<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" version="2.0"><channel><title><![CDATA[Voice TV 21]]></title><description><![CDATA[Voice TV]]></description><link>https://www.voicetv.co.th</link><generator>RSS for Node</generator><lastBuildDate>Wed, 19 Aug 2026 10:40:21 GMT</lastBuildDate><atom:link href="https://www.voicetv.co.th/rss" rel="self" type="application/rss+xml"/><author><![CDATA[Voice TV]]></author><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 10:40:21 GMT</pubDate><language><![CDATA[th]]></language><ttl>60</ttl><item><title><![CDATA['รมว.นิกร' ส่ง ทีม พม. น่าน เร่งลงพื้นที่ ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางประสบภัยน้ำท่วม จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8xNmI5NjMwMTc4MjRiZmYwMjQxNmZiMTM5NGQ1ZWJiMy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดน่าน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอปัว อำเภอภูเพียง และอำเภอสันติสุข ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนในวงกว้าง ทั้งนี้ ตนมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ ที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วทันสถานการณ์ ซึ่งตนได้กำชับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่าน พร้อมทีม พม.จังหวัดน่าน เร่งลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจังหวัดน่าน และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน เพื่อเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผู้ประสบภัยให้ออกมาจากพื้นที่น้ำท่วมอย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทีม พม. จังหวัดน่าน เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ของจังหวัดน่านอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือการอพยพกลุ่มเปราะบางอย่างทันท่วงที เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ อีกทั้งให้จัดเตรียมแผนการช่วยเหลือฟื้นฟูกลุ่มเปราะบางและประชาชนผู้ประสบภัยตามภารกิจของกระทรวง พม. ในระยะยาว หลังน้ำลดอีกด้วย</p><p>นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ทางจังหวัดน่าน ได้มอบหมาย ทีม พม. จังหวัดน่าน ประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ต่าง ๆ  โดยพื้นที่อำเภอปัว ทีม พม.จังหวัดน่าน ได้ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้อพยพ รวมจำนวน  135 ราย แบ่งเป็นเด็ก 29 ราย ผู้สูงอายุ 46 ราย ผู้ใหญ่และวัยแรงงาน 60 ราย ซึ่งขณะนี้ ระดับน้ำท่วมได้ลดลงแล้ว ทำให้ผู้อพยพย้ายกลับเข้าบ้าน เพื่อทำความสะอาดบ้านและจัดเก็บสิ่งของที่เสียหาย และพื้นที่อำเภอเมืองน่าน ได้เตรียมตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่วัดป่านันทบุรี อำเภอเมืองน่าน (โครงการพลังวัด) เพื่อรองรับผู้อพยพเพิ่มเติม และเตรียมถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในโครงการพลังวัด เพื่อส่งมอบให้กับพื้นที่อำเภอปัวต่อไป ทั้งนี้ ทีม พม.จังหวัดน่าน จะเร่งดำเนินการสำรวจกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบรุนแรง พร้อมเตรียมพิจารณาเงินสงเคราะห์สำหรับกลุ่มเปราะบางและถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า </p><p>สำหรับกรณีพบชายป่วยติดเตียงเสียชีวิตภายในบ้านนั้น ในนามกระทรวง พม. ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และทางทีม พม. จังหวัดน่าน ได้เร่งลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวผู้เสียชีวิตเพื่อให้กำลังใจ พร้อมพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิสวัสดิการสังคมตามภารกิจกระทรวง พม. โดยด่วน</p><p>หากกลุ่มเปราะบางและประชาชนต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ขอให้ติดต่อศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวง พม. ผ่านสายด่วน พม. โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/4dZoXIeJl</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/4dZoXIeJl</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 19 Aug 2026 08:48:44 +0000</updated><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 08:39:22 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8xNmI5NjMwMTc4MjRiZmYwMjQxNmZiMTM5NGQ1ZWJiMy5wbmc=</url><description>นิกร โสมกลาง รมว.พม. ส่ง ทีม พม. น่าน เร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางประสบภัยน้ำป่าหลากท่วม อำเภอปัว ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้อพยพ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[กทม. ปูพรมตรวจสอบเชิงลึก ย้ายเข้าทะเบียนราษฎร สวมสิทธิ์บัตรชมพู ขีดเส้น 50 เขต ต้องรายงานผลเร็วสุด ห้ามเกิน 1 ก.ย. นี้]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC80ZTA1OGZhOTZiYzI4ZjQwZmUzNjE2ZWNkYjJjNTJkZC5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 19 สิงหาคม 2569 พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรียกผู้บริหารสำนักงานปกครองและทะเบียน พร้อมด้วยผู้ที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E. – Special Agent) รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569 เข้าร่วมประชุมด่วน ณ ห้องประชุมสำนักงานปกครองและทะเบียน ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร และประชุมผ่านระบบทางไกล (ออนไลน์) เพื่อกำชับให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร กรณีรายการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 โดยมิชอบ ซึ่งนับเป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” เมื่อวานนี้&nbsp;&nbsp;</p><p>ที่ปรึกษาฯ อดิศร์ ได้กำชับให้สำนักงานปกครองและทะเบียน ทั้ง 50 เขต เร่งดำเนินการเชิงรุก ตามข้อสั่งการของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยให้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 ให้ชัดเจน เพราะในบางพื้นที่ มีการย้ายเข้าในจำนวนที่มากผิดปกติ และให้รายงานตัวเลขที่มีการย้ายเข้าผิดปกตินั้นกลับมาโดยเร็วที่สุดในทุกวัน</p><p>ทั้งนี้ ล่าสุด จากการตรวจสอบการแจ้งย้ายเข้าในส่วนของสำนักงานเขตดินแดง พบว่ามีการย้ายเข้าบ้านที่มีจำนวนมากผิดปกติ โดยเฉพาะมีการย้ายเข้ามากกว่า 16 คนต่อ 1 หลัง ซึ่งจากรายงานยอดการทำบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทยในพื้นที่เขตดินแดง ย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 – 2569 พบว่ามีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกรณีต้องสงสัยดังกล่าว จำนวน 3,228 ราย ซึ่งจะมีการเร่งตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมโดยเร็ว</p><p>ที่ปรึกษาฯ อดิศร์ ย้ำว่า ทั้ง 50 เขต ต้องเร่งตรวจสอบทันที และให้เจ้าหน้าที่ที่ได้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน เข้าไปมีส่วนสำคัญในการร่วมตรวจสอบด้วย เพื่อให้มีความรอบคอบมากที่สุด จากนั้น ทุกเขตต้องส่งข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่เกินวันที่ 1 กันยายนนี้ เพื่อที่กรุงเทพมหานครจะนำข้อมูลดังกล่าวประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อขยายผลเกี่ยวกับการออกบัตรสีชมพูต่อไป&nbsp;</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/UBLCwbSWN</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/UBLCwbSWN</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 19 Aug 2026 08:20:59 +0000</updated><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 08:16:17 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC80ZTA1OGZhOTZiYzI4ZjQwZmUzNjE2ZWNkYjJjNTJkZC5wbmc=</url><description>กทม. ปูพรมตรวจสอบเชิงลึก ย้ายเข้าทะเบียนราษฎร สวมสิทธิ์บัตรชมพู ขีดเส้น 50 เขต ต้องรายงานผลเร็วที่สุด ห้ามเกิน 1 ก.ย. นี้</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รมว.ประเสริฐ สั่งด่วนทุกหน่วยงานระดมช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม อาชีวะเตรียม Fix it Center–ครัวอาชีวะ บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC84NTI4MzMyNTc0MjA5MTBhMTI1NjE5NmJjYWI0ZTA1ZS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งการกลางที่ประชุมผู้บริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ ให้ทุกหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดเร่งสำรวจความเสียหายและผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมระดมกำลังช่วยเหลือนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน</p><p>รมว.ศธ. กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร ตลอดจนเตรียมสถานศึกษาและพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการเป็นศูนย์พักพิงหรือจุดให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม พร้อมรายงานสถานการณ์และความต้องการเร่งด่วนมายังส่วนกลาง เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง</p><p>ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเตรียมจัดตั้ง ศูนย์ Fix it Center นำครูและนักเรียน นักศึกษาอาชีวะลงพื้นที่ให้บริการตรวจซ่อมอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานพาหนะที่ได้รับความเสียหาย พร้อมจัดตั้ง ครัวอาชีวะ ประกอบอาหารและน้ำดื่มเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย</p><p>นอกจากนี้ รมว.ศธ. ได้มอบหมายให้ผู้บริหารและบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่กับคณะรองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อสำรวจปัญหา รับฟังความต้องการ และเร่งประสานความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง</p><p><strong>“ทุกหน่วยงานต้องลงมือช่วยเหลือทันที ดูแลความปลอดภัยและบรรเทาความเดือดร้อนของนักเรียน ครู บุคลากร และประชาชนให้ได้มากที่สุด กระทรวงศึกษาธิการพร้อมใช้ทุกกำลังและทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อยืนเคียงข้างประชาชนในสถานการณ์ครั้งนี้” </strong>รมว.ศธ. กล่าว</p><p>ที่มา : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/BadjbxsIR</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/BadjbxsIR</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 19 Aug 2026 08:16:16 +0000</updated><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 08:06:28 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC84NTI4MzMyNTc0MjA5MTBhMTI1NjE5NmJjYWI0ZTA1ZS5wbmc=</url><description>&apos;ประเสริฐ จันทรรวงทอง&apos; รมว.ศธ. สั่งด่วนทุกหน่วยงานระดมช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม อาชีวะเตรียม Fix it Center–ครัวอาชีวะ บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รมว.ศธ. ชื่นชมเด็กอาชีวะ 'KTC ไดโนโรบอท' แชมป์หุ่นยนต์ระดับประเทศ เตรียมลุยศึก ABU Robocon 2026 ที่ฮ่องกง]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9iZTA1ZjNjYWMxNzlhZTM2ODFiNzk2MGU1NGI3YTkzMC5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีกับทีม "KTC ไดโนโรบอท" (KTC Dino Robot) จากวิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ ในโอกาสคว้าแชมป์การแข่งขันหุ่นยนต์ระดับประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ รายการ ABU Asia-Pacific Robot Contest 2026 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ระหว่างวันที่ 21 -26 สิงหาคม 2569 ซึ่งเวทีนี้มีตัวแทนจาก 17 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วม และจะมีการถ่ายทอดสดให้รับชมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก</p><p>รมว.ศธ. กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เยาวชนจากส่วนภูมิภาคมีศักยภาพและความรู้ทัดเทียมระดับสากล ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน STEM และทักษะแห่งอนาคต ที่สำคัญ ผลงานของน้องๆ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ในสนามแข่งขัน แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดเพื่อใช้งานในระบบโลจิสติกส์ คลังสินค้า และการขนส่งในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม</p><p>ทั้งนี้ รมว.ศธ. ได้ฝากข้อคิดสำคัญ 3 ประการ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทีมตัวแทนประเทศไทย ได้แก่ การทุ่มเทความสามารถและทำผลงานให้ดีที่สุด การให้ความสำคัญกับความสามัคคีและการทำงานเป็นทีม และการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อนำมาพัฒนาองค์ความรู้ในอนาคต โดยกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะการก้าวสู่เวทีนานาชาติคือการสร้างชื่อเสียงในฐานะตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ</p><p>"ผมขอขอบคุณคณะครู ผู้บริหารวิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ และผู้บริหารของ สอศ. ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างทรัพยากรมนุษย์อย่างมาก และขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ มุ่งมั่นทำผลงานในครั้งนี้ให้ดีที่สุด และคว้าชัยชนะกลับมาฝากคนไทยทุกคน" รมว.ศธ. กล่าว</p><p>ด้าน นายลำปางเพ็ชร์ พันธ์เพชร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ กล่าวเสริมว่า ทีม KTC Dino Robot (Kalasin Technical College) ได้ผ่านการแข่งขันคัดเลือกระดับประเทศสุดเข้มข้น โดยสามารถเอาชนะตัวแทนจากทั้งฝั่งสถาบันอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา จนได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของประเทศไทยไปแข่งขันที่ฮ่องกงในครั้งนี้</p><p>ในขณะที่ตัวแทนทีมนักเรียน KTC Dino Robot ยืนยันถึงความพร้อมเต็มร้อยสำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติ โดยระบุว่าทีมได้เตรียมตัวมาอย่างเข้มข้น ทั้งในเรื่องของการศึกษาสนาม การพัฒนาระบบโปรแกรม และการปรับปรุงโครงสร้างหุ่นยนต์ ทุกคนในทีมมีความมั่นใจและมุ่งมั่นที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด เพื่อคว้าชัยชนะและนำความภาคภูมิใจกลับมาสู่ประเทศไทย</p><p>พิชญ์พิศุทธ์ ทิมวัฒน์ : สรุป</p><p>นวรัตน์ รามสูต : เรียบเรียง</p><p>ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี : ถ่ายภาพ/กราฟิก</p><p>กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/F2CqrZmRu</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/F2CqrZmRu</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 19 Aug 2026 07:41:23 +0000</updated><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 07:35:25 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9iZTA1ZjNjYWMxNzlhZTM2ODFiNzk2MGU1NGI3YTkzMC5wbmc=</url><description>ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. ชื่นชมเด็กอาชีวะ &apos;KTC ไดโนโรบอท&apos; แชมป์หุ่นยนต์ระดับประเทศ เตรียมลุยศึก ABU Robocon 2026 ที่ฮ่องกง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[สืบ ตม.3 ขยายผลทลายเครือข่าย ‘พ่อทิพย์’ 2 ครอบครัว ดำเนินคดีสวมสิทธิทะเบียนราษฎร–เอกสารราชการเท็จ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC80ZGQxMGU1NGNmYTdjMWVjOWQ5OGRhZjFhZTAyZmU0ZS5wbmc=/640/330" /></p><p>ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้กำหนดกรอบแนวทางการปฏิบัติราชการภายใต้แนวคิด “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือในการปราบปรามขบวนการทุจริตทะเบียนราษฎรและการสวมสิทธิ ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศและระบบทะเบียนราษฎรของไทยอย่างร้ายแรง</p><p>สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. , พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) ได้กำชับให้ทุกหน่วยเร่งรัดสืบสวน ขยายผลและดำเนินคดีกับขบวนการที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากระบบทะเบียนราษฎร รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการอำพรางสถานะบุคคลและการสวมสิทธิในรูปแบบต่าง ๆ อย่างจริงจัง</p><p>สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์  ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ได้กำชับและมอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดเร่งรัดสืบสวนปราบปรามบุคคลต่างด้าวที่มีพฤติการณ์กระทำผิดกฎหมาย รวมถึงขบวนการที่ใช้ช่องทางด้านทะเบียนราษฎรเพื่ออำพรางสถานะหรือแสวงหาสิทธิประโยชน์โดยมิชอบ พร้อมให้บูรณาการข้อมูลและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ</p><p>พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 เปิดเผยว่า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ, พ.ต.อ.เดโช โสสุวรรณากุล และ พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รอง ผบก.ตม. 3 ได้ขานรับนโยบายและสั่งการให้ กก.สส.บก.ตม.3 ระดมกำลังสืบสวนตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่อาจมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อทางราชการ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์โดยมิชอบ</p><p>จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.ปิติพัฒน์ ศรีธนาอภินันท์ รอง ผกก.สส.บก.ตม.3 , พ.ต.ท.ศตวรรษ ศรีรัตนพงศ์ สว.(สอบสวน) กก.สส.บก.ตม.3 และ พ.ต.ท.จตุโชค เพชรคง สว.กก.สส.บก.ตม.3 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ พบข้อมูลพฤติการณ์น่าสงสัยของบุคคลต่างด้าว น.ส.หวง (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี สัญชาติจีน ที่ยื่นคำขออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวโดยอ้างเหตุ “อุปการะบุตรสัญชาติไทย” และจากการตรวจสอบพบเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ยื่นคำขอกับบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งมีชื่อเป็นบิดาของเด็กตามสูติบัตร จึงได้ดำเนินการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง</p><p>ต่อมา(เมื่อวันที่ 14 ก.ค.69) เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ทำการสืบสวนขยายผล ลงพื้นที่ตรวจสอบพยานบุคคลและจัดเก็บสารพันธุกรรม (DNA) ระหว่าง บิดามารดาและบุตร พบว่า น.ส.หวงฯ ได้ให้การรับสารภาพว่า บุตรสาวทั้งสองคน มิใช่บุตรของ นายประดิษฐ์ (นามสมมติ) อายุ 53 ปี สัญชาติไทย แต่เป็นบุตรของ นายเย่วหลง (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี สัญชาติจีน และมีการแจ้งเกิด ณ สำนักงานอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี</p><p>เมื่อตรวจสอบข้อมูลบุคคลของ นายประดิษฐ์ฯ พบว่า มี บุตรทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วยบุตร  ที่เกิดจากภรรยาชาวไทย 3 คน บุตรที่เกิดจาก น.ส.หวงฯ สัญชาติจีน 2 คน และบุตรที่เกิดจาก น.ส.หวัง (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี สัญชาติจีน อีก 1 คน อันเชื่อได้ว่ามีพฤติการณ์ต้องสงสัยร่วมกันอำพรางการแจ้งเกิดบุคคลต่างด้าวให้เป็นสัญชาติไทย โดยผิดกฎหมาย จึงได้รวบรวมข้อมูลบุคคลต่างด้าวขึ้นข้อมูล (Watchlist) สำหรับเฝ้าระวังติดตามเป็นพิเศษ</p><p>ต่อมา (เมื่อวันที่ 24 ก.ค.69) เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้รับแจ้งจาก ฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองขาออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พบว่ามีบุคคลเฝ้าระวัง ได้แก่ น.ส.หวัง (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี   สัญชาติจีน และ นายจู (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี สัญชาติจีน พร้อมบุตรชาย กำลังเดินทางออกจากราชอาณาจักร เพื่อเดินทางไปยังประเทศออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน จึงได้ขอเชิญตัว เพื่อมาทำการสอบสวนพิสูจน์ข้อเท็จจริงและจัดเก็บสารพันธุกรรม (DNA) </p><p>จากการสอบสวน น.ส.หวังฯ ให้การรับสารภาพว่า บุตรของตนมิใช่บุตรของ นายประดิษฐ์ฯ หากแต่เป็นบุตรที่แท้จริง ของ นายจูฯ และได้แจ้งเกิด ณ สำนักงานเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.หวังฯ ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางชัน ในความผิดฐาน “ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน , ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และร่วมกันกระทำการเพื่อให้มีการแจ้งเกิดโดยมิชอบ”</p><p>จากนั้น (เมื่อวันที่ 4 ส.ค.69) พนักงานสอบสวน กก.สส.บก.ตม.3 ได้เรียก น.ส.หวงฯ และ  นายเย่วหลงฯ มารับทราบข้อกล่าวหาในความผิดฐาน “ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน , ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ , ใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และร่วมกันกระทำการเพื่อให้มีการแจ้งเกิดโดยมิชอบ”</p><p>พ.ต.อ.สุริยะ ฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากการสืบสวนสอบสวนและขยายผลดังกล่าว ปัจจุบันมีผู้ถูกดำเนินคดีรวม 4 ราย ประกอบด้วย บุคคลสัญชาติจีน 3 ราย และ บุคคลสัญชาติไทย 1 ราย โดยพฤติการณ์ที่ตรวจสอบพบมีความเชื่อมโยงกันเป็น 2 ครอบครัว และเกี่ยวข้องกับการแจ้งเกิดบุคคลต่างด้าวโดยมิชอบ รวมถึงการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการขอรับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย</p><p>ซึ่งล่าสุด(เมื่อวันที่ 18 ส.