐานข้อเท็จจริง ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม</p><p><strong>“รัฐบาลไม่มีการแทรกแซงสื่อ ไม่มีการสั่งจับตา ไม่มีการเฝ้าระวังสำนักข่าวใดเป็นพิเศษ และไม่มีการใช้อำนาจรัฐไปกดดันการทำหน้าที่ของสื่อ” </strong>น.ส.รัชดากล่าว</p><p>โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ประชาชนเห็นได้ทุกวัน คือสื่อมวลชนยังคงนำเสนอข่าว ตรวจสอบ แสดงความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง หากรัฐบาลมีนโยบายปิดกั้นสื่อจริง ภาพการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ย่อมไม่ปรากฏอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างที่เป็นอยู่</p><p>สำหรับกรณีรายการเจาะลึกทั่วไทย ซึ่งมีการประกาศยุติการออกอากาศกับทาง อ.ส.ม.ท. นั้น น.ส.รัชดากล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งการหรือการแทรกแซงจากรัฐบาล และไม่ได้หมายความว่าสื่อหรือผู้ดำเนินรายการจะไม่สามารถตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับรัฐบาลได้อีก สื่อทุกแขนงยังทำหน้าที่ได้ตามปกติ ภายใต้ข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม</p><p>น.ส.รัชดา ยังกล่าวว่าด้วยว่า ในการทำงานของภาครัฐมีความจำเป็นที่ต้องติดตามข่าวหรือมอนิเตอร์ข่าว เป็นภารกิจปกติของทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลรับรู้เสียงสะท้อน ปัญหา ข้อร้องเรียน และข้อวิจารณ์จากประชาชน ในกรณีพบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน หรือข้อมูลคลาดเคลื่อน รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะโดยเร็ว ไม่ใช่การจำกัดสิทธิหรือคุกคามสื่อใดเป็นการเฉพาะ และถ้าจะไม่ให้มีการติดตามข่าวสารเลย รัฐบาลจะรับรู้เสียงสังคมได้อย่างไร</p><p>ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้การเมืองไทยเดินไปในทางสร้างสรรค์ ไม่มองผู้ตรวจสอบเป็นคู่ขัดแย้ง สื่อ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และฝ่ายการเมืองควรทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมา เพราะผลประโยชน์สุดท้ายตกอยู่กับประชาชนและประเทศโดยรวม</p><p>รัฐบาลพร้อมรับฟังและเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบการทำงานอย่างต่อเนื่อง และย้ำว่าไม่มีนโยบายแทรกแซงสื่อ ยึดหลักเสรีภาพการทำงานของสื่อมวลชนตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยโดยเคร่งครัด</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/IBdw8BIXb</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/IBdw8BIXb</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 21 Jun 2026 06:08:14 +0000</updated><pubDate>Sat, 20 Jun 2026 07:20:07 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNi8zY2RhOTNlNGY0OTFmZDc3NzM4ZGMxYzEzOTk5NTA2MS5wbmc=</url><description>โฆษกรัฐบาลแจง รัฐบาลไม่มีนโยบายปิดกั้นสื่อ ไม่มีคำสั่งแทรกแซง ไม่มีการสั่งจับตา และไม่มีการใช้อำนาจรัฐกดดันการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน  ย้ำรัฐบาลพร้อมรับฟังและเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบการทำงานอย่างต่อเนื่อง</description><author>Voice TV</author></image></item></channel></rss>