ค.69) นายประดิษฐ์ฯ ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน ตามหมายเรียกผู้ต้องหา ครั้งที่ 2 และได้แจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน “ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน , ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และร่วมกันกระทำการเพื่อให้มีการแจ้งเกิดโดยมิชอบ” </p><p>โดย นายประดิษฐ์ฯ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าว ภายหลังการแจ้งข้อกล่าวหา ได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายและปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราว พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนสรุปสำนวนเสนอพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป</p><p>กองกำกับการสืบสวนสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 เดินหน้าสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจสอบผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว รวมถึงพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันการนำระบบทะเบียนราษฎรมาใช้เป็นช่องทางในการสวมสิทธิหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ พร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายตามพยานหลักฐานอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความถูกต้องของระบบทะเบียนราษฎรและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ </p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/R7iVP8O4O</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/R7iVP8O4O</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 19 Aug 2026 07:43:10 +0000</updated><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 07:31:29 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC80ZGQxMGU1NGNmYTdjMWVjOWQ5OGRhZjFhZTAyZmU0ZS5wbmc=</url><description>กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ขยายผลทลายเครือข่าย ‘พ่อทิพย์’ 2 ครอบครัว ดำเนินคดีสวมสิทธิทะเบียนราษฎร–เอกสารราชการเท็จ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน' นำทัพขับเคลื่อน AI พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ชวนทุกภาคส่วนสร้าง 'เศรษฐกิจอัจฉริยะ' ที่ไทยเป็นเจ้าของและบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81NjI2NmY4YzM0OGUxMWM5MWI2ZDk5NjA0MzI0MGVmYi5wbmc=/640/330" /></p><p>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา ”AI กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ“ พร้อมปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ทิศทางการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย” จัดโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมกับ สำนักข่าวบางกอกทูเดย์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 โดยมี นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยฯ  ศ.ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา เข้าร่วม  ณ หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การมาถึงของเทคโนโลยี AI ไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่คือตัวแปรสำคัญที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลก หลายคนอาจตั้งคำถามหรือเกิดความกังวลว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะเข้ามาทำลายล้าง (Disrupt) สิ่งที่เรามีอยู่เดิมหรือไม่ โดยเฉพาะฝั่งฮาร์ดแวร์หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เราคุ้นเคย ความจริงก็คือ หากเรามองย้อนกลับไปที่ "หลักการพื้นฐาน" (First Principles) AI จะไม่สามารถขับเคลื่อนได้เลยหากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ และปัจจัยพื้นฐานที่สุดอย่าง "พลังงาน" ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่จุดจบของอุตสาหกรรมเดิม แต่คือจุดเริ่มต้นและโอกาสทองในการต่อยอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม และผลักดันให้เกิดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) ที่ทรงพลังกว่าเดิม</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า เราต้องกล้ามองข้ามขีดจำกัดเดิม และตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการเปลี่ยน "วิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นความมั่งคั่ง" (Science to Wealth) ประเทศไทยมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่มากมายและสามารถเป็นได้มากกว่าฐานการผลิตทั่วไป เราสามารถประยุกต์ใช้ AI ในมิติที่ลึกซึ้งเพื่อสร้างมูลค่ามหาศาลได้ ตั้งแต่การพัฒนา Medical AI เพื่อยกระดับสาธารณสุขและการแพทย์แม่นยำ การใช้ Precision Agriculture หรือเกษตรแม่นยำ ที่นำ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลดินและสภาพอากาศเพื่อปฏิวัติวงการเกษตรกรรม ไปจนถึงงานวิจัยขั้นสูงอย่างจีโนมิกส์ (Genomics) และชีววิทยาการสังเคราะห์ (Synthetic Biology) การมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเป้าหมายเหล่านี้ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และทำให้เราเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้ตาม" หรือ "ผู้ใช้งาน" ไปสู่การเป็น "ผู้นำ" ในบางอุตสาหกรรมบนเวทีโลก</p><p>นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่จะไม่มีทางเติบโตได้เลย หากประเทศของเราขาด "ระบบนิเวศ" (Ecosystem) ที่พร้อมสนับสนุนอย่างครบวงจร ความท้าทายที่สำคัญคือ สตาร์ทอัพและนักวิจัยไทยที่มีไอเดียระดับโลกมักต้องเผชิญกับทางตันในเรื่องของแหล่งเงินทุน การจะพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงไม่สามารถพึ่งพาสินเชื่อธนาคารแบบดั้งเดิมได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยกลไกการลงทุนแบบ Venture Capital (VC) ที่พร้อมรับความเสี่ยงและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการกล้าคิดกล้าทำ นอกจากนี้ เรายังต้องเร่งปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการทดสอบ เช่น การพัฒนา Organoids (อวัยวะจำลองขนาดเล็ก) เพื่อลดเวลาและต้นทุนในการใช้สัตว์ทดลอง หากเราไม่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เราก็อาจสูญเสียคนเก่งและนวัตกรรมดีๆ ให้กับต่างชาติไปอย่างน่าเสียดาย</p><p>“ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญที่สุดที่เราต้องตระหนักคือเรื่องของ "อธิปไตยทางเทคโนโลยี" (AI Sovereignty) หากเราปล่อยให้ประเทศพึ่งพาเพียงแค่ Foundation Model หรือโครงสร้างพื้นฐานทาง AI ของต่างชาติ เราจะสูญเสียเอกราชในการบริหารจัดการข้อมูลและไม่สามารถพัฒนา AI ที่เข้าใจบริบทหรือรากฐานวัฒนธรรมของไทยได้อย่างแท้จริง ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และนักพัฒนา ต้องร่วมมือกันสร้างโมเดลเศรษฐกิจอัจฉริยะ (Intelligence Economy) ที่เรามีสิทธิ์เป็นเจ้าของและบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ และส่งต่อความแข็งแกร่งนี้ให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว</p><p>ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ ศ.ดร.ยศชนัน พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์วิจัยนวัตกรรมขั้นสูงของ มจพ. ประกอบด้วย อุทยานเทคโนโลยี มจพ. (KMUTNB Techno Park) ซึ่งรวมถึงศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ศูนย์ปฏิบัติการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ตลอดจนศูนย์ปฏิบัติต่างๆ ด้านยานยนต์สมัยใหม่และระบบราง พร้อมทั้งเข้าชมห้องปฏิบัติการศูนย์ความเป็นเลิศฯ ณ สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส (TFII) และห้องปฏิบัติการกลาง Central Lab ณ สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STRI) เพื่อติดตามความพร้อมในการพัฒนากำลังคนและงานวิจัยรองรับเศรษฐกิจยุค AI</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8wZDQ0MWY2YzA2NjM1NTM1MzkyOWNkNTEyYThkNjljZC5qcGc=" alt="ยศชนัน เทคโนโลยี AI"><p>ที่มา  : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/LTNVQY9Dj</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/LTNVQY9Dj</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 19 Aug 2026 06:21:40 +0000</updated><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 06:11:44 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81NjI2NmY4YzM0OGUxMWM5MWI2ZDk5NjA0MzI0MGVmYi5wbmc=</url><description>&apos;ยศชนัน&apos; นำทัพขับเคลื่อน AI พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ชวนทุกภาคส่วนสร้าง &apos;เศรษฐกิจอัจฉริยะ&apos; ที่ไทยเป็นเจ้าของและบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน' ลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมน่าน ทันทีหลังเสร็จภารกิจที่สุราษฎร์ธานี เร่งประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกมิติ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC83NTRjZTg5YmJmNTUwNjAzOTgzMWFlNjg3NjAwZWYyOC5wbmc=/640/330" /></p><p>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม&nbsp;(อว) ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (19 สิงหาคม 2569) เมื่อเวลา 12.53 น. ว่า จบภารกิจที่ จ.สุราษฎร์ธานี ผมเดินทางลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.น่าน ทันทีครับ</p><p>เพื่อความรวดเร็วและครอบคลุมในการดูแลพี่น้องประชาชน เราได้ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ครับ</p><p>1.ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด และ ปภ. เร่งดูแลความปลอดภัยและให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ</p><p>2.ประสานกระทรวง พม. จัดการข้อมูลกลุ่มเปราะบางและเตรียมศูนย์พักพิงให้พร้อม</p><p>3.กระทรวง อว. ให้สถานศึกษาในสังกัด เตรียมกำลังคน ทรัพยากร และพื้นที่สำหรับเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว</p><p>4. ประสานกรมชลประทาน เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และ เครื่องจักรขนย้ายสิ่งกีดขว้างบริเวณสะพาน </p><p>ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกท่าน เราจะทำงานอย่างเต็มที่และผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันครับ</p><div class="facebook" ></div><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/bBfpkCqGR</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/bBfpkCqGR</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 19 Aug 2026 05:45:11 +0000</updated><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 05:27:24 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC83NTRjZTg5YmJmNTUwNjAzOTgzMWFlNjg3NjAwZWYyOC5wbmc=</url><description>&apos;ยศชนัน&apos; บินด่วนลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วม จ. น่าน ทันที หลังเสร็จภารกิจที่ จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมเร่งประสานงานบูรณาการทุกภาคส่วนช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกมิติ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ดร.ประเสริฐ' กมธ.อว. ชี้เข้า OECD ต้อง 'ปฏิรูปประเทศ' เสนอ 5 วาระยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรม–วางไทยเป็นสะพาน ASEAN–OECD]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9kY2Q3ZTU4MjkxZDU2NjRjMTI4MTFiMGVhNTZjYWUyNS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการ “OECD 101: เส้นทางของประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD” ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-1 อาคารรัฐสภา โดยเสนอให้ประเทศไทยใช้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เป็น “คานงัดเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบราชการ และระบบนิเวศวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ มิใช่มุ่งเพียงให้ผ่านการประเมินหรือได้รับสถานะสมาชิกเท่านั้น</p><p><strong>[จาก “สมาชิกภาพ” สู่ “ขีดความสามารถของประเทศ”]</strong></p><p>ดร.ประเสริฐกล่าวว่า กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงนโยบายต่างประเทศหรือเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือของประเทศ แต่เป็นกระบวนการทบทวน “ขีดความสามารถของประเทศไทย” อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่คุณภาพกฎหมาย การแข่งขันทางเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล การศึกษา ทักษะแรงงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปจนถึงดิจิทัล สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเชิงพื้นที่</p><p>ตัวชี้วัดความสำเร็จจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะได้เป็นสมาชิกในปีใด แต่ต้องพิจารณาว่า ระหว่างทางประเทศไทยได้กฎหมายที่ดีขึ้น มีภาครัฐที่โปร่งใสและทำงานได้จริง มีเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ และสามารถนำงานวิจัย เทคโนโลยี และคนเก่งไปสร้างผลิตภาพรวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนได้มากขึ้นเพียงใด หากได้สมาชิกภาพโดยโครงสร้างภายในยังเหมือนเดิม ประโยชน์ที่ได้รับก็จะจำกัด</p><p><strong>[โจทย์ของไทยไม่ใช่เพียงการสร้างงานวิจัย แต่ต้องเร่งเปลี่ยนความรู้เป็นผลิตภาพ]</strong></p><p>ข้อมูลจาก OECD Economic Survey: Thailand 2025 สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน โดยผลิตภาพแรงงานไทยในช่วงปี 2558–2566 ขยายตัวเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.1 ลดลงจากร้อยละ 4.8 ในช่วงปี 2553–2558 ขณะที่ผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิตแทบไม่เติบโต สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถดูดซับและกระจายประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เต็มศักยภาพ</p><p>ขณะเดียวกัน ดัชนีกฎระเบียบตลาดสินค้าของ OECD ระบุว่าไทยมีคะแนนความเข้มงวดของกฎระเบียบ 2.4 สูงเป็นอันดับ 4 จาก 47 ประเทศที่ได้รับการประเมิน เทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศสมาชิก OECD ที่ 1.3 กฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน การแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์ และข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดจึงไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนทางธุรกิจ แต่เป็น “กำแพงกั้นนวัตกรรม” ซึ่งลดแรงจูงใจของผู้ประกอบการในการลงทุน พัฒนาเทคโนโลยี และขยายกิจการ</p><p>“ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัย นักวิจัย และการลงทุนด้านการวิจัยที่สร้างจุดแข็งในหลายสาขา แต่ช่องว่างสำคัญยังอยู่ที่กลไกเชื่อมองค์ความรู้กับผู้ประกอบการ เงินทุน ตลาด มาตรฐาน และความต้องการของพื้นที่ การปฏิรูประบบนวัตกรรมจึงต้องก้าวพ้นการวัดเพียงจำนวนโครงการวิจัยหรือสิทธิบัตร ไปสู่การประเมินว่าความรู้ถูกนำไปเพิ่มผลิตภาพ สร้างธุรกิจใหม่ ยกระดับ SMEs และแก้ปัญหาสาธารณะได้จริงเพียงใด” ดร.ประเสริฐกล่าว</p><p><strong>[เสนอ 5 วาระใช้ OECD ปฏิรูประบบนิเวศนวัตกรรมไทย]</strong></p><p><strong>1. จัดทำ “Thailand–OECD Reform and Innovation Dashboard”</strong></p><p>ควรจัดทำแผนที่เชื่อมโยงข้อเสนอของคณะกรรมการ OECD ทั้ง 26 คณะเข้ากับกฎหมาย หน่วยงาน งบประมาณ และตัวชี้วัดผลลัพธ์ของไทย พร้อมเปิดเผยความก้าวหน้าต่อรัฐสภาและสาธารณชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้การดำเนินงานแยกส่วนตามกระทรวง และทำให้การเข้า OECD เป็นวาระปฏิรูปที่ตรวจสอบได้</p><p><strong>2. เปลี่ยนการบริหาร อววน. จาก “โครงการรายหน่วยงาน” สู่ “ภารกิจระดับประเทศ”</strong></p><p>งบประมาณวิจัยและนวัตกรรมควรเชื่อมกับภารกิจสำคัญ เช่น การเพิ่มผลิตภาพ SMEs การรับมือสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว และการประยุกต์ใช้ AI อย่างรับผิดชอบ โดยกำหนดผลลัพธ์ร่วมระหว่างหลายกระทรวง ใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างตลาดนวัตกรรม และเปิดพื้นที่ทดลองนโยบายหรือ Regulatory Sandbox ที่มีระบบประเมินผลชัดเจน</p><p><strong>3. สร้างระบบ “วิจัย–ทดสอบ–รับรอง–ลงทุน–ขยายตลาด” ที่ต่อเนื่อง</strong></p><p>มหาวิทยาลัยควรได้รับการยกระดับให้เป็นศูนย์กลางระบบนิเวศนวัตกรรมของภูมิภาค เชื่อมงานวิจัยกับ SMEs สตาร์ตอัป โรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนักลงทุน พร้อมพัฒนากลไกสนับสนุนตั้งแต่การพิสูจน์แนวคิด ห้องปฏิบัติการและโครงสร้างพื้นฐานวิจัย การทดสอบและรับรองมาตรฐาน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงเงินทุนสำหรับธุรกิจระยะขยายตัว</p><p>แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของ OECD ที่ให้ไทยพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเคลื่อนย้ายบุคลากรทักษะสูง การจัดตั้งบริษัทจากงานวิจัย ตลอดจนระบบนวัตกรรมเชิงพื้นที่ที่ออกแบบตามศักยภาพและปัญหาเฉพาะของแต่ละภูมิภาค</p><p><strong>4. เปลี่ยนจากการดึงดูด FDI ด้วยสิทธิภาษี ไปสู่ “การลงทุนที่สร้างความรู้และความสามารถภายในประเทศ”</strong></p><p>ภายใต้กติกาภาษีขั้นต่ำโลกและการแข่งขันด้านการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ไทยไม่สามารถพึ่งพาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเครื่องมือหลักได้อีกต่อไป จึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพกำลังคน โครงสร้างพื้นฐานวิจัย กฎระเบียบที่คาดการณ์ได้ และการเชื่อมบริษัทข้ามชาติกับผู้ผลิต นักวิจัย และ SMEs ไทย เพื่อให้การลงทุนต่างประเทศนำมาซึ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน และการสร้างงานทักษะสูง ไม่ใช่เพียงตัวเลขเงินลงทุน</p><p><strong>5. ใช้ “การทูตวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม” วางบทบาทไทยเป็นสะพาน ASEAN–OECD</strong></p><p>ประเทศไทยและอินโดนีเซียเป็นสองประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เข้าสู่กระบวนการภาคยานุวัติ OECD ไทยจึงมีโอกาสทำหน้าที่เชื่อมองค์ความรู้ มาตรฐาน และเครือข่ายนโยบายระหว่าง OECD กับอาเซียน โดยเฉพาะความร่วมมือด้าน AI และธรรมาภิบาลข้อมูล เทคโนโลยีสีเขียว สาธารณสุข ความมั่นคงทางอาหาร การเคลื่อนย้ายนักวิจัย และความมั่นคงของระบบวิทยาศาสตร์</p><p>การเข้าร่วม OECD จึงไม่ควรถูกตีความว่าไทยต้องเลือกข้างทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการดำเนิน “การทูตเชิงกติกา” และการทูตเศรษฐกิจที่ยึดผลประโยชน์แห่งชาติ ทำให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในการร่วมออกแบบมาตรฐานสากล แทนการเป็นเพียงผู้รับกติกาที่ผู้อื่นกำหนด</p><p>ดร.ประเสริฐ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “หน้าที่ของเรามิใช่เพียงแปลมาตรฐาน OECD ให้เป็นภาษาไทย แต่ต้องแปรมาตรฐานเหล่านั้นให้เป็นผลิตภาพทางเศรษฐกิจและบริการสาธารณะที่ประชาชนสัมผัสได้ การเข้า OECD จึงจะเป็นการปฏิรูปที่มีประชาชนเป็นปลายทาง ไม่ใช่การทำเอกสารให้ครบตามรายการ&nbsp;</p><p>เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุดของการเข้า OECD คือการสร้าง“ภาครัฐที่เรียนรู้และปรับตัวได้” สามารถใช้ข้อมูล หลักฐานทางวิชาการ และความร่วมมือระหว่างประเทศมาพัฒนานโยบายอย่างต่อเนื่อง หากประเทศไทยใช้กระบวนการนี้อย่างมียุทธศาสตร์ OECD จะไม่ใช่เพียงปลายทางของนโยบายต่างประเทศ แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับขีดความสามารถประเทศในระยะยาว</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC85ZTJiNGU2OWQ2MGMwYTg5OGJlNjA2MzlhZmNhMDk0MC5qcGc=" alt="สัมมนาทางวิชาการ OECD 101"><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC83YTlhMWU2ODE3YWM3YTQ0OGYyYWNjMWMzOTI5YzFmZS5qcGc=" alt="สัมมนาทางวิชาการ OECD 101"><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC82ZDExZDM3YmY1ZjczYWI3OGI2ZmFlNGYxNzc5NzMzYS5qcGc=" alt="สัมมนาทางวิชาการ OECD 101"><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/pgyIlm0vo</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/pgyIlm0vo</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 19 Aug 2026 05:53:28 +0000</updated><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 05:14:59 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9kY2Q3ZTU4MjkxZDU2NjRjMTI4MTFiMGVhNTZjYWUyNS5wbmc=</url><description>&apos;ดร.ประเสริฐ&apos; กมธ.อว. ชี้เข้า OECD ต้อง &apos;ปฏิรูปประเทศ&apos; เสนอ 5 วาระยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรม–วางไทยเป็นสะพาน ASEAN–OECD ย้ำรัฐสภาควรใช้โรดแมป OECD จัดระเบียบกฎหมาย งบประมาณ และกลไก อววน. เชื่อมมหาวิทยาลัย–ภาคธุรกิจ–พื้นที่ ดึงการลงทุนคุณภาพและเทคโนโลยีเข้าสู่เศรษฐกิจจริง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ศธ. เปิดมิติใหม่รับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ทำ 'ภาษามือครบทุกมาตรา' พร้อมเสียงบรรยาย แสดงความเห็นโดยไม่ต้องระบุตัวตน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9kZDA4NTVmZDFlODY0NTI2Y2UyNGY5MDhhZGExMTRkNC5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ของการมีส่วนร่วมในการจัดทำกฎหมายการศึกษา เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ด้วยรูปแบบที่ออกแบบให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเนื้อหาและร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้พิการทางการได้ยินและผู้พิการทางการมองเห็น ถือเป็น ครั้งแรกที่มีการจัดทำร่างกฎหมายฉบับภาษามือครบทุกมาตรา พร้อมเสียงบรรยาย และช่องทางแสดงความคิดเห็นที่คำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม</p><p><strong>“กฎหมายการศึกษาคือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของคนไทยทุกคน ดังนั้น การรับฟังความคิดเห็นก็ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าคนนั้นจะสื่อสารด้วยเสียงหรือภาษามือ ทุกความคิดเห็นควรมีพื้นที่อยู่ในกระบวนการออกแบบอนาคตการศึกษาไทย” </strong>ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว</p><p>สำหรับการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดทำ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในรูปแบบภาษามือ แปลครบทุกมาตรา เพื่อให้ผู้ใช้ภาษามือสามารถรับชมวิดีโอและทำความเข้าใจเนื้อหาของร่างกฎหมายได้ครบถ้วน ไม่จำกัดอยู่เพียงบทสรุปหรือสาระสำคัญบางส่วน</p><p>ขณะเดียวกัน ได้จัดทำ เสียงบรรยายแยกเป็นรายมาตรา สำหรับผู้พิการทางการมองเห็น เพื่อให้สามารถรับฟังและทำความเข้าใจรายละเอียดของร่างกฎหมายได้อย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดช่องให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ โดยไม่ต้องระบุตัวตน ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้ผู้ที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงช่องทางแบบเดิมสามารถมีส่วนร่วมได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป</p><p>จุดสำคัญอีกประการคือ ระบบได้รับการออกแบบให้ ผู้ใช้ภาษามือสามารถส่งความคิดเห็นกลับมาเป็นวิดีโอได้โดยตรง จากนั้นจะมีการแปลความคิดเห็นเป็นภาษาไทย เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรวบรวมความคิดเห็นของ สพฐ. ทำให้การมีส่วนร่วมไม่ได้หยุดอยู่ที่การรับรู้ข้อมูล แต่เปิดโอกาสให้ผู้พิการสามารถแสดงความคิดเห็นต่อเนื้อหาของกฎหมายได้ด้วยรูปแบบการสื่อสารที่ตนเองใช้จริง</p><p>นายพีรวิชญ์ ขันติศุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นร่างกฎหมายฉบับแรกของไทยที่จัดทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นโดยมี “ภาษามือ” ประกอบทั้งฉบับ โดยคณะทำงานให้ความสำคัญกับการทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับร่างกฎหมายสามารถสื่อสารไปถึงทุกคน โดยเฉพาะผู้พิการ พร้อมเปิดช่องทางให้ผู้ใช้ภาษามือสามารถส่งความคิดเห็นกลับมาเป็นวิดีโอ เพื่อให้ล่ามแปลเป็นภาษาไทยและเข้าสู่กระบวนการรวบรวมความคิดเห็นต่อไป</p><p>ทั้งนี้ การจัดทำเว็บไซต์และสื่อประกอบได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ โดยตลอดกระบวนการทำงานมีผู้พิการทางการได้ยินและผู้พิการทางการมองเห็นร่วมทดสอบระบบ พร้อมให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะ เพื่อให้มั่นใจว่าเว็บไซต์สามารถใช้งานได้จริง และสามารถสื่อสารเนื้อหาของร่างกฎหมายไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p><p>ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่ม “ภาษามือ” ให้กับร่างกฎหมาย แต่เป็นการออกแบบกระบวนการรับฟังความคิดเห็นใหม่ให้ประชาชนสามารถ เข้าถึง เข้าใจ และมีส่วนร่วมได้จริง ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการสร้างกฎหมายที่รับฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน</p><p>“การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน และกฎหมายที่จะกำหนดอนาคตการศึกษาก็ควรเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม วันนี้เราจึงไม่ได้เพียงเปิดให้ประชาชนเข้ามาอ่านร่างกฎหมาย แต่พยายามทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึง เข้าใจ และส่งความคิดเห็นกลับมาได้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเอง เพราะทุกเสียงมีคุณค่า และทุกความคิดเห็นสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดอนาคตการศึกษาไทยได้” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว</p><p><strong>กระทรวงศึกษาธิการขอเชิญชวนประชาชนทุกกลุ่มร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้ถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ </strong><a href="http://202.129.16.203/edulaw_hearing/" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>http://202.129.16.203/edulaw_hearing</strong></a></p><p>โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะรวบรวมความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อนำเสนอต่อสภาการศึกษาต่อไป เพื่อให้เสียงจากประชาชนทุกกลุ่มได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณากฎหมาย และร่วมกันออกแบบทิศทางการศึกษาไทยที่เปิดกว้างและเท่าเทียมสำหรับทุกคน</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81MDdlZTUyNDk4ZTZlMTYyYmFkYTQ4MWI1YTUwZjEyZS5wbmc=" alt="โครงการรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ "><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/-VEmFWgBI</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/-VEmFWgBI</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 19 Aug 2026 07:04:30 +0000</updated><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 04:42:35 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9kZDA4NTVmZDFlODY0NTI2Y2UyNGY5MDhhZGExMTRkNC5wbmc=</url><description>กระทรวงศึกษาธิการ เปิดมิติใหม่รับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จัดทำ “ภาษามือครบทุกมาตรา” พร้อมเสียงบรรยายและระบบรับความคิดเห็นโดยไม่ต้องระบุตัวตน ดึงผู้พิการร่วมออกแบบและทดสอบระบบ ให้ผู้ใช้จริงมีส่วนกำหนดรูปแบบการเข้าถึงกฎหมายอย่างเท่าเทียม เปิดรับฟังถึง 25 สิงหาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ http://202.129.16.203/edulaw_hearing</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน' แจงดราม่า 'ม.อ.ปัตตานี' กลางเวที 'ม.อ.สุราษฎร์ฯ' ยันไม่แทรกแซงเสรีภาพทางวิชาการ เพียงขอสอบถามตามข้อห่วงใย]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC80NTRiMDc3NWU0MjA0ZTI4MTc1MjY0NWY2NTBhYzEwMy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่เป็นประธานในพิธีเปิด “งานและบรรยายพิเศษในงาน ม.อ.วิชาการ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ประจำปี 2569” ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี (ม.อ.) ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้ใช้โอกาสบนเวทีนี้ชี้แจงและสยบกระแสดราม่าที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม เพื่อทำความเข้าใจถึงจุดยืนของกระทรวง อว.</p><p>สืบเนื่องจากประเด็นร้อนก่อนหน้า กรณีที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี ได้จัดการเรียนการสอนและกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ โดยมีการเชิญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มาร่วมเป็นวิทยากร และมีการระบุเงื่อนไขให้นักศึกษาที่เข้าร่วมรับฟังสามารถนำไปแลกเป็น "ชั่วโมงกิจกรรม" ได้ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างถึงความเหมาะสม และนำไปสู่ความกังวลจากหลายฝ่ายว่าทางหน่วยงานรัฐหรือกระทรวง อว. จะใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซง ลิดรอนเสรีภาพทางวิชาการและการแสดงออกของนักศึกษาและคณาจารย์</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน ได้อธิบายถึงลำดับเหตุการณ์และเจตนารมณ์ที่แท้จริงอย่างชัดเจนว่า "เรื่องนี้ดังสนั่นเมืองตั้งแต่เมื่อวาน เหตุการณ์คือผมเห็นข่าวจากสำนักข่าวแห่งหนึ่งเกี่ยวกับการจัดสัมมนาดังกล่าว ซึ่งมีคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ผมจึงได้มอบหมายให้ท่านปลัดกระทรวงฯ ช่วยตรวจสอบ เนื่องจากมีคนสอบถามเรื่องนี้เข้ามา"</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน ขยายความเพิ่มเติมว่า เสรีภาพทางความคิดเป็นสิ่งที่จำกัดไม่ได้ มหาวิทยาลัยคือพื้นที่ที่ต้องเปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความเห็น ทางกระทรวงไม่ได้มีเจตนาหรือนโยบายที่จะไปตีกรอบการแสดงความคิดเห็นใดๆ ประเด็นเดียวที่ทางกระทรวง อว. ให้ความสนใจและขอเข้าไปดูรายละเอียด คือเรื่องของ “กระบวนการนับชั่วโมงกิจกรรม” ว่าเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของทางมหาวิทยาลัยหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงเรื่องเนื้อหาการบรรยายเลยแม้แต่น้อย</p><p><strong>"ถ้าโอเคก็คือโอเค ก็ตามนั้น เพราะเราไม่ได้อยากไปทำอะไรอยู่แล้ว ปกติผมไม่ได้อยากเข้าไปดูเรื่องนี้เลย แต่แค่พอมีข่าวออกมา เราก็ต้อง Response กลับไปว่าได้ดูแล้วและโอเค จากนั้นก็เลยโทรศัพท์ไปหาท่านอธิการบดี ซึ่งท่านอธิการฯ ก็บอกว่าโอเค ไม่มีปัญหา" </strong>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว</p><p>เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวย้ำกลางเวที ม.อ.วิชาการ ว่า "วันนี้ก็ขอคอนเฟิร์มว่าโอเค ไม่มีปัญหา ไม่ได้ไปยุ่งหรือจำกัดสิทธิ์อะไรเลย" หากมหาวิทยาลัยดำเนินการทุกอย่างถูกต้องตามระเบียบของสถานศึกษา ก็สามารถจัดกิจกรรมได้ตามปกติ กระทรวง อว. พร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสนับสนุนทุกการเรียนรู้</p><p>ท้ายของการบรรยาย<strong> ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวคลี่คลายบรรยากาศความตึงเครียดอีกว่า "ข่าวพาดหัวสั้นไปหน่อย ทัวร์ลงผมยับเลย วันนี้มาที่ ม.อ. พอดี เดี๋ยวจะออกไปไม่ได้ ต้องขอบคุณท่านรองอธิการบดีที่ให้เวทีผมได้แก้ข่าวในวันนี้"</strong> ท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ร่วมเข้าร่วมงานคับคั่ง</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/rV0MOdryL</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/rV0MOdryL</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 19 Aug 2026 04:39:16 +0000</updated><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 04:05:13 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC80NTRiMDc3NWU0MjA0ZTI4MTc1MjY0NWY2NTBhYzEwMy5wbmc=</url><description>&apos;ยศชนัน&apos; แจงปมดราม่า &apos;ม.อ.ปัตตานี&apos; กลางเวที ม.อ.สุราษฎร์ฯ ยืนยันไม่แทรกแซงเสรีภาพทางวิชาการและการแสดงออกของนักศึกษาและคณาจารย์ เพียงขอเข้าไปสอบถามตามข้อห่วงใยที่ได้รับทักท้วงมา</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['น่าน' ประสบอุทกภัย น้ำป่า ดินถล่ม บ้านเรือน พื้นที่เกษตร ถนน เสียหาย ทุกหน่วยงานเร่งช่วยเหลือประชาชน จัดศูนย์อพยพ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC83YzJlMTk1MjJjZmQwMmI4NzVjODAyMTJmY2VmMmRhNC5wbmc=/640/330" /></p><p>ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน รายงานเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ถึงสถานการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม ในพื้นที่จังหวัดน่าน หลังมีฝนตกหนักถึงหนักมากเนื่องจากมรสุมพาดผ่าน โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 8 ตำบล จาก 12 ตำบล บ้านเรือน พื้นที่การเกษตร เส้นทางคมนาคม และสิ่งสาธารณประโยชน์บางแห่ง ได้รับความเสียหาย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด</p><p><strong>อำเภอปัว </strong>พบพื้นที่ได้รับผลกระทบ 5 ตำบล 13 หมู่บ้าน มีน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน สะพานและเส้นทางสายหลักบางจุดถูกตัดขาด รวมถึงมีดินสไลด์ทับเส้นทางหลวงหมายเลข 1081 และกำแพงวัดได้รับความเสียหาย โดย ศบภ.มทบ.38 จัดชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย 5 ชุด เข้าช่วยเหลือประชาชน ขณะที่แขวงทางหลวงน่านที่ 2 ติดตั้งป้ายเตือนและอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยในจุดที่ได้รับผลกระทบ</p><p><strong>อำเภอท่าวังผา </strong>พบพื้นที่ได้รับผลกระทบในตำบลยม บ้านพร้าว หมู่ที่ 8 โดย ศบภ.มทบ.38 จัดชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยเข้าพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง</p><p><strong>อำเภอภูเพียง </strong>พบพื้นที่ได้รับผลกระทบ 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน จากน้ำป่าจากห้วยมะเปียงไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนประมาณ 5 หลังคาเรือน ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ อพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย และสำรวจความเสียหายเบื้องต้น</p><p><strong>อำเภอสันติสุข</strong> พบสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ตำบลพงษ์และตำบลดู่พงษ์ ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน ถนนในหมู่บ้าน และพื้นที่การเกษตร รวมถึงมีน้ำกัดเซาะบริเวณริมฝั่งศาลเจ้าพ่อช้างงาแดง บ้านน้ำมวบ และมีดินโคลนไหลทับเส้นทางในพื้นที่ โดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเฝ้าระวังและรับแจ้งเหตุอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ สามารถดำเนินการเคลียร์ดินโคลนและเปิดเส้นทางบริเวณบ้านน้ำมวบได้เรียบร้อยแล้ว ทำให้ถนนกลับมาใช้งานได้ตามปกติ</p><p>ด้านสถานการณ์น้ำในแม่น้ำน่าน จากข้อมูลสถานีโทรมาตร เวลา 08.00 น. พบว่า สถานี N.49 บ้านน้ำยาว อำเภอปัว มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อยู่ที่ 3.39 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 4.50 เมตร ขณะที่สถานี N.65 บ้านปางสา อำเภอท่าวังผา ระดับน้ำ 1.48 เมตร, N.86 บ้านหนองแดง อำเภอเชียงกลาง 1.63 เมตร, N.64 บ้านผาขวาง อำเภอเมืองน่าน 3.01 เมตร และ N.1 หน้าสำนักงานป่าไม้ อำเภอเมืองน่าน 3.74 เมตร โดยทุกสถานียังมีระดับต่ำกว่าตลิ่ง</p><p>จังหวัดน่านยังคงบูรณาการกำลังจากฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเร่งช่วยเหลือประชาชน สำรวจความเสียหาย ดูแลเส้นทางคมนาคม และเตรียมความพร้อมด้านการอพยพในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81MjE4YWJkN2M0ZGUyNjVjODgyNmY0MzQ3ZGYxMjA2ZS5qZmlm" alt="น้ำท่วมน่าน"><p>ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดน่าน ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 08.00 น. ว่า ขณะนี้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ระบบโทรคมนาคมในพื้นที่ส่วนใหญ่ยังใช้งานได้ตามปกติ แต่บางช่วงสัญญาณอาจขาดหายเนื่องจากกระแสไฟฟ้าดับ <strong>พร้อมมีข้อสั่งการและการให้ความช่วยเหลือ</strong></p><p>* อำเภอปัวจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ณ ที่ว่าการอำเภอปัว</p><p>* จัดตั้งศูนย์พักพิงและเตรียมพร้อมอพยพประชาชน โดยเร่งเคลื่อนย้ายประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย</p><p>* ประสานขอจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน โดยมอบหมายให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่านรับผิดชอบการประสานงาน</p><p>* ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งโรงครัวประจำศูนย์พักพิงในแต่ละพื้นที่</p><p>* โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์และดูแลผู้ประสบภัย</p><p><strong>ด้านการจัดเตรียมศูนย์อพยพและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอปัว </strong>ข้อมูล ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2569 มีจำนวน 7 แห่ง ได้แก่</p><p>1. หอประชุมอำเภอปัว</p><p>2. หอประชุมโรงเรียนชุมชนศิลาเพชร (อบต.ศิลาเพชร)</p><p>3. หอประชุมเทศบาลตำบลปัว (ทต.ปัว)</p><p>4. วัดป่าเหมือด (ทต.ศิลาแลง)</p><p>5. บริเวณสามแยกทางเข้าบ้านดอนไชย (อบต.ศิลาเพชร จุดที่ 2)</p><p>6. อบต.วรนคร และโรงเรียนจอมแจ้ง (อบต.วรนคร)</p><p>7. โรงเรียนบ้านเสี้ยว (อบต.ไชยวัฒนา)</p><div class="facebook" ></div><p><strong>ด้านการสนับสนุนกำลังและอุปกรณ์</strong></p><p>* อำเภอปัวขอรับการสนับสนุนเจ็ตสกี เนื่องจากกระแสน้ำไหลเชี่ยว</p><p>* องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ส่งเรือยาง เรือท้องแบน เสื้อชูชีพ เจ็ตสกี และอุปกรณ์กู้ภัยเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนแล้ว</p><p>* กองพันทหารม้าที่ 10 ส่งกำลังพลจำนวน 50 นาย เข้าสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่</p><p>หมายเลขประสานงานกองพันทหารม้าที่ 10 โทร. 098-750-6047</p><p><strong>ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมสูงหรือน้ำไหลเชี่ยว ติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด</strong></p><p>ที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/KasmqiEbs</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/KasmqiEbs</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 19 Aug 2026 03:56:44 +0000</updated><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 03:05:10 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC83YzJlMTk1MjJjZmQwMmI4NzVjODAyMTJmY2VmMmRhNC5wbmc=</url><description>&apos;น่าน&apos; ประสบอุทกภัย น้ำป่าหลาก ดินถล่ม กระทบ 4 อำเภอ 8 ตำบล 17 หมู่บ้าน บ้านเรือน พื้นที่การเกษตร เส้นทางคมนาคม และสิ่งสาธารณประโยชน์บางแห่งได้รับความเสียหาย หน่วยงานเร่งช่วยเหลือประชาชน จัดศูนย์อพยพ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[นายกฯ แถลงข่าวร่วมผู้นำออสเตรเลีย หลังถกสองฝ่าย แน่นแฟ้นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าการค้า-ความมั่นคง-ประชาชน-พหุภาคี]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8xMTEwMzA3YTI5ZmU5NTAzOGZjMzRjMjk1NDgyNjllMS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายแอนโทนี แอลบาเนซี (The Honourable Anthony Albanese) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ร่วมแถลงข่าวภายหลังการหารือเต็มคณะ&nbsp;ซึ่งผู้เข้าร่วมฝ่ายไทย ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ฝ่ายออสเตรเลียประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและการท่องเที่ยว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน</p><p>นายกรัฐมนตรีไทยย้ำความมุ่งมั่นขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลียให้ใกล้ชิดและเกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อรับมือความท้าทายร่วมกันและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ</p><p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี และเกิดขึ้นในช่วงสำคัญก่อนที่ไทยและออสเตรเลียจะร่วมฉลองครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ</p><p>ไทยและออสเตรเลียยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เมื่อปี 2563 และได้พัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยการหารือครั้งนี้ครอบคลุม 4 สาขาสำคัญที่ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกัน</p><p><strong>ด้านแรก การเมืองและความมั่นคง</strong> ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเสริมความร่วมมือเพื่อรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงทั้งรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมใช้กลไกที่มีอยู่และพัฒนาความร่วมมือใหม่ให้ทันต่อภัยคุกคามที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p><p><strong>ด้านที่สอง เศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรม </strong>ทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของการเพิ่มความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยจะขยายการค้าและการลงทุนสองทาง พร้อมส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน</p><p><strong>ด้านที่สาม วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน </strong>ทั้งสองประเทศจะส่งเสริมทักษะแห่งอนาคตผ่านความร่วมมือด้านการศึกษา นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพ นายกรัฐมนตรีชื่นชมบทบาทของชุมชนไทยที่มีส่วนสำคัญต่อสังคมออสเตรเลีย ขณะที่ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย สะท้อนสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้น</p><p><strong>ด้านที่สี่ ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี</strong> ไทยและออสเตรเลียจะทำงานร่วมกันผ่านกรอบอาเซียน ACMECS หุ้นส่วนแม่โขง–ออสเตรเลีย และกรอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณออสเตรเลียที่สนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทยอย่างต่อเนื่อง</p><p><strong>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การหารือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการจัดทำเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในระยะต่อไป</strong></p><p><strong>ฉบับแรก</strong> แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement on Transnational Crime) ยกระดับความร่วมมือป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการฟอกเงิน ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระดับโลก เพื่อรับมือภัยข้ามพรมแดนที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง</p><p><strong>ฉบับที่สอง </strong>แถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยการยกระดับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ (Leaders’ Statement on Deepening Economic Engagement) มุ่งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) ให้เต็มศักยภาพ ขยายการค้าและการลงทุนในสาขาสำคัญ สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎกติกาเป็นพื้นฐาน และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ</p><p>นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (CSIRO) เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม</p><p>ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรียินดีต่อข้อเสนอของออสเตรเลียในการจัดให้มีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมไทย–ออสเตรเลียทุกสองปี (Biennial Defence Ministers’ Meeting) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหม และสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก โดยกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศจะเร่งประสานงานเพื่อผลักดันกลไกดังกล่าวให้เกิดขึ้นโดยเร็ว</p><p>นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียในระยะต่อไป ช่วยเปิดโอกาสใหม่ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน และทำให้ทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น</p><p>ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีขอบคุณนายกรัฐมนตรีแอลบาเนซี รัฐบาล และประชาชนออสเตรเลียสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมย้ำว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้ก้าวหน้า และสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 75 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ออสเตรเลีย</p><p>โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในทุกด้านให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พร้อมแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีไทยได้นำคณะภาคเอกชนไทยร่วมเดินทางเยือนออสเตรเลียในครั้งนี้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยังตอบรับคำเชิญเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปีหน้า</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/9rwKlyLA6</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/9rwKlyLA6</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Wed, 19 Aug 2026 02:57:47 +0000</updated><pubDate>Wed, 19 Aug 2026 02:43:56 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8xMTEwMzA3YTI5ZmU5NTAzOGZjMzRjMjk1NDgyNjllMS5wbmc=</url><description>นายกฯ แถลงข่าวร่วมผู้นำออสเตรเลีย หลังถกสองฝ่าย แน่นแฟ้นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าการค้า-ความมั่นคง-ประชาชน-พหุภาคี</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ครม. รับทราบผลพิจารณาข้อเสนอ กสม. ชี้ยังไม่มีความจำเป็นแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ เหตุไม่ได้ให้อำนาจกำหนดรายละเอียดทรงผมนักเรียน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC85YWNkNzBjZGM0ZTFiZjUyZDVmMDQ2YWVlZGVjNTViZi5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะ เรื่อง การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของเด็ก กรณีการไว้ทรงผมของนักเรียน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดและบังคับใช้กฎเรื่องทรงผมนักเรียน โดยผลการพิจารณามีสาระสำคัญว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อกำหนดเรื่องทรงผมนักเรียนโดยเฉพาะ</p><p>เหตุผลสำคัญคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มีวัตถุประสงค์หลักในการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติของเด็ก รวมถึงคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และความปลอดภัยของเด็ก ขณะที่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจในการกำหนดแบบหรือรายละเอียดเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนโดยตรง จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ เพื่อบัญญัติเรื่องทรงผมโดยเฉพาะ</p><p>อย่างไรก็ตาม การที่ไม่แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ไม่ได้หมายความว่าเรื่องทรงผมนักเรียนจะไม่มีกรอบหรือปล่อยให้เป็นไปตามอำเภอใจ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการยังสามารถกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติภายใต้อำนาจตามกฎหมายด้านการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษานำไปกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละแห่งได้</p><p>ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ยกเลิกระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียนเดิม และกำหนดแนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนและนักศึกษาของสถานศึกษา โดยให้การกำหนดแนวปฏิบัติเป็นไปตามบริบทและความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษาโดยต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน</p><p>สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติ รายงานให้คำนึงถึงความหลากหลายของระบบ รูปแบบ และวิธีการจัดการศึกษา รวมถึงความแตกต่างของกลุ่มเป้าหมายและบริบทของแต่ละสถานศึกษา เพื่อให้กฎหรือแนวปฏิบัติที่กำหนดขึ้นมีความเหมาะสมกับสถานการณ์และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม</p><p>ขณะเดียวกัน สถานศึกษาไม่ควรกำหนดแนวปฏิบัติเรื่องทรงผมโดยตัดสินใจฝ่ายเดียว แต่ควรรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ก่อนกำหนดหรือประกาศใช้ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจและความชัดเจนในการปฏิบัติ เพื่อให้กติกาที่กำหนดขึ้นสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาและได้รับการมีส่วนร่วมจากผู้ที่เกี่ยวข้อง</p><p>นอกจากนี้ หากนักเรียนหรือนักศึกษาไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อบังคับของสถานศึกษา การดำเนินการทางวินัยยังสามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดได้ แต่ต้องไม่ดำเนินการในลักษณะที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของนักเรียน โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา</p><p>รองโฆษกฯ ระบุ ผลการพิจารณาครั้งนี้จึงทำให้เกิดความชัดเจนว่า การคุ้มครองสิทธิเด็กไม่ได้หมายถึงการยกเลิกกรอบหรือระเบียบของสถานศึกษา แต่เป็นการกำหนดกติกาที่เหมาะสม มีเหตุผล และสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการยังมีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติรองรับ ขณะเดียวกันสถานศึกษาต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กเป็นสำคัญ</p><p>“เรื่องทรงผมนักเรียนจึงไม่ใช่การปล่อยให้เด็กทำตามอำเภอใจ และไม่ใช่การกำหนดกฎแบบเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นการวางกรอบที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนและผู้ปกครอง ที่สำคัญคือ การรักษาระเบียบต้องไม่แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของเด็ก” รองโฆษกฯ </p><p>ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้การดำเนินการเกี่ยวกับการไว้ทรงผมนักเรียนเป็นไปตามกฎหมายและแนวปฏิบัติด้านการศึกษาอย่างเหมาะสมกับแต่ละสถานศึกษา พร้อมยึดหลักการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนควบคู่กันไป</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/t0aXwADvi</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/t0aXwADvi</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 17:24:59 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 17:08:34 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC85YWNkNzBjZGM0ZTFiZjUyZDVmMDQ2YWVlZGVjNTViZi5wbmc=</url><description>ครม. รับทราบผลพิจารณาข้อเสนอ กสม. ชี้ยังไม่มีความจำเป็นแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ เหตุไม่ได้ให้อำนาจกำหนดรายละเอียดทรงผมนักเรียน ขณะที่ ศธ. วางแนวนโยบายและแนวปฏิบัติให้สถานศึกษากำหนดได้ตามบริบท ภายใต้กรอบระเบียบที่เหมาะสม ควบคู่การคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก โดยต้องรับฟังนักเรียน–ผู้ปกครอง และไม่ใช้การลงโทษที่กระทบสิทธิในร่างกาย</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รัฐบาลเห็นชอบร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านกับศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาค]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9hNmU2NjE5MTJhZGFiZDg0ZDhmOWIwZWVlZDA5NTYzMC5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศาลประจำอนุญาโตตุลาการ หรือ Permanent Court of Arbitration (PCA) พร้อมอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับ PCA และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ PCA สามารถจัดประชุม การพิจารณาคดี และดำเนินกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p><p>PCA เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ให้บริการด้านอนุญาโตตุลาการและมีบทบาทสำคัญในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นภาคีอนุสัญญาเพื่อการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศอย่างสันติ ค.ศ. 1907 โดย PCA ได้เสนอจัดทำความตกลงประเทศเจ้าบ้านกับรัฐบาลไทยตั้งแต่ปี 2562 เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมของ PCA ในประเทศไทย เช่น การพิจารณาคดี การประชุม และการสัมมนา</p><p>สาระสำคัญของร่างความตกลงกำหนดให้ไทยอำนวยความสะดวกแก่ PCA ในการดำเนินภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ รวมถึงการจัดหาสำนักงาน พื้นที่ประชุม สาธารณูปโภค และบริการที่จำเป็น พร้อมกำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่จำเป็นแก่ PCA เจ้าหน้าที่ ผู้ตัดสิน และผู้เข้าร่วมกระบวนพิจารณา เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ</p><p>เอกสิทธิ์และความคุ้มกันดังกล่าวครอบคลุม เช่น ความคุ้มกันต่อทรัพย์สินและเอกสารของ PCA การยกเว้นภาษีและอากรบางประเภทตามกฎหมาย การอำนวยความสะดวกด้านการเข้าเมืองแก่เจ้าหน้าที่และผู้ตัดสิน ตลอดจนความคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ เป็นการให้สิทธิเท่าที่จำเป็นต่อภารกิจของ PCA และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายไทย</p><p>นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่เป็นจุดประสานงานหลักของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา และหน่วยงานด้านภาษีดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรองรับเอกสิทธิ์ด้านภาษีและอากรตามความตกลง</p><p>สำหรับการสนับสนุนสถานที่และบริการ สถาบันอนุญาโตตุลาการจะให้การสนับสนุนสำนักงาน ห้องประชุม ห้องพิจารณาคดี และสาธารณูปโภคที่จำเป็นแก่ PCA โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมในระยะเวลารวมไม่เกิน 30 วันสะสมต่อปีงบประมาณ มีประมาณการค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้ ค่าใช้บริการเพิ่มเติม เช่น บริการแปลภาษา หรือบริการบันทึกเสียง จะเป็นความรับผิดชอบของคู่พิพาทหรือ PCA ตามกรณี</p><p>“การมีความตกลงประเทศเจ้าบ้านกับ PCA จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเป็นสถานที่จัดกระบวนการอนุญาโตตุลาการและการประชุมระหว่างประเทศมากขึ้น ไม่เพียงส่งเสริมบทบาทของไทยในการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ แต่ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาบุคลากรด้านกฎหมาย ยกระดับมาตรฐานการระงับข้อพิพาทของไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนานาประเทศ” รองโฆษกฯ กล่าว</p><p>รัฐบาลมองว่าการดำเนินการครั้งนี้จะช่วยเสริมบทบาทประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านกฎหมายและการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศของภูมิภาคเอเชีย ตลอดจนเปิดโอกาสให้ไทยมีส่วนร่วมใกล้ชิดมากขึ้นในการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศและกลไกระงับข้อพิพาทในระดับสากล</p><p>ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า ร่างความตกลงดังกล่าวเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนลงนามและดำเนินการให้มีผลผูกพัน แต่ไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา</p><p>ที่มา : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/HHozuNd6M</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/HHozuNd6M</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 17:04:07 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 16:59:01 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9hNmU2NjE5MTJhZGFiZDg0ZDhmOWIwZWVlZDA5NTYzMC5wbmc=</url><description>รัฐบาลเห็นชอบร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านกับศาลประจำอนุญาโตตุลาการ ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาค</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['จุลพันธ์' ห่วงใยแรงงานไทยบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล สั่งเร่งติดตามอาการ–ให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNS9mZTFjNTUwZTM5NTVhYjVkZmFlMzFjN2JiMmUzMzRkMi5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แสดงความห่วงใยแรงงานไทยที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในพื้นที่เกษตร เมืองเมทูลา ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล เมื่อช่วงเช้าวันนี้ พร้อมกำชับฝ่ายแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ เร่งติดตามสถานการณ์ ประสานการช่วยเหลือ และดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด</p><p>เบื้องต้น ฝ่ายแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้รับรายงานว่า มีแรงงานไทยภาคการเกษตรจำนวน 6 คน ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดเก่าที่ตกค้างอยู่ใต้ดิน โดยมีแรงงาน 2 รายได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาอยู่นะหว่างการผ่าตัด ส่วนอีก 4 รายปลอดภัยแล้ว</p><p>ซึ่งขณะนี้ฝ่ายแรงงานฯ อยู่ระหว่างตรวจสอบและยืนยันข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงรายละเอียดอาการและรายชื่อแรงงานผู้ได้รับบาดเจ็บ</p><p>นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยได้กำชับฝ่ายแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ ติดตามอาการของแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บ ประสานสถานพยาบาลและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งตรวจสอบสิทธิและแนวทางให้ความช่วยเหลือแก่แรงงานและครอบครัวโดยเร็วที่สุด</p><p>ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของอิสราเอลอยู่ระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว โดยกระทรวงแรงงานจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และรายงานความคืบหน้าให้ทราบทันทีเมื่อได้รับข้อมูลที่ยืนยันแล้วต่อไป</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/7I3s5yjp0</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/7I3s5yjp0</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 14:16:13 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 14:08:46 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNS9mZTFjNTUwZTM5NTVhYjVkZmFlMzFjN2JiMmUzMzRkMi5wbmc=</url><description>&apos;จุลพันธ์&apos; รมว.แรงงาน ห่วงใยแรงงานไทยบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในพื้นที่เกษตร เมืองเมทูลา ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล สั่งเร่งติดตามอาการ–ให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['กรมการค้าภายใน' ร่วม 'พาณิชย์จังหวัด' ปูพรมตรวจเข้มลานรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8xMDY0NDU4ZWRjMzc1MTA1MGMyZTg3NGNkYTA2ODM4OC5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้เข้าสู่ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลผลิตกำลังทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น กรมการค้าภายในจึงเร่งดูแลการรับซื้อในพื้นที่แหล่งผลิตทั่วประเทศ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกมาจำหน่ายได้อย่างเป็นธรรมและมั่นใจ ขณะเดียวกันได้กำชับผู้รวบรวมและผู้รับซื้อให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการกำหนดการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างเคร่งครัด ทั้งในปริมาณการรับซื้อ การชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การแสดงราคารับซื้อ และหลักเกณฑ์การปรับเพิ่ม–ลดราคาตามคุณภาพ เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกษตรกรได้รับรายได้จากผลผลิตอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย</p><p>ในช่วงเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดประมาณ 79% ของปริมาณผลผลิตทั้งประเทศ โดยมีแหล่งปลูกสำคัญ ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร และอุทัยธานี กรมการค้าภายในจึงให้ความสำคัญกับการดูแลการรับซื้อในช่วงการซื้อขายข้าวโพดของพี่น้องเกษตรกรเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรในช่วงที่นำผลผลิตออกจำหน่ายจำนวนมาก</p><p>กรมการค้าภายในจึงร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งปลูกทั่วประเทศ ปูพรมตรวจเข้มการรับซื้อ โดยได้มอบหมายให้นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นำสายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบลานรับซื้อ พร้อมประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดให้ร่วมกำกับดูแลในพื้นที่ เพื่อให้การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเกษตรกรได้รับความเป็นธรรมตลอดกระบวนการซื้อขาย</p><p>นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ในการรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการลานรับซื้อ ผู้รวบรวม โรงงาน ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการใช้เครื่องวัดความชื้น ได้แก่ Kett PM-450-TH Ver.4513 และ EE-KU รุ่น KU72 (หน้ากากสีเขียว) เครื่องชั่งน้ำหนักต้องถูกต้อง เที่ยงตรง และมีเครื่องหมายรับรองตามกฎหมาย รวมถึงการแสดงราคารับซื้อต้องชัดเจนทั้งบริเวณหน้าลานและจุดรับซื้อ พร้อมหลักเกณฑ์การปรับเพิ่ม–ลดราคาตามชั้นคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรทราบข้อมูลก่อนตัดสินใจขาย</p><p>หากเกษตรกรพบการรับซื้อที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป&nbsp;</p><p>ทั้งนี้ กรณีผู้ประกอบการรับซื้อไม่มีการแสดงราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือกรณีการแสดงราคารับซื้อไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;</p><p>กรณีกดราคารับซื้อ กักตุนสินค้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542&nbsp;</p><p>ส่วนกรณีแก้ไขหรือดัดแปลงส่วนประกอบของเครื่องวัด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท ตามพระราชบัญญัติชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2542</p><p>ที่มา : กระทรวงพาณิชย์ </p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/9NSJhMNs1</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/9NSJhMNs1</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 14:04:43 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 13:58:01 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8xMDY0NDU4ZWRjMzc1MTA1MGMyZTg3NGNkYTA2ODM4OC5wbmc=</url><description>&apos;กรมการค้าภายใน&apos; ร่วม &apos;พาณิชย์จังหวัด&apos; ปูพรมตรวจเข้มลานรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อให้การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเกษตรกรได้รับความเป็นธรรมตลอดกระบวนการซื้อขาย</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[กทม. สั่ง 3 ข้าราชการ เอี่ยวขบวนการสวมสิทธิออกบัตรสีชมพู ออกจากราชการไว้ก่อน มีผลทันที 18 ส.ค. 69]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8xYzg3MTkxNjIzMDA0MTJmNDk2YmZiNzNjNzBjYjI2OS5wbmc=/640/330" /></p><p>พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการร่วมปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” เพื่อตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตออกบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือ บัตรสีชมพู (เลข 7) ให้กับบุตรของคนต่างด้าวว่า ล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้สั่งการด่วนให้ดำเนินการอย่างเฉียบขาด เพื่อปราบปรามการทุจริตครั้งนี้</p><p>โดยสั่งการให้ผู้อำนวยการเขตดินแดง และผู้อำนวยการเขตหลักสี่ พิจารณาออกคำสั่งให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องรวม 3 ราย ออกจากราชการไว้ก่อน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ขณะเดียวกัน ปลัดกรุงเทพมหานครได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงแก่ข้าราชการทั้ง 3 รายเรียบร้อยแล้ว โดยดำเนินการควบคู่ไปกับกระบวนการทางอาญาที่พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลดินแดง รับผิดชอบอยู่</p><p>นอกจากนี้ ได้กำชับให้สำนักงานเขตดินแดงเร่งรัดตรวจสอบรายการย้ายเข้า และเอกสารการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน/บัตรสีชมพูย้อนหลังทั้งหมด โดยเน้นการตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่มีรหัสเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเบื้องต้น ได้รับรายงานว่า มีห้องในแฟลตดินแดง จำนวน 47 แห่ง มีชื่อคนต่างด้าว ตั้งแต่ 16 คนขึ้นไป อาทิ แฟลตในซอยประชาสงเคราะห์ 1 , 5 , 6 , 7 , 11 และถนนมิตรไมตรี รวมแล้วจำนวน 1,468 คน</p><p>พร้อมกันนี้ ยังได้สั่งการไปยังผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขต ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรในพื้นที่ความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกรณีการแจ้งย้ายที่อยู่อาศัยเข้าในบ้านหรืออาคารพักอาศัยเป็นจำนวนมากผิดปกติ&nbsp;</p><p>พล.ต.อ.อดิศร์ ย้ำว่า หากเจ้าของที่พักอาศัยหรือประชาชนท่านใด พบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการแจ้งย้ายเข้า–ออกในทะเบียนราษฎร สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่&nbsp;Traffy Fondue ซึ่งกรุงเทพมหานครจะปกปิดข้อมูลผู้แจ้งเป็นความลับ</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/b5Xh9R2ZK</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/b5Xh9R2ZK</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 13:36:23 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 13:22:03 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8xYzg3MTkxNjIzMDA0MTJmNDk2YmZiNzNjNzBjYjI2OS5wbmc=</url><description>กทม. สั่ง 3 ข้าราชการ เอี่ยวขบวนการสวมสิทธิออกบัตรสีชมพู ออกจากราชการไว้ก่อน มีผลทันที 18 สิงหาคม 2569 พร้อมลุยตรวจย้ายเข้าผิดปกติทั่ว 50 เขต</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน' สยบดรามาเสวนา ม.อ.ปัตตานี ย้ำมหาวิทยาลัยคือพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการเรียน ยันไม่มีนโยบายตีกรอบการแสดงความคิดเห็น]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81N2JhYzkwNWM2MzUxMGE4M2Y2NThiYTNiMGQ0YmYyMi5wbmc=/640/330" /></p><p>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม&nbsp;(อว) ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ว่า จากกรณีข่าวการจัดเสวนาที่ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผมขอทำความเข้าใจตรงกันแบบนี้ครับ</p><p>สิ่งแรกที่ผมอยากย้ำที่สุดคือ<strong> "เสรีภาพทางความคิดเป็นสิ่งที่จำกัดไม่ได้" มหาวิทยาลัยคือพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเสมอครับ เราไม่มีนโยบายที่จะไปตีกรอบการแสดงความคิดเห็นของน้องๆ นักศึกษาหรือคณาจารย์</strong></p><p>ประเด็นเดียวที่ทางกระทรวง อว. ขอเข้าไปดูรายละเอียด คือเรื่อง กระบวนการนับชั่วโมงกิจกรรม ว่าเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยหรือไม่เท่านั้นเองครับ ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงเรื่องเนื้อหาเลย</p><p>ดังนั้น หากทางมหาวิทยาลัยดำเนินการทุกอย่างถูกต้องตามระเบียบของแต่ละสถานศึกษา ก็สามารถจัดกิจกรรมได้ตามปกติเลยครับ ขอให้ทุกคนสบายใจครับ</p><p>และเราในฐานะที่เข้ามาดูแลด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ เราพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสนับสนุนทุกการเรียนรู้ของทุกคนครับ </p><div class="facebook" ></div><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/TMnblK7WW</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/TMnblK7WW</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 16:03:05 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 12:37:10 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81N2JhYzkwNWM2MzUxMGE4M2Y2NThiYTNiMGQ0YmYyMi5wbmc=</url><description>&apos;ยศชนัน&apos; รองนายกฯ และ รมว.อว. สยบดรามาเสวนา ม.อ.ปัตตานี ย้ำมหาวิทยาลัยคือพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้ ยันไม่มีนโยบายตีกรอบการแสดงความคิดเห็น</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ศธ. แจงปมทรงผมนักเรียน มอบโรงเรียนกำหนดระเบียบผ่านการรับฟังนักเรียน-ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมกำชับครูเคารพสิทธิเด็ก]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81NzkyNDY3NDk3YTRjYTkxMGYxMmYzOTk0MWIwMWM0NS5wbmc=/640/330" /></p><p>นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (18 สิงหาคม 2569) ว่า ที่ประชุม ครม. รับทราบสรุปผลการพิจารณาในภาพรวม ต่อข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการไว้ทรงผมของนักเรียน </p><p><strong>ประเด็นแรก </strong>กรณีที่ กสม. เสนอว่า ศธ. และสถานศึกษาไม่มีอำนาจกำหนดแบบทรงผมนั้น ปัจจุบัน ศธ. ได้ยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ไปแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ทั้งนี้ ศธ. ไม่สามารถออกกฎกระทรวงหรือระเบียบเพื่อบังคับใช้นโยบายทรงผมกับเด็กโดยตรงได้ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ได้ใช้อำนาจในการบริหารราชการออกเป็น "แนวนโยบาย" ให้สถานศึกษาในสังกัดนำไปปฏิบัติแทน โดยการไว้ทรงผมของนักเรียนและนักศึกษา จะไว้สั้นหรือยาวก็ได้ ให้สถานศึกษาเป็นผู้กำหนดลักษณะทรงผมตามบริบทและ ความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ก่อนการประกาศใช้ระเบียบของโรงเรียน จะต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา และที่สำคัญคือต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียนและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง</p><p><strong>ประเด็นที่สอง </strong>กรณีที่ กสม. เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อบัญญัติเรื่องทรงผมนักเรียนไว้ในกฎหมายโดยเฉพาะนั้น ศธ. ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วและมีความเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากกฎหมายฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการสงเคราะห์ คุ้มครองสิทธิสวัสดิภาพ และป้องกันเด็กจากการถูกทำร้ายหรือทารุณกรรม ขณะที่การกำหนดเรื่องทรงผมเป็นเพียงรายละเอียดเชิงระเบียบวินัยภายในสถานศึกษา ซึ่งมีลักษณะเป็นมาตรการทางการบริหารที่ ศธ. สามารถกำหนดนโยบายและบริหารจัดการได้โดยตรง ภายใต้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546</p><p>"ทั้งนี้ ผมขอความร่วมมือไปยังทุกสถานศึกษาว่า ให้หลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางร่างกายของเด็ก ขอให้เป็นการให้คำปรึกษาและชี้แนะอย่างระมัดระวัง บนพื้นฐานของความเข้าใจ การเคารพสิทธิมนุษยชน และคำนึงถึงศักดิ์ศรีของเด็กเป็นสำคัญ" รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้าย</p><p>ที่มา : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/VIJa8xAbI</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/VIJa8xAbI</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 12:30:26 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 12:07:47 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81NzkyNDY3NDk3YTRjYTkxMGYxMmYzOTk0MWIwMWM0NS5wbmc=</url><description>&apos;ประเสริฐ จันทรรวงทอง&apos; รมว.ศธ. แจงปมทรงผมนักเรียน มอบโรงเรียนกำหนดระเบียบผ่านการรับฟังนักเรียน-ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมกำชับครูเคารพสิทธิเด็ก</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[นายกฯ 'พอใจมาก' เยือน ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ วันแรก พบเอกชนออสเตรเลียชั้นนำ ชมไทย ปลายทางการลงทุน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8zZTUzNWViOTUwMjcxYjJhMjVhMTJkOTM5ZmM0MzQ4ZC5wbmc=/640/330" /></p><p>นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการเดินทางเยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการในวันแรกว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบหารือเป็นรายบริษัทกับผู้บริหารบริษัท Canva Pty. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านการสื่อสารด้วยภาพชั้นนำระดับโลก และได้กล่าวปาฐกถาในงาน “Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception” หัวข้อ “Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth” ซึ่งมีผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทยและออสเตรเลียกว่า 70 บริษัทเข้าร่วม รวมทั้งได้เยี่ยมชมและพูดคุยกับผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจร้านอาหารในย่านชุมชนไทย หรือ Thai Town ด้วย</p><p>นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจว่า การได้พูดคุยกับภาคเอกชน ทั้งในลักษณะรายบริษัท เช่น Canva และการเป็นประธานในงาน Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทำให้เห็นว่า กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของออสเตรเลียมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพและศักยภาพของประเทศไทยเป็นอย่างมาก พร้อมมองไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับการลงทุน โดยประเทศไทยมีปัจจัยดึงดูดนักลงทุนสูงมาก และเมื่อเรายิ่งสร้างความสมานฉันท์ภายในประเทศ แรงดึงดูดเหล่านี้ก็จะยิ่งมีพลังเพิ่มมากขึ้น</p><p>นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ความเชื่อมั่นดังกล่าวเป็นผลมาจากความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง ความพร้อมด้านระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ตลอดจนนโยบาย Thailand FastPass ของบีโอไอ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาและปลดล็อกจุดติดขัดให้แก่นักลงทุนอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้นักธุรกิจต่างชาติตอบรับและมองไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการลงทุน</p><p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยเสมอมา และได้ให้ความสำคัญกับการเดินทางครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรับฟังความต้องการของนักลงทุนอย่างแท้จริง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้รับเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บีโอไอรายงานว่า มียอดการลงทุนสูงถึง 60,000 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเทคโนโลยีจากออสเตรเลียยังสามารถเชื่อมโยงและสนับสนุนห่วงโซ่อุปทาน ภายในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p><p>นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า ปัจจุบันออสเตรเลียมีความต้องการน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) เป็นจำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันอากาศยานส่วนเกินจากความต้องการภายในประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับกระบวนการผลิตน้ำมันดีเซลในปริมาณมาก หากรัฐบาลออสเตรเลียแสดงเจตจำนง รัฐบาลไทยก็พร้อมพิจารณาปลดล็อกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางให้มีการส่งออกน้ำมันอากาศยานไปยังออสเตรเลีย ซึ่งนอกจากจะช่วยตอบสนองความต้องการของออสเตรเลียแล้ว ยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยอีกด้วย</p><p>นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาแรงงานไทยในออสเตรเลียว่า รัฐบาลจะต้องหารือกับฝ่ายออสเตรเลียในเรื่องนี้อย่างแน่นอน โดยจากการลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในย่าน Thai Town พบว่า ธุรกิจร้านอาหารไทยกำลังเติบโต แต่กลับเผชิญปัญหาการขาดแคลนเชฟและแรงงานฝีมือ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเข้าไปช่วยเจรจาเพื่อคลี่คลายข้อจำกัดและอุปสรรคที่เกี่ยวข้อง</p><p>พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะต้องสร้างความมั่นใจให้แก่ฝ่ายออสเตรเลียว่า คนไทยที่เดินทางมาทำงานในปัจจุบันไม่ได้เข้ามาเพื่อดิ้นรนทำงานอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรือผิดกฎหมาย แต่เป็นแรงงานที่พร้อมนำความสามารถ ทักษะ และความเชี่ยวชาญมาสร้างคุณค่าให้แก่เศรษฐกิจออสเตรเลีย ดังนั้น การเปิดโอกาสให้แรงงานฝีมือชาวไทยเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจออสเตรเลีย และถือเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในลักษณะ Win-Win อย่างแท้จริง</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/9dLY4c4z9</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/9dLY4c4z9</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 12:07:41 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 11:49:08 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8zZTUzNWViOTUwMjcxYjJhMjVhMTJkOTM5ZmM0MzQ4ZC5wbmc=</url><description>นายกฯ อนุทิน &apos;พอใจมาก&apos; เยือน ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ วันแรก พบเอกชนออสเตรเลียชั้นนำ ชมไทย ปลายทางการลงทุน</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้านบาท ให้ มท. เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNS0wNi82NWFhODUwNDRhMjZkNGE1NTdlNGE5OGFmM2JkZjkzMi5qcGc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย</p><p>งบประมาณดังกล่าวครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท</p><p><strong>“หัวใจสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในกรณีเกิดเหตุปะทะ พร้อมทำให้ข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากภาครัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน”</strong> รองโฆษกฯ กล่าว</p><p>รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งมีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อย คุ้มครองประชาชน ตลอดจนดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินในกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่</p><p>ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานงบประมาณได้พิจารณากรอบวงเงิน 493,819,268 บาท ครอบคลุม 4 กิจกรรม ซึ่งรวมการจัดหาอาวุธปืนลูกซอง 1,675 กระบอก วงเงิน 60.3 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน แต่เนื่องจากการจัดหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาและขออนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอให้ดำเนินการเฉพาะ 3 กิจกรรมที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ทำให้วงเงินที่เสนออนุมัติในครั้งนี้อยู่ที่ 433.52 ล้านบาท</p><p>การดำเนินโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้พื้นที่ชายแดนมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่หลบภัย ระบบรับรู้ข่าวสาร การแจ้งเตือนภัย และการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับประชาชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงปัญหาชายแดนในรูปแบบอื่น เช่น การลักลอบเข้าเมือง การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ</p><p>“รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก งบประมาณครั้งนี้จึงมุ่งไปยังสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเร่งดำเนินการได้ทันที ทั้งพื้นที่หลบภัยและระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” รองโฆษกฯ </p><p>ที่มา : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/tkrvPLs9y</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/tkrvPLs9y</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 08:37:35 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 08:35:03 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNS0wNi82NWFhODUwNDRhMjZkNGE1NTdlNGE5OGFmM2JkZjkzMi5qcGc=</url><description>รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้านบาท ให้ มท. เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว เพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[มท.4 นำแถลงผล 'กวาดบ้านกลางกรุง' ทลายเครือข่ายทุจริตแจ้งย้ายต่างด้าว เข้าทะเบียนบ้านแฟลตดินแดง กว่า 140 คน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC82NzkwMDVmMzFmNjRiOGYzZGQ0ZGZiY2ZjNzdiY2JlZS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ท. นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.ท. สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง., พล.ต.อ. อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการร่วม และหัวหน้าคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน DOPA N.I.C.E. เข้าร่วมแถลงผลการจับกุม</p><p>อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ชุดปฏิบัติการ DOPA N.I.C.E. ได้เปิดปฏิบัติการ “ตัดบัตรกรุงเก่า” ณ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาได้รับแจ้งเบาะแสจากสำนักงาน ป.ป.ท. ให้เข้าตรวจสอบความผิดปกติทางทะเบียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร</p><p><strong>จากการตรวจสอบเอกสารและระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรอย่างละเอียดพบว่า ในปี พ.ศ. 2567 มีการจัดทำบัตรสีชมพู (เลข 7) ของสำนักงานเขตดินแดง เพิ่มขึ้นในจำนวนที่สูงและผิดปกติอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2566 และ 2568 เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนเชิงลึกจนพบหลักฐานการทุจริตเด่นชัด มีการแจ้งย้ายชื่อ "บุตรของแรงงานต่างด้าว" จำนวนกว่า 140 คน เข้าไปในทะเบียนบ้านอาคารแฟลตดินแดง  ซึ่งแต่ละห้อง มีขนาดพื้นที่เพียง 30 - 36 ตร.ม. จำนวน 3 ห้อง</strong></p><p>จากการสืบสวนพบว่า การแจ้งย้ายที่อยู่และจัดทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยมีลักษณะเป็นขบวนการ โดยมีนายหน้าชาวเมียนมารวบรวมรายชื่อและเอกสารจากแรงงานต่างด้าวส่งให้นายหน้าคนไทย และอำนวยความสะดวกในการยื่นคำร้องต่อสำนักงานเขตดินแดงจนได้รับบัตรประจำตัวฯ หรือบัตรชมพูเพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ การขออนุญาตทำงาน รวมไปถึงอาจยื่นคำขอสัญชาติไทยได้อีกด้วย นอกจากนี้ พบการปลอมลายมือชื่อเจ้าบ้านและพยาน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐจงใจละเลยการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่ระเบียบกฎหมายกำหนด</p><p>กรมการปกครองจึงได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ให้ดำเนินคดี กับผู้ซึ่งน่าเชื่อว่ากระทำความผิด  นำไปสู่การออกหมายจับ จำนวน 7 หมาย และหมายค้น จำนวน 7 หมาย ได้แก่</p><p>1. นายหน้าและพยานรับรองลายมือชื่อผู้รับรองการจัดทำบัตรฯ มีความผิดในข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ปลอมเอกสารแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จและเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รับรองเอกสารเท็จ รวมถึงการสนับสนุนการกระทำความผิดในการนำเข้าข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์</p><p>2. เจ้าบ้านและผู้สนับสนุน มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และเป็นผู้สนับสนุนความผิดเกี่ยวกับทะเบียนราษฎร และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และรับรองเอกสารเท็จ</p><p>3. นายทะเบียนผู้รับแจ้งการย้ายที่อยู่และนายทะเบียนจัดทำบัตรประจำตัวคน ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รับรองเอกสารอันเป็นเท็จและความผิด นำเข้าข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์</p><p>นายวรศิษฎ์  กล่าวว่า ในวันนี้ตนได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เป็นตัวแทนรัฐบาลในการนำแถลงผลการปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” เพื่อปราบปรามเครือข่ายทุจริตแจ้งย้ายที่อยู่คนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านแฟลตดินแดงเพื่อทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านนายกได้สั่งการเน้นย้ำให้รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญในการปราบปรามกวาดล้างมาอย่างต่อเนื่อง เพราะการกระทำผิดนี้ถือว่าได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ โดยการกระทำในลักษณะดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ไม่ใช่แค่การแย่งชิงสิทธิหรือว่าสวัสดิการของคนไทย แต่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงเรื่องของความมั่นคงด้วย ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างยิ่ง</p><p>'สำหรับการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในปฏิบัติการครั้งนี้  ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสืบสวนและปราบปรามขบวนการทุจริตทางทะเบียน ซึ่งพบว่ามีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในอีกหลายพื้นที่ โดยการกระทำดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการปลอมแปลงเอกสารหรือแจ้งข้อมูลเท็จทางทะเบียนราษฎรเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นช่องทางนำไปสู่การเบียดบังทรัพยากรของประชาชนชาวไทยโดยมิชอบ โดยตนขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านได้มั่นใจว่าทางเจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบและขยายผลอย่างเคร่งครัดตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง รวมถึงกรณีการสวมสิทธิ์ความเป็นบิดาหรือ “พ่อทิพย์” โดยไม่ละเว้น' นายวรศิษฎ์ กล่าว</p><p>นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะมีการปราบปรามผู้กระทำความผิดกฎหมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างเข้มข้น แต่ทั้งนี้ ประเทศไทยเรายังคงพร้อมต้อนรับชาวต่างชาติที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากพบว่ามีผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการที่ผิดกฎหมาย จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดและเท่าเทียมโดยยึดพฤติการณ์การกระทำความผิดเป็นสำคัญ</p><p>ที่มา : กรมการปกครอง&nbsp;</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/PLOXYBisu</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/PLOXYBisu</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 08:31:12 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 08:09:59 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC82NzkwMDVmMzFmNjRiOGYzZGQ0ZGZiY2ZjNzdiY2JlZS5wbmc=</url><description>&apos;วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์&apos; มท.4 นำแถลงผลปฏิบัติการ &apos;กวาดบ้านกลางกรุง&apos; ทลายเครือข่ายทุจริตแจ้งย้ายที่อยู่คนต่างด้าว เข้าทะเบียนบ้านแฟลตดินแดง กว่า 140 คน</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[กรมการจัดหางาน ผนึก บก.ปคม. ช่วย 80 คนหางาน ถูกหลอกส่งทำงานแคนาดา-ฟินแลนด์ เสียหายกว่า 20 ล้าน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNS82OWMwMTk1NDVjNTFhMzJlZWQwYjY1NTQ1OWZjZWNkNS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยกรณีกลุ่มคนหางานประมาณ 80 คน ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนว่า ถูกบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งให้บริการแนะแนว อบรมเตรียมความพร้อม และเป็นศูนย์สอบวัดทักษะวิชาชีพและภาษาเพื่อไปทำงานต่างประเทศ หลอกลวงว่าสามารถจัดส่งไปทำงานเก็บผลไม้ แพ็คสินค้า และงานแปรรูปอาหารในประเทศแคนาดา และฟินแลนด์ โดยอ้างว่าสัญญาจ้างงานระยะเวลา 2 ปี มีรายได้สูงถึงเดือนละ 70,000 บาท คนหางานแต่ละรายจ่ายค่าดำเนินการคนละประมาณ 65,000 – 85,000 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดกลับไม่สามารถเดินทางได้จริง ส่งผลให้มีผู้เสียหายจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 20 ล้านบาท และกลุ่มผู้เสียหายได้เดินทางไปแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) </p><p>นายสมชายฯ กล่าวว่า กรณีดังกล่าว กรมการจัดหางานได้เร่งประสานความร่วมมือกับกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้เจ้าหน้าที่เข้ารับเรื่องร้องทุกข์และให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย รวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกลุ่มสาย/นายหน้าที่กระทำการหลอกลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด   </p><p>“กรมการจัดหางานขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเต็มที่ พร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการกระทำความผิด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ” นายสมชายกล่าว</p><p>อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสาย/นายหน้ามีกลวิธีสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกลวงคนหางานหลายรูปแบบทั้งการโฆษณาตำแหน่งงานที่มีรายได้สูง การแอบอ้างเป็นบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ หรือเรียกเก็บค่าบริการและค่าดำเนินการล่วงหน้า จึงขอย้ำเตือนว่าก่อนตัดสินใจโอนเงินให้สาย/นายหน้าหรือผู้แทนบริษัทรายใด ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน <a href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fdoe.go.th%2Fipd%3Ffbclid%3DIwcGRvZgFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFOTDlMM2xsRHRidDFFWEZmc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHruQWAonZbn15lXAKWHFUmHxOI3QQNQ4ZgEAzvd_Z1uEgGpWPqZXuOCi26PQ_aem_9cPgsZXEqqIVlUDkj-op2A&amp;h=AUCsFdbtEwZZniddYgnfM2r7_TMkXlE-NOowsSyozCKLFlFc8qhoOl_P7haWZfgCqOl2a8aIIjEhyGpjGju93td8qSSchfVISbDRRfDHIp4YnSe5xSQENT2_Z2T1xMh9bmWqFvf3b4eqnQ&amp;__tn__=-UK-R&amp;c[0]=AUB095Df8EGOSBlGWo1rxCCWq-FpXgmUg6FF-40S0JXI5q8iggYsz9Cmd6FTzAWQpWewygj8A76EY7cfzu-1Icbs_z2VLyyri74t-IsXALG-fUx3R3EypgolFh9PiaJojbDJuxxUV-NPsXnwTgyCkRq1QRSE-kIBjrAEfohpn8VI7ktbWEG0vFXcaH2vamNheN04PiRzxfXxYv5cDtK2ExfpQg" rel="noopener noreferrer" target="_blank">doe.go.th/ipd</a> เสียก่อน และขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประสงค์ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศให้ไปด้วยวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมาย 5 วิธี ได้แก่ บริษัทจัดหางานจัดส่ง กรมการจัดหางานจัดส่ง เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน และนายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างของตนไปฝึกงาน  </p><p>ทั้งนี้ หากได้รับความเดือดร้อน สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0 2248 4792 และ โทร. 0 2245 6763 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2 </p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/jwQriAHOI</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/jwQriAHOI</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 08:09:57 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 07:43:44 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNS82OWMwMTk1NDVjNTFhMzJlZWQwYjY1NTQ1OWZjZWNkNS5wbmc=</url><description>กรมการจัดหางาน ผนึก บก.ปคม. ช่วย 80 คนหางาน ถูกหลอกส่งทำงานแคนาดา-ฟินแลนด์ เสียหายกว่า 20 ล้าน เร่งตรวจสอบ-ดำเนินคดี แนะเช็กให้ชัวร์ ก่อนโอนเงิน</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['สุรศักดิ์' เดินหน้า 'ไทยเที่ยวไทย พลัส' คาดเริ่มเดือนตุลาคม เงินหมุนเวียนกว่า 5,000 ล้านบาท ดันเที่ยวในประเทศ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8wYzg0YzE1NWIwOGFiNzAxYWQyZmRkNTYzNzRhZTI0Yy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ณ ทำเนียบรัฐบาล ถึงแนวทางการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” (Thai Travel Plus) โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินโครงการเดือนตุลาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านรายละเอียดและเงื่อนไขการใช้จ่ายให้มีความเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด</p><p>นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า โครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ในระยะแรกวางกรอบงบประมาณประมาณ 1,750 ล้านบาท และหากดำเนินการประสบความสำเร็จจะพิจารณาขยายการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยรูปแบบโครงการจะเปิดกว้างมากขึ้น ครอบคลุมการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในหลายภาคส่วน ทั้งค่าที่พัก โรงแรม ค่าอาหาร ค่าโดยสารเครื่องบิน สปา นวด และบริการด้านการท่องเที่ยวอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของประชาชนภายในประเทศ</p><p>สำหรับผลที่คาดว่าจะได้รับ โครงการจะช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท พร้อมมุ่งกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง ทั้งธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และผู้ให้บริการในภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ</p><p>ส่วนสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้ในช่วงที่ผ่านมาอาจชะลอตัวลงประมาณ 2–3% จากปัจจัยด้านสงครามและราคาพลังงาน แต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยังคงเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ที่ 33 ล้านคน โดยคาดว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการจัดกิจกรรมและอีเวนต์ขนาดใหญ่ รวมถึงการเปิดเส้นทางบินใหม่ของสายการบินจากหลายประเทศเข้าสู่ประเทศไทย ขณะเดียวกันตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยชดเชยส่วนที่ชะลอตัวของตลาดต่างชาติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศในช่วงปลายปี</p><p>ที่มา : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/i6CKASTMl</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/i6CKASTMl</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 07:23:00 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 06:38:27 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8wYzg0YzE1NWIwOGFiNzAxYWQyZmRkNTYzNzRhZTI0Yy5wbmc=</url><description>&apos;สุรศักดิ์&apos; รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เผยเตรียมเดินหน้า &apos;ไทยเที่ยวไทย พลัส&apos; คาดเริ่มเดือนตุลาคม เงินหมุนเวียนกว่า 5,000 ล้านบาท ดันเที่ยวในประเทศ–กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[‘จุลพันธ์’ เผย ครม. ไฟเขียวกฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ ยกระดับสวัสดิการ ‘คนประจำเรือ–ผู้รับงานไปทำที่บ้าน–ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจกลุ่มสมรสเท่าเทียม’]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNy9kODU5OTczYzU2NjFhNGY5YWRhZDdhODU2ZDAyMGQ2Ni5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎหมาย 2 ฉบับและหลักเกณฑ์ด้านแรงงานรวม 4 ฉบับตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายและขยายสิทธิความคุ้มครองให้ครอบคลุมแรงงานหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มคนประจำเรือ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน และกลุ่มลูกจ้างรัฐวิสาหกิจกลุ่มสมรสเท่าเทียม </p><p>การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบสวัสดิการและมาตรฐานแรงงานให้ทันต่อสภาพสังคมและรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่ โดยแบ่งสาระสำคัญออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ </p><p>1. ยกระดับระบบสวัสดิการ คนประจำเรือ ผ่านการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญคือการกำหนดให้นายจ้างต้องนำคนประจำเรือเข้าสู่ระบบประกันสังคมและเงินทดแทนโดยตรง เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณีตามระบบประกันสังคมและได้รับการคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทนหากประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน</p><p>นอกจากนี้ ยังกำหนดชัดเจนว่าห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรืออายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานระหว่าง 22.00 – 06.00 น. เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กและเยาวชน เว้นแต่เป็นการฝึกอบรมหรือการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) </p><p>2. ขยายความคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน ผ่านการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ให้ครอบคลุมรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัล เช่น การรับงานผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งขยายประเภทที่ได้รับความคุ้มครอง ทั้งงานอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม และบริการ</p><p>นอกจากกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการทำงานที่ 15 ปีและห้ามผู้ว่าจ้างใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 18 ปีหรือหญิงมีครรภ์ในงานเสี่ยงอันตราย ในกรณีจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 – 800,000 บาท นอกจากนี้ ยังวางเกณฑ์อัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรม รวมทั้งเพิ่มโทษหากนายจ้างเบี้ยวเงินหรือคืนหลักประกันล่าช้าต้องจ่ายดอกเบี้ยปรับร้อยละ 15 ต่อปี</p><p>3. รับรองสิทธิคู่สมรสลูกจ้างรัฐวิสาหกิจตามหลักสมรสเท่าเทียม ผ่านร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เพื่อปรับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทำให้คู่สมรสตามกฎหมายทุกเพศได้รับสิทธิค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทน และค่าทำศพอย่างเท่าเทียม โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากสิทธิค่ารักษาพยาบาลกว่า 12,000 คน</p><p>“เป้าหมายของเราคือการปิดทุกช่องว่างทางกฎหมายและยกระดับสวัสดิการของแรงงานทุกกลุ่ม ทั้งการรับรองสิทธิที่เท่าเทียมและการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ทั้งเยาวชน ผู้รับงานอิสระ และคู่สมรสทุกเพศ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” นายจุลพันธ์กล่าว </p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/geLxuHv4u</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/geLxuHv4u</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 06:31:14 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 06:13:23 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNy9kODU5OTczYzU2NjFhNGY5YWRhZDdhODU2ZDAyMGQ2Ni5wbmc=</url><description>‘จุลพันธ์’ รมว.แรงงาน เผย ครม มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ ยกระดับสวัสดิการ ‘คนประจำเรือ–ผู้รับงานไปทำที่บ้าน–ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจกลุ่มสมรสเท่าเทียม’</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[นายกฯ หารือ Canva ดัน Creative Economy ไทยสู่ตลาดโลก ชวนตั้งนิติบุคคล–ดึง Talent ทำงานในไทย]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC84ZTRmMjM5YWFkMDc3MmM5N2MxOTFlNjlhYzk3ODk3YS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Canva บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกด้านการสื่อสารด้วยภาพ พร้อมหารือกับ COO นายคลิฟ โอเบรคต์ (Cliff Obrecht) ผู้ร่วมก่อตั้งและ COO และนาย Willix Halim CEO Canva ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&nbsp;และนายภคพล ตั้งตงฉิน ผู้บริหาร ประจำภูมิภาค (ประเทศไทย ถึงความร่วมมือในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย (Drive Thailand’s Creative Economy) เพื่อนำผลงานของคนไทยเข้าสู่ตลาดโลก</p><p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า Creative Economy เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการผลักดัน เพราะประเทศไทยมีทั้งบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) อัตลักษณ์ และทุนทางวัฒนธรรมที่มีพลัง สามารถต่อยอดเป็นสินค้า บริการ และทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าในตลาดโลกได้ โดยมองว่าแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Canva สามารถช่วยเปิดพื้นที่ให้การออกแบบและวัฒนธรรมไทยเข้าถึงผู้ใช้ทั่วโลก และเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นรายได้อย่างเป็นรูปธรรม</p><p>ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการทำงานร่วมกับ Local Creators และ SMEs ไทย โดยส่งเสริมให้มีการนำงานออกแบบ องค์ประกอบทางวัฒนธรรม และผลงานของครีเอเตอร์ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถนำไปใช้ และเปิดโอกาสให้ Thai Creators ได้รับค่าตอบแทนจากผลงานของตนเอง ทำให้รายได้จากตลาดโลกไหลกลับมาสู่ประเทศไทย ซึ่ง&nbsp;Canva ตั้งเป้าเพิ่มจำนวน Canva Creators ชาวไทยจากประมาณ 190 คน เป็น 1,000 คนภายในปี 2571</p><p>ขณะที่&nbsp;Canva ได้กล่าวถึงการทำงานกับฝ่ายไทยว่า ได้ร่วมกับหน่วยงานไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อพัฒนาทักษะด้านการออกแบบ ดิจิทัล และ AI ให้แก่ SMEs เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับสินค้า บรรจุภัณฑ์ และการตลาดให้แข่งขันในต่างประเทศได้ รวมถึงขยายความร่วมมือด้านการศึกษา กับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เยาวชนไทยเข้าถึงเครื่องมือและทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่</p><p>ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชวน Canva พิจารณาจดทะเบียนนิติบุคคลและขยายฐานธุรกิจในประเทศไทย รวมทั้งนำบุคลากรที่มีความสามารถจากต่างประเทศเข้ามาทำงานร่วมกับคนไทยให้เพิ่มขึ้นอีก&nbsp;เพื่อสร้างการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ในประเทศ โดยเชิญชวนให้ Canva ทำงานใกล้ชิดกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทั้งการลงทุนและโครงการพัฒนาทักษะและเชื่อมช่องว่างด้านบุคลากร (Skill Bridge) เพื่อเพิ่มศักยภาพแรงงานและบุคลากรในภาค SMEs</p><p>เพื่อให้เกิดผลตามที่หารือในครั้งนี้ ทาง BOI จะทำงานกับ Canva อย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาบุคลากร และการสร้างระบบนิเวศ Creative Economy ในประเทศไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไปนางสาวรัชดา กล่าว</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/aB-PxPL7_</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/aB-PxPL7_</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 05:59:37 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 05:45:05 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC84ZTRmMjM5YWFkMDc3MmM5N2MxOTFlNjlhYzk3ODk3YS5wbmc=</url><description>นายกฯ หารือ Canva ดัน Creative Economy ไทยสู่ตลาดโลก ชูพลังวัฒนธรรม–คนไทยมี Talent เชื่อมครีเอเตอร์–SMEs สร้างรายได้กลับประเทศ ชวนตั้งนิติบุคคล–ดึง Talent ทำงานในไทย</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['พลรักษ์' โต้วาทกรรม 'นักจิตวิทยาปลอม' ชี้ทำลายความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมเด็ก วอนมองปัญหาขาดแคลนบุคลากร]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8yZmM5ZjQzMjBmYThkOTg2YTJmYjc1ZmRmNDVjYTQ5Ni5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 จากกรณีที่มีการแชร์พาดหัวข่าวในสื่อสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลายว่า "กระทรวงยุติธรรมเปิดทางให้นักจิตวิทยาปลอมสืบพยานเด็กมาเกือบ 10 ปี" ล่าสุด นายพลรักษ์ รักษาพล อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อปกป้องความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม และเตือนว่าการใช้วาทกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการคุ้มครองสิทธิเด็ก</p><p>นายพลรักษ์ ระบุว่า พาดหัวข่าวในลักษณะนี้ค่อนข้างอันตราย เนื่องจากเป็นการนำความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมมาสร้างกระแสเพื่อเรียกยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) บนโลกออนไลน์ โดยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่</p><p><strong>ไร้เงา "ของปลอม" มีแต่เจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย </strong>: บุคคลที่เข้าร่วมการสืบพยานเด็กไม่ใช่กลุ่มมิจฉาชีพ แต่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ผ่านการอบรมเฉพาะทางด้านการสอบปากคำเด็กโดยเฉพาะ และปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (มาตรา 133 ทวิ) ซึ่งมีระเบียบและหลักสูตรรองรับชัดเจน</p><p><strong>วิกฤตขาดแคลน "นักจิตวิทยาคลินิก" </strong>: สาเหตุที่ไม่สามารถใช้นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบประกอบโรคศิลปะได้ในทุกคดี เป็นผลมาจากภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างหนักในระดับประเทศ หากต้องรอคิวเฉพาะผู้ที่มีใบประกอบฯ กระบวนการพิจารณาคดีเด็กจะเกิดความล่าช้า ซึ่งเท่ากับการทำร้ายเด็กซ้ำ การอบรมเจ้าหน้าที่ขึ้นมาทำหน้าที่นี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการอุดช่องโหว่ไม่ให้กระบวนการยุติธรรมต้องหยุดชะงัก</p><p><strong>วาทกรรมสาดโคลน บั่นทอนระบบและคนทำงาน</strong> : การตีตราว่าเป็น "นักจิตวิทยาปลอม" สร้างความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง และอาจทำให้ผู้ปกครองรวมถึงตัวเด็กเองหวาดระแวงจนไม่กล้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งยังเป็นการบั่นทอนกำลังใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ดูแลปกป้องเด็กมาตลอดทศวรรษ</p><p>"การวิจารณ์เพื่อพัฒนาระบบเป็นสิ่งที่เราควรทำครับ เช่น การร่วมกันผลักดันให้รัฐเพิ่มกรอบอัตรากำลังและงบประมาณในการจ้างนักจิตวิทยาคลินิกให้เพียงพอต่อคดี แต่การตั้งสเตตัสสาดโคลนด้วยวาทกรรม 'ของปลอม' ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับการคุ้มครองสิทธิเด็กเลย เราควรตั้งสติและมองปัญหาเชิงโครงสร้างให้ลึกกว่าพาดหัวข่าว" นายพลรักษ์ กล่าวทิ้งท้าย</p><p>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การออกมาชี้แจงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณและอัตรากำลังเจ้าหน้าที่เฉพาะทาง เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองเด็กในกระบวนการทางกฎหมายของประเทศไทยต่อไป</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/5VCqVl2WO</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/5VCqVl2WO</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 04:23:10 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 04:05:47 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8yZmM5ZjQzMjBmYThkOTg2YTJmYjc1ZmRmNDVjYTQ5Ni5wbmc=</url><description>&apos;พลรักษ์&apos; อดีตคณะทำงาน รมว.ยุติธรรม โต้กลับวาทกรรม &apos;นักจิตวิทยาปลอม&apos; ชี้ทำลายความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมเด็ก วอนสังคมมองลึกถึงปัญหาขาดแคลนบุคลากร</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน' ชงกฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ เข้า ครม. ดันสิทธิคนประจำเรือ-ผู้รับงานทำที่บ้าน พร้อมอัปเกรดสวัสดิการรัฐวิสาหกิจรับ 'สมรสเท่าเทียม']]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9lN2Y3Njk4ZGZhMzZkNTFhZjU2YThhYjMwMTgxYWYwMi5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และ ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการเสนอแก้ไขกฎหมายด้านแรงงาน</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ติดภารกิจเดินทางไปประเทศออสเตรเลียร่วมกับนายกรัฐมนตรี โดยในวันนี้มีข่าวดีของกระทรวงแรงงานที่ได้ทำงานร่วมกันมานานพอสมควร คือการนำเสนอกฎหมายด้านแรงงานรวมทั้งหมด 4 ฉบับ เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อพี่น้องแรงงาน โดยมีสาระสำคัญแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่</p><p><strong>1. ร่าง พ.ร.บ. แรงงานทางทะเล</strong> - มุ่งให้โอกาสและยกระดับสิทธิของ "คนประจำเรือ" ให้ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน เทียบเท่ากับพี่น้องแรงงานบนบก</p><p><strong>2. ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน </strong>- เป็นการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเน้นย้ำการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน หากผู้จ้างงานผิดนัดและไม่จ่ายเงินค่าจ้าง จะต้องรับผิดชอบจ่ายทั้ง "ดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม"</p><p><strong>3. ร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (จำนวน 2 ฉบับ)</strong> - เป็นการปรับแก้ระเบียบเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย "สมรสเท่าเทียม" โดยเปลี่ยนจากคำว่าสามี-ภรรยา เป็นคำว่า "ผู้สมรส" ซึ่งจะทำให้คู่สมรสของพนักงานรัฐวิสาหกิจมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าทำศพอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคู่ชายหญิงหรือคู่เพศเดียวกันก็ตาม</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวย้ำว่า "ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำให้พี่น้องแรงงานกลุ่มทั้งบนเรือ ที่บ้าน และรัฐวิสาหกิจ ได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง"</p><p>ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า ในส่วนรายละเอียดของข้อกฎหมายทั้ง 3 กลุ่มนั้น มีการปรับปรุงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ดังนี้</p><p><strong>กลุ่มคนประจำเรือ</strong> <strong>-</strong> มีการปรับแก้ครั้งนี้จะช่วยให้คนประจำเรือได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมและสามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ขอชี้แจงว่า "คนประจำเรือ" ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงกลุ่มเรือประมง แต่เป็นกลุ่มแรงงานใน "เรือขนส่ง" ซึ่งถือเป็นอีกกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากมติ ครม. ในวันนี้</p><p><strong>กลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน - </strong>มีการปรับปรุง 3 ประเด็นใหญ่ เพื่อให้ครอบคลุมและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ได้แก่</p><p>ข้อกำหนดด้านอายุ - กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ทำงานต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป และต้องไม่ทำงานที่มีอันตรายต่อสุขภาพ</p><p>ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม - งานประเภทเดียวกันกับสถานประกอบการ ต้องได้รับค่าแรงตามมาตรฐานเดียวกัน หากเป็นงานที่แตกต่างออกไป ต้องมีการประกาศกำหนดอัตราให้ชัดเจน และต้องไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่กำหนด</p><p>หลักประกัน - มีกฎหมายรองรับในเรื่องของการคืนหลักประกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านถูกเอารัดเอาเปรียบ</p><p><strong>กลุ่มแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์</strong> <strong>-</strong> การปรับแก้ให้ครอบคลุมคำว่า "ผู้สมรส" ตาม พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมนั้น จะมีผลย้อนหลัง ไปตามวันที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับสิทธิต่างๆ เป็นไปตามเกณฑ์ของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ อย่างครบถ้วน</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/b4m3f0oIB</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/b4m3f0oIB</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 04:04:49 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 03:35:45 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9lN2Y3Njk4ZGZhMzZkNTFhZjU2YThhYjMwMTgxYWYwMi5wbmc=</url><description>รองนายกฯ ยศชนัน ชงกฎหมายด้านแรงงาน 4 ฉบับ เข้า ครม. ดันสิทธิคนประจำเรือ-ผู้รับงานทำที่บ้าน พร้อมอัปเกรดสวัสดิการรัฐวิสาหกิจรับ &apos;สมรสเท่าเทียม&apos;</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[นายกฯ โชว์วิชั่นบนเวที Lowy เมื่อโลกแบ่งขั้ว ไทย “ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมีทางเลือก” ชูอาเซียนเข้มแข็ง–เศรษฐกิจยืดหยุ่น]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8xOTNlYzU4ZDM2NjVjODVmMjdhN2JjMzNhYjU4NzYxNy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Beyond the Thailand-Australia Bilateral Partnership: Advancing International Order through Regional and Minilateral Cooperation” ณ สถาบัน Lowy (Lowy Institute) นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยอิสระด้ายนโยบาย ระหว่างประเทศ (Think Tank) ของประเทศออสเตรเลีย โดยมีบทวิเคราะห์สถานการณ์ระดับโลกต่างๆและจัดทำดัชนีชี้วัด ที่สื่อมวลชนและรัฐบาลทั่วโลกนำไปอ้างอิง โอกาสนี้ Dr. Michael Fullilove ผู้อำนวยการบริหารสถาบัน Lowy ให้การต้อนรับ</p><p>นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้นำเสนอมุมมองของไทยต่อแวดวงนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ของออสเตรเลีย ถึงบทบาทของไทย ออสเตรเลีย และประเทศขนาดกลางในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น พร้อมเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ </p><p>1) ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สามารถตอบโจทย์ความท้าทายได้อย่างแท้จริง </p><p>2) รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) </p><p>3) สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจ</p><p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนออสเตรเลียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ก่อนที่ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า โดยทั้งสองประเทศควรต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จากความร่วมมือทวิภาคี ไปสู่การร่วมสร้างประโยชน์แก่ภูมิภาค ท่ามกลางโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเชื่อมโยงกันมากขึ้น การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และความขัดแย้งส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร</p><p>นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ในภาวะที่ระบบระหว่างประเทศมีความไม่แน่นอนและคาดการณ์ได้ยาก ไทยและออสเตรเลียต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปิดกว้าง มีเสถียรภาพ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา โดยทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมในการธำรงรักษาระบบดังกล่าว ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของประเทศมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว</p><p>ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอ 3 แนวทางสำคัญ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในปัจจุบัน</p><p><strong>ประการแรก ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism)</strong> สามารถตอบโจทย์ความท้าทายได้อย่างแท้จริง โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า สถาบันระดับโลกยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในช่วงเวลาที่การสร้างฉันทามติในระดับโลกเป็นไปได้ยาก สถาบันระดับภูมิภาคจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการรักษาช่องทางการหารือ สร้างความไว้วางใจ และแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม</p><p>สำหรับประเทศไทย อาเซียนยังคงเป็น “หลักยึดทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อาเซียนมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากภูมิภาคที่เคยมีความแตกแยกและความไม่ไว้วางใจ ไปสู่ภูมิภาคแห่งการหารือ ความร่วมมือ และการบูรณาการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาต่อไป โดยความเป็นเอกภาพและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนต้องได้รับการสนับสนุนด้วยความสามารถในการกำหนดวาระของตนเอง และตอบสนองต่อความท้าทายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p><p>ในเรื่องเมียนมา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (Five-Point Consensus) ควบคู่กับแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement) เพื่อรักษาช่องทางการหารือและส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม โดยล่าสุดทางการเมียนมาได้อนุญาตให้ผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าพบนางออง ซาน ซู จี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง และไทยหวังว่าจะนำไปสู่พัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติม</p><p>สำหรับความสัมพันธ์กับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน พร้อมกับรักษาความเป็นเอกภาพของอาเซียน โดยแม้ความท้าทายในแต่ละกรณีจะแตกต่างกัน แต่หลักการสำคัญยังคงเหมือนกัน คือกลไกภูมิภาคต้องช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถบริหารจัดการความเห็นต่าง ขณะเดียวกันต้องรักษาพื้นที่สำหรับความร่วมมือเอาไว้</p><p><strong>ประการที่สอง รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy)</strong> ด้วยการขยายและกระจายความเป็นหุ้นส่วน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า Strategic Autonomy ไม่ได้หมายถึงการแยกตัวออกจากประเทศอื่น หรือการวางตัวเป็นกลางในทุกประเด็น แต่หมายถึงการรักษาความสามารถในการตัดสินใจและกำหนดทางเลือกของตนเอง สามารถทำงานร่วมกับหุ้นส่วนที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละประเด็นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ โดยหากประเทศต่าง ๆ สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับหุ้นส่วนได้หลากหลายมากเท่าใด ก็ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะถูกบีบให้เลือกทางใดทางหนึ่งตามผลประโยชน์ของประเทศอื่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยและออสเตรเลียสามารถร่วมมือกันได้มากขึ้น</p><p>นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมออสเตรเลียในฐานะประเทศคู่เจรจาประเทศแรกของอาเซียน ซึ่งให้การสนับสนุนความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและสถาปัตยกรรมภูมิภาคที่เปิดกว้างและครอบคลุมมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทผ่านกรอบความร่วมมือกับอาเซียน ความเป็นหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง–ออสเตรเลีย (Mekong–Australia Partnership) และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p><p>พร้อมกันนี้ ไทยและออสเตรเลียควรต่อยอดความร่วมมือผ่านการรวมกลุ่มขนาดเล็กที่มุ่งผลลัพธ์ในประเด็นเฉพาะ หรือ Minilateral Cooperation เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่มีความเร่งด่วนได้อย่างคล่องตัวและเป็นรูปธรรม โดยตัวอย่างสำคัญคือความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มีกำหนดลงนามในถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ณ กรุงแคนเบอร์รา เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างสองประเทศ</p><p>นายกรัฐมนตรีย้ำว่า แนวทางดังกล่าวคือการรักษาความสามารถในการกำหนดทิศทางของตนเองของประเทศต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างหรือเลือกค่าย แต่เป็นการสร้างแนวร่วมและเครือข่ายความร่วมมือที่ช่วยขยายพื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกัน</p><p><strong>ประการที่สาม สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience)</strong> ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่การพึ่งพาระหว่างประเทศอาจกลายเป็นความเปราะบาง การสร้างความยืดหยุ่นไม่ควรหมายถึงการแบ่งแยกหรือแตกตัวของระบบเศรษฐกิจ แต่ควรหมายถึงการกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป โดยไม่ทำลายความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค</p><p>ไทยและออสเตรเลียมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2548 และในปี 2568 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ขณะที่ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเข้ากับภูมิภาคในวงกว้างยิ่งขึ้น</p><p>นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ขั้นต่อไปคือการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวไปสู่ “หุ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” (resilient partnership) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน การศึกษา เทคโนโลยี และเงินทุน ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการผลิตขั้นสูง การผลิตอาหาร การเชื่อมโยงภูมิภาค ตลอดจนอุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัลที่กำลังเติบโต</p><p>ทั้งสองประเทศจึงควรเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่แร่ธาตุสำคัญ แบตเตอรี่ และยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาดและการผลิตขั้นสูง ความมั่นคงทางอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร ไปจนถึงการค้าดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบ</p><p>ขณะเดียวกัน กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยไทยยินดีและขอบคุณออสเตรเลียสำหรับการสนับสนุนไทยในกระบวนการดังกล่าว</p><p>นายกรัฐมนตรีย้ำว่า โลกไม่สามารถย้อนกลับไปสร้างระบบระหว่างประเทศแบบเดิมขึ้นมาใหม่ได้ทั้งหมด ทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมสร้างระเบียบระหว่างประเทศสำหรับอนาคต ด้วยการสร้างหุ้นส่วนที่ช่วยรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ และบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน</p><p><strong>“ไทยและออสเตรเลียอาจไม่ใช่ประเทศที่กำหนดดุลอำนาจของโลก แต่เราสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดว่าอำนาจจะถูกใช้อย่างไรในภูมิภาคของเรา”</strong></p><p>นายกรัฐมนตรีย้ำบทบาทใหม่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แข็งแกร่ง และทำงานร่วมกันเพื่อรักษาภูมิภาคให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา เปิดกว้าง ครอบคลุม และยืดหยุ่น พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม”</p><p>สถาบันโลวี (Lowy Institute) คือ สถาบันวิจัยฟอิสระด้ายนโยบาย ระหว่างประเทศ (Think Tank) ของประเทศออสเตรเลีย มี เป้าหมายหลัก: เพื่อศึกษาวิจัย เสนอแนะนโยบาย เกี่ยวกับประเด็นกิจการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก </p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/fVCpikM9O</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/fVCpikM9O</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Tue, 18 Aug 2026 03:06:32 +0000</updated><pubDate>Tue, 18 Aug 2026 02:57:21 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8xOTNlYzU4ZDM2NjVjODVmMjdhN2JjMzNhYjU4NzYxNy5wbmc=</url><description>นายกฯ โชว์วิชั่นบนเวที Lowy เมื่อโลกแบ่งขั้ว ไทย “ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมีทางเลือก” ชูอาเซียนเข้มแข็ง–เศรษฐกิจยืดหยุ่น</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['นิกร' นำทีม พม. ลุยงานเชิงรุก นั่ง 'รถคอกหมู' ส่งต่อความสุขถึงบ้าน ช่วยกลุ่มเปราะบาง และประชาชนใน 3 อำเภอ จ.สุโขทัย]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9jMjUxMjM1MjllY2I3MjNmYzVmZGVjMGVjMDEwMGYyNC5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย ตามนโยบาย พม. 8 ด้าน "สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" โดยเปิดโครงการ “สร้างสุข สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนสุโขทัย” ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ </p><p>1) อำเภอกงไกรลาศ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลกงไกรลาศ </p><p>2) อำเภอศรีสำโรง ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทับผึ้ง </p><p>3) อำเภอทุ่งเสลี่ยม ณ โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลเขาแก้วศรีสมบูรณ์ </p><p>ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัยในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้รับความช่วยเหลือเป็นสิทธิสวัสดิการสังคมต่างๆ ตามภารกิจกระทรวง พม. ไม่ว่าจะเป็น เงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน , เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน , เงินอุดหนุนสงเคราะห์ครอบครัว , เงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่ง , เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก , เงินสงเคราะห์และฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ และ เงินอุดหนุนโครงการให้แก่สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดสุโขทัย อีกทั้งมีการมอบป้ายโครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ และ ป้ายโครงการเครือข่ายองค์กรชุมชนลูกพ่อขุนราม จังหวัดสุโขทัย ปี 2569</p><p>นอกจากนี้ ได้ร่วมกิจกรรม "นั่งรถคอกหมู" ส่งต่อความสุข (มอบบ้านบูรณาการ) กับเครือข่ายท้องถิ่น อำเภอกงไกรลาศ โดยเยี่ยมให้กำลังใจผู้สูงอายุเปราะบางที่พิการ พร้อมมอบป้ายโครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ และร่วมทาสีบ้านใหม่ อีกทั้งมอบเงินสงเคราะห์และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น  จากนั้นเยี่ยมชมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านใหม่ชัยมงคล อำเภอทุ่งเสลี่ยม พร้อมมอบอุปกรณ์เครื่องเขียน ตุ๊กตา และของเล่น สำหรับเสริมพัฒนาการเด็ก</p><p>โอกาสนี้ นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , นางสาวสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ และนายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , คณะผู้บริหารกระทรวง พม. , ทีมหน่วยงาน พม.จังหวัดสุโขทัย , อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และผู้แทนเครือข่ายท้องถิ่น ร่วมลงพื้นที่</p><p>"วันนี้ ตนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “พม. สร้างสุข สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนสุโขทัย” และพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย พม. 8 ด้าน "สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" ของหน่วยงานทีม  พม.จังหวัดสุโขทัย และรับฟังการขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมในระดับพื้นที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งได้นำคณะผู้บริหารกระทรวง พม. จากทุกกรม ที่ดูแลทุกกลุ่มเป้าหมายมาร่วมลงพื้นที่ด้วยกัน ทำให้ทราบถึงข้อมูล ปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอต่าง ๆ จากสภาพความเป็นจริง นำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงการทำงานเชิงรุก เพื่อให้คนไทยทุกคน ทุกช่วงวัย ได้รับโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ส่วนราชการจังหวัดสุโขทัย หน่วยงานทีม พม. จังหวัดสุโขทัย และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึง อพม. อาสาสมัครและภาคีเครือข่ายท้องถิ่นทุกภาคส่วน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด เพื่อให้พี่น้องชาวสุโขทัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงยั่งยืนต่อไป" นายนิกร กล่าว</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC84NWY2NGZlZGY0ZjVjNDdmMzY3ZDRlZjgzNmYwYTFiMC5qZmlm" alt="พม นิกร"><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/ira_6rY2f</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/ira_6rY2f</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 16:11:10 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 16:07:02 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9jMjUxMjM1MjllY2I3MjNmYzVmZGVjMGVjMDEwMGYyNC5wbmc=</url><description>&apos;รมว.นิกร&apos; นำทีม พม. ลุยงานเชิงรุก นั่ง &apos;รถคอกหมู&apos; ส่งต่อความสุขถึงบ้าน ช่วยกลุ่มเปราะบาง และ ประชาชน 3 อำเภอ จ.สุโขทัย พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการสังคมทุกช่วงวัย</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[โฆษก อว. ชวนคนไทยร่วมติดตามนาทีประวัติศาสตร์ ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH สู่วงโคจรดวงจันทร์ 24 ส.ค.นี้]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9jZGU1ZTVkZGU2MDE0OTI3MGI0MDQ3MzViNmIzNWZhMS5wbmc=/640/330" /></p><p>ดร. เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ โฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เชิญชวนคนไทยร่วมกัน “นับถอยหลังสู่ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย” กับภารกิจส่ง CE-7 MATCH (Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ออกแบบและพัฒนาโดยคนไทย ขึ้นสู่อวกาศเพื่อร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ ภายใต้ภารกิจฉางเอ๋อ 7 (Chang’e-7) ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 07.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยช่วงเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะอากาศและข้อกำหนดทางวิศวกรรม จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน</p><p><strong>“นี่ไม่ใช่เพียงการส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ขึ้นสู่อวกาศ แต่เป็นการส่ง องค์ความรู้ ความสามารถ และความฝันของคนไทย ไปไกลถึงดวงจันทร์ เป็นอีกก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทยสามารถมีส่วนร่วมในภารกิจอวกาศระดับนานาชาติได้อย่างแท้จริง”</strong></p><p>โฆษก อว. กล่าวว่า CE-7 MATCH เป็น 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์นานาชาติที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกันพัฒนาภายใต้ความร่วมมือไทย–จีน เพื่อศึกษารังสีคอสมิกและอนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์</p><p>ในโอกาสสำคัญครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะ จะเดินทางไปยังศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมสังเกตการณ์และเป็นสักขีพยานการปล่อย จรวดลองมาร์ช-5 Y14 (Long March-5 Y14) ซึ่งจะนำส่งยานฉางเอ๋อ 7 และอุปกรณ์ CE-7 MATCH ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 สะท้อนถึงความสำคัญของภารกิจครั้งนี้ต่อการยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอวกาศของประเทศไทย ตลอดจนการขยายความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างไทยและจีน</p><p><strong>“วันที่ 24 สิงหาคมนี้ จึงอยากชวนคนไทยทุกคนมาร่วมกัน นับถอยหลัง ส่งแรงใจ และเป็นสักขีพยานอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ไทย เพราะทุกความสำเร็จของนักวิจัยไทยในวันนี้ คือแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนของเราเชื่อว่า วันหนึ่งพวกเขาก็สามารถสร้างเทคโนโลยีที่เดินทางไปได้ไกลถึงดวงจันทร์เช่นกัน”</strong></p><p>ประชาชนสามารถร่วมชมการถ่ายทอดสดการปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 พร้อม CE-7 MATCH ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่องทางของ NARIT, กระทรวงศึกษาธิการ, Thai PBS และ Thai PBS Sci &amp; Tech รวมถึง YouTube: NARIT_Thailand และ OBEC Channel </p><p>เพื่อร่วมกันนับถอยหลังและส่งกำลังใจให้กับทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ในอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเส้นทางสู่ดวงจันทร์</p><p>ที่มา : <a href="https://www.facebook.com/MHESIThailand?__cft__[0]=AZYFHIePMD7VObfQBJl4l_gxmEp73yHTuhG1d8tA-X6gr-OoyXHc5S2m5kHvYE88ufNB3D6wNVHpGpnif6yEVIVsH852kUjFJl1JJ7ZUBw6oeMAEewG_A4Vu53VGmAdNvP0-Opzr1haYWbxiobWiwh4_&amp;__tn__=-UC%2CP-R" rel="noopener noreferrer" target="_blank">กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม</a></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/tAnXF7Hw5</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/tAnXF7Hw5</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 16:03:57 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 15:27:39 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9jZGU1ZTVkZGU2MDE0OTI3MGI0MDQ3MzViNmIzNWZhMS5wbmc=</url><description>โฆษก อว. ชวนคนไทยร่วม “นับถอยหลังสู่ประวัติศาสตร์” ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH มุ่งหน้าสู่วงโคจรดวงจันทร์ ภายใต้ภารกิจฉางเอ๋อ 7 (Chang’e-7) วันที่ 24 สิงหาคม 2569</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[สถานทูต แจ้ง ตม.บุกค้นบริษัทรับทำวีซ่า พบพิรุธ Bank Statement ปลอม ยึดตราประทับธนาคาร-เอกสารอื้อ เงินสะพัดกว่า 16 ล้าน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8yMGYwMmEyZGZlYWE0MjM4ZTk2ZWVlZWIxZjI1ZWQ5NC5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.3 และ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 ร่วมกันแถลงผลการดำเนินคดี หลังเมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.3 นำหมายค้นศาลอาญามีนบุรีเข้าตรวจค้นสำนักงานบริษัทให้คำปรึกษาด้านการยื่นขอวีซ่าแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร</p><p>จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบและยึด ตรายางปลอมของธนาคารและหน่วยงานต่าง ๆ เอกสารทางการเงินปลอมกว่า 20 ฉบับ รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง โดยเชื่อว่าอุปกรณ์และเอกสารดังกล่าวถูกใช้จัดทำเอกสารปลอมเพื่อประกอบคำร้องขอตรวจลงตราเดินทางไปต่างประเทศให้แก่ลูกค้าชาวไทย</p><p>หลังรายงานให้ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ทราบ จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งขยายผล โดยนำเอกสารที่ได้รับจากสถานเอกอัครราชทูตไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับข้อมูลจริงจากธนาคารเจ้าของบัญชี</p><p>ผลการตรวจสอบพบความผิดปกติในลักษณะเดียวกัน 5 ราย โดย ชื่อผู้ยื่นเอกสารไม่ตรงกับชื่อเจ้าของบัญชีตัวจริง ขณะที่รายการเดินบัญชีในเอกสารที่นำไปยื่นขอวีซ่าถูกแก้ไขดัดแปลง ไม่ตรงกับข้อมูลที่ธนาคารยืนยัน</p><p>นอกจากนี้ ยังพบข้อพิรุธอีกจุดสำคัญ เมื่อผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ยื่นคำร้องทั้ง 5 ราย ใช้หมายเลขบัตรเครดิตของธนาคารต่างประเทศ ใบเดียวกัน ในการชำระค่าใช้จ่าย</p><p>ระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ยังพบตรายางของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง พร้อมเอกสารปลอมอีกหลายรายการ ทั้งหนังสือรับรองเงินเดือน รายการเดินบัญชี และเอกสารทางการเงินอื่น ๆ รวมถึงคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง จึงตรวจยึดทั้งหมดไว้เป็นของกลาง เพื่อส่งตรวจพิสูจน์และขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม</p><p>พล.ต.ต.ทรงโปรด กล่าวว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า มีลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวมากกว่า 400 ราย โดยบริษัทเรียกเก็บค่าบริการรายละประมาณ 40,000 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 16 ล้านบาท</p><p>เบื้องต้นพฤติการณ์อาจเข้าข่ายความผิดฐาน ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 และ 268 รวมถึงความผิดฐาน ปลอมดวงตรา ตามมาตรา 251 และ 252 อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาและฐานความผิดที่แน่นอนจะต้องพิจารณาจากผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง พยานหลักฐาน และสำนวนการสอบสวนต่อไป</p><p>สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองฝากประชาสัมพันธ์ หากประชาชนพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการจัดทำหรือใช้เอกสารปลอมเพื่อขอวีซ่า สามารถแจ้งข้อมูลต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป</p><p>สถานทูตเจอพิรุธ แจ้ง ตม.ทันที ก่อนลากต่อถึงบริษัทรับทำวีซ่า เปิดแฟ้มเจอทั้ง Bank Statement แต่งตัว ตรายางปลอม และเอกสารการเงินอื้อ แถมขยายผลเจอลูกค้ากว่า 400 ราย ค่าบริการรายละ 4 หมื่น รวมมูลค่ากว่า 16 ล้านบาท งานนี้ ตม.เดินหน้าตรวจของกลาง-สาวต่อถึงขบวนการที่เกี่ยวข้อง</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8zZGM5OWQwMTMyMmJmZTVjYWM0MjIxZmU3NTQ3NzdlNC5qcGc=" alt="775127622_1080508821165688_5019739345099124027_n.jpg"><p><br></p><p>ที่มา : ตำรวจไทย&nbsp;</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/metOgTsok</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/metOgTsok</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 15:40:18 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 15:07:47 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8yMGYwMmEyZGZlYWE0MjM4ZTk2ZWVlZWIxZjI1ZWQ5NC5wbmc=</url><description>สถานเอกอัครราชทูตประเทศยุโรปประสานข้อมูลตำรวจตรวจคนเข้าเมือง บุกค้นบริษัทรับทำวีซ่า พบพิรุธ Bank Statement ปลอม ยึดตราประทับธนาคาร-เอกสารอื้อ ขยายผลลูกค้ากว่า 400 ราย เงินสะพัดกว่า 16 ล้าน</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ศึกษิษฏ์' โต้ข่าวปลอม ย้ำนโยบายยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ ให้สัญชาติเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนไว้ ขออย่านำเรื่องโกหกมาโจมตีทางการเมือง]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9mZjdkYzQ3ZDgzMTNkYTJmMjM2YjUxNjg2MzBmNDkwOS5wbmc=/640/330" /></p><p>ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และโฆษกพรรคเพื่อไทย ชี้แจงกรณี ผู้ใช้แฟนเพจเฟซบุ๊กชื่อ มานิกา ส.พันธุ์ โพสต์ภาพและข้อความ เมื่อ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จ ที่ระบุหัวข้อโพสต์ว่า <strong>จากม้าอารีให้ “ผู้ลี้ภัยมาพักอาศัย” กลายเป็น “เจ้าของ” จากการซื้อที่ดินและยึดครองโดยยืมมือUNเข้ามาเป็นผู้แบ่งแยกดินแดนให้ยิว แล้วขับไล่เจ้าของเดิมออกไป </strong></p><p>โดยศึกษิษฏ์ ได้ชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นข่าวปลอมที่จงใจกล่าวหากันร้ายแรงมาก<strong> ผมขอย้ำอีกครั้งครับว่า สมัยนายกแพทองธาร ได้ให้สัญชาติกลุ่มชาติพันธุ์ ยุติสภาวะไร้รัฐของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมแผ่นดินไทยของเรามายาวนาน</strong> โดยต้องผ่านเกณฑ์การตรวจสอบอย่างเข้มงวด คือ </p><p>1. เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศไทยมาแต่อดีตและราชการทำทะเบียนไว้แล้ว อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคก่อนๆ </p><p>และ </p><p>2. ลูกของบุคคลกลุ่มที่ 1 ซึ่งเกิดในไทย ใช้ภาษาไทย เป็นคนไทยบนพื้นที่ชายขอบ บนภูเขา ทุกภูมิภาค ไม่ใช่คนต่างด้าวชาติอื่นภาษาอื่น</p><p>นโยบายดังกล่าวได้รับการยกย่องจาก UNHCR ชื่นชมความสำเร็จของการช่วยเหลือ คุ้มครอง หาทางออก แก้ปัญหามนุษยธรรม และถือว่าไทยเป็นผู้นำการแก้ปัญหาไร้รัฐไร้สัญชาติ ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบโดยเจ้าหน้าที่ทุจริต และทำให้ติดตาม ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ว่าใครยื่นคำร้อง ใครเป็นผู้รับรอง หากมีความผิดพลาดก็สามารถสอบสวนย้อนกลับได้</p><p>อยากจะให้ทุกท่าน ช่วยกันตระหนักรู้ แยกแยะความสำคัญระหว่างนโยบายการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของพี่น้องชาติพันธุ์ที่เป็นคนไทยบนแผ่นดินไทยเรา กับการเข้มงวดกวดขันเอาผิดกับการทุจริตปลอมสัญชาติของอาชญากรต่างชาติ ไม่นำเอาข่าวเท็จ เรื่องโกหก มาโจมตีทางการเมืองโดยไม่ตรวจสอบก่อน สร้างความแตกแยกและยังอาจเป็นการดูถูกกล่าวหาพี่น้องชาติพันธุ์ด้วยครับ</p><p><strong>ย้อนดู</strong><a href="https://voicetv.co.th/read/vGVJxI7yq" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>หลักเกณฑ์ 'การให้สัญชาติ-สถานะ' บุคคลอพยพ ตามที่ ครม.&nbsp;เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567&nbsp;</strong></a></p><p>นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้<strong> 'เห็นชอบ' กรอบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนออนุมัติหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และสถานะให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาในอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ซึ่งรวมแล้วมีราว 4.8 แสนคน</strong> โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะใช้ทดแทนหลักเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 เพื่อให้ได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวร) หรือสัญชาติไทยอย่างรวดเร็ว <strong>โดยสาระสำคัญในประเด็นนี้ คือ การปรับหลักเกณฑ์ และการลดขั้นตอนการทางราชการ</strong> เช่น ผู้ยื่นสามารถรับรองตนเอง การลดขั้นตอนหรือยกเลิก ซึ่งได้รับการพิจารณาผ่านคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการต่างๆ และการมอบอำนาจผู้ให้อนุญาตสัญชาติไทยและหนังสือรับรองใบถิ่นที่อยู่แยกกันระหว่างพื้นที่ กทม. และนอกเขต กทม. <strong>โดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพมาอยู่ไทยเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรของผู้อพยพมาอยู่ไทยเป็นเวลานาน นั้น กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้สำรวจจัดทำทะเบียนประวัติแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 - 2554</strong></p><p><strong>โดยข้อมูลจากการสำรวจตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2554 พบว่ามีกลุ่มคนไร้สัญชาติคงเหลืออยู่ทั้งสิ้น ประมาณ 4.8 แสนราย ประกอบด้วย ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน จำนวน 19 กลุ่ม </strong>อาทิ (บุคคลบนพื้นที่สูงและชุมชนบนพื้นที่สูง ผู้ที่ตกหล่นจากการสำรวจประชากร) ซึ่งมีประมาณ 215,000 คน กลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรของชนกลุ่มน้อย 29,000 คน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรของบุคคลที่ไม่มีสถานะตามทะเบียนประมาณ 113,000 คน&nbsp;</p><p><strong>กลุ่มเป้าหมาย ตามหลักเกณฑ์ 'การให้สัญชาติ-สถานะ' บุคคลอพยพ ตามที่ ครม.&nbsp;เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567&nbsp;</strong></p><p>บุตรของชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดในราชอาณาจักร&nbsp;&nbsp;กลุ่มเป้าหมาย</p><p>บุตรของบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร เป็นเวลานาน ที่เกิดในราชอาณาจักร แต่ไม่ได้ สัญชาติไทย (เฉพาะชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่ม ไม่รวมชาวต่างด้าวอื่น ๆ )</p><p>(ปรับ ให้เป็นบุตรของบุคคลที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตจนถึงปี พ.ศ. 2542 และที่สำรวจเพิ่มเติมภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล ระหว่างปี พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2554 เพื่อให้ครอบคลุมการแก้ไขทุกกลุ่มและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันตามคุณสมบัติด้านล่าง)</p><p><strong>คุณสมบัติ ตาม</strong><a href="https://voicetv.co.th/read/vGVJxI7yq" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>หลักเกณฑ์ 'การให้สัญชาติ-สถานะ' บุคคลอพยพ ตามที่ ครม.&nbsp;เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567&nbsp;</strong></a></p><p>1. บิดาหรือมารดาเป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ จะต้องได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ มีเลขประจำตัว 13 หลัก ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรและต้องเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี นับถึงวันที่บุตรยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทย</p><p>2. ต้องมีหลักฐานการเกิดในราชอาณาจักรไทยและทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติ</p><p>3. ต้องไม่ปรากฏหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น</p><p>4. ต้องพูดและเข้าใจภาษาไทย</p><p>5. มีความจงรักภักดีและเลื่อมใสระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข</p><p>6. มีความประพฤติ ไม่มีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ไม่เคยต้องรับโทษความผิดคดีอาญาเว้นแต่ความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ หรือถ้าเคยรับโทษคดีอาญา ต้องพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทย คุณสมบัติ</p><p>1. บิดาหรือมารดาเป็นบุคคลที่ได้รับการสำรวจจะต้องได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ มีเลข จัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตจนถึงปี พ.ศ. 2542 และที่สำรวจเพิ่มเติมภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลระหว่างปี พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2554</p><p>2. ต้องมีหลักฐานการเกิดในราชอาณาจักรไทยและมีชื่อในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติ</p><p>3. ให้ผู้ยื่นคำขอยืนยันและรับรองคุณสมบัติของตนเอง เพื่อเร่งรัดคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว หากมีคุณสมบัติ ดังนี้</p><p>3.1) ต้องไม่ปรากฏหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น</p><p>3.2) ต้องพูดและเข้าใจภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา ของผู้ขอ ยกเว้นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ปี คนพิการที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ทางการสื่อสาร จิตใจ และทางพฤติกรรม</p><p>3.3) มีความจงรักภักดีและเลื่อมใสการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข</p><p>3.4) มีความประพฤติดี ไม่มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่เคยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป หากเคยได้รับโทษดังกล่าว ต้องพ้นโทษมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำร้อง เว้นแต่โทษในคดียาเสพติดฐานเป็นผู้ค้าหรือผู้ผลิตต้องพ้นโทษ มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ยกเว้นสำหรับเด็กที่มีอายุ ไม่เกิน 18 ปี</p><p><strong>จากหลักเกณฑ์ 'การให้สัญชาติ-สถานะ' ตามนโยบายยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ ครม.&nbsp;อนุมัติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567&nbsp;จึงไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ </strong>แฟนเพจเฟซบุ๊ก มานิกา ส.พันธุ์ ระบุเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่กล่าวอ้างถึง ในช่วงทศวรรษ 1920 และ 1930 ชาวยิวเริ่มอพยพจากยุโรปและประเทศอื่นๆ เข้าสู่ปาเลสไตน์ จนมาสู่การได้ที่ดินปาเลสไตน์ของยิว และโดยเฉพาะที่แฟนเพจ มานิกา ส.พันธุ์ ระบุว่า ตอนนี้ อิสราเอล ได้เริ่มเข้าครอบครองในประเทศไทยแล้วหลังไปก่อสงครามกับอิหร่าน ในเวลานี้ ชาวอิสราเอลได้บัตรประชาชนคนไทยจำนวนมาก (แต่จำนวนที่แท้จริงต้องถามมหาดไทย เห็นแจ้งว่าไม่สามารถบอกจำนวนที่แน่ชัด แอดงงมากในระบบจะมีหมด ทำไมไม่สามารถบอกได้)</p><p>ซึ่งการได้สัญชาติตามที่แฟนเพจ มานิกา ส.พันธุ์ ระบุ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ <strong>มติ ครม.&nbsp;เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567&nbsp;อย่างที่แฟนเพจนำมากล่าวอ้างเพื่อให้ร้ายอย่างผิดๆ</strong></p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8xMzY2NTMyMTgzNDUzNTE2OTQ5ZDAyY2VjOGU0MTdkZS5qcGc=" alt="775834336_122305194020206714_7287823730115322239_n.jpg"><p><br></p><p>อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ <a href="https://voicetv.co.th/read/vGVJxI7yq" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>เปิดหลักเกณฑ์ 'การให้สัญชาติ-สถานะ' บุคคลอพยพ ตามที่ ครม.&nbsp;เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567&nbsp;</strong></a></p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC84N2I1YWEyMTY1OTRjM2M3ZTM1Yjk0MmQ1ZjU2M2I5OC53ZWJw" alt="คนไร้สัญชาติ สมช"><p><strong><span class="ql-cursor">﻿﻿﻿﻿</span></strong></p><div class="facebook" ></div><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/1Puf17bKS</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/1Puf17bKS</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 14:55:37 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 12:22:09 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9mZjdkYzQ3ZDgzMTNkYTJmMjM2YjUxNjg2MzBmNDkwOS5wbmc=</url><description>&apos;ศึกษิษฏ์&apos; โต้ข่าวปลอมให้ร้ายนายกฯแพทองธาร ย้ำนโยบายยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ ให้สัญชาติไทยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์  19 กลุ่ม ที่กรมการปกครอง ได้สำรวจขึ้นทะเบียนไว้แล้วตั้งแต่ปี 2548 - 2554 ขออย่านำเรื่องโกหกมาโจมตีทางการเมืองโดยไม่ตรวจสอบ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รมว.ประเสริฐ ลงพื้นที่ปากช่อง ชูโมเดลอาชีวะทวิภาคี-สกร. ต้นแบบ เดินหน้าสร้างโอกาส 'เรียนรู้ตลอดชีวิต-มีรายได้ระหว่างเรียน' ยกระดับการศึกษาเพื่อชุมชน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC80MjVhOGNjNzliNWE1YzhmOGEzYmJiZDJmOWUxMDAxMy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยนายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา มุ่งขับเคลื่อนนโยบาย พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนอย่างตรงจุด</p><p>โดย รมว.ประเสริฐ และคณะ ศธ. ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมวิทยาลัยเทคนิคปากช่อง มุ่งเน้นการผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ผ่านการจัดการศึกษาด้วยระบบทวิภาคี ที่เน้นย้ำแนวคิด "เรียนจริง ทำงานจริง มีรายได้ระหว่างเรียน" พร้อมผลักดันระบบเทียบโอนประสบการณ์สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมให้นักศึกษามีทักษะความเป็นผู้ประกอบการ และสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้ผู้เรียนจบออกมาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของสถานประกอบการอย่างแท้จริง</p><p>ต่อมา รมว.ประเสริฐ ได้เดินทางต่อไปยังศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอปากช่อง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเน้นย้ำให้ สกร. ทำงานเชิงรุกในการค้นหาและดึงเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา (Zero Dropout) ให้กลับเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้อีกครั้ง พร้อมทั้งจัดอบรมหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้ได้จริง รวมถึงการพัฒนาทักษะดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p><p>รมว.ประเสริฐ กล่าวว่า "วิทยาลัยเทคนิคปากช่อง ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างคนทำงานที่มีคุณภาพ ผมขอชื่นชมการผลักดันระบบทวิภาคีที่ทำให้นักศึกษามีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกัน สกร.อำเภอปากช่อง ก็ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน ที่เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่ ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ แต่ยังให้โอกาสและอาชีพแก่ผู้คน"</p><p>"การลงพื้นที่ในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราพร้อมสนับสนุนทั้งด้านการพัฒนาหลักสูตร การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ และที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง 'ความปลอดภัยในสถานศึกษา' ที่ต้องมาเป็นอันดับแรก เพื่อให้ผู้เรียนทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในระบบการศึกษาปกติ หรือระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของ สกร. สามารถเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเติบโตได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน"รมว.ประเสริฐ กล่าวย้ำ</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC83NjA2ZTk3YWM2MzA5MWMxNDJjYTdkYmYwYzgwOTg2OS5qcGc=" alt="774826103_1046908494623558_1061313878455255070_n.jpg"><p><br></p><p>ที่มา : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/0xFhzfR1R</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/0xFhzfR1R</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 12:12:50 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 11:55:22 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC80MjVhOGNjNzliNWE1YzhmOGEzYmJiZDJmOWUxMDAxMy5wbmc=</url><description>&apos;ประเสริฐ&apos; รมว.ศธ. ลงพื้นที่ปากช่อง ชูโมเดลอาชีวะทวิภาคี-สกร. ต้นแบบ เดินหน้าสร้างโอกาส &apos;เรียนรู้ตลอดชีวิต-มีรายได้ระหว่างเรียน&apos; ยกระดับการศึกษาเพื่อชุมชน</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[มท.4 แจงปม 5,925 ราย ไม่ใช่โยนเผือกร้อนให้ท้องถิ่น ย้ำส่วนกลางต้องรับผิดชอบ อปท. ทำตามอำนาจหน้าที่]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9iNjczYzExMmEzNjZkNTViZjI5NTdkZDYzMjUzYTk4Ny5wbmc=/640/330" /></p><p>นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า การส่งรายชื่อผู้ที่พบความผิดปกติจากการสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น จำนวน 5,925 ราย ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน จะเป็นการ “โยนเผือกร้อน” ให้ท้องถิ่นหรือไม่ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การโยนภาระให้ท้องถิ่น แต่เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน และส่วนกลางต้องรับผิดชอบในการกำหนดข้อมูล หลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติให้มีความชัดเจน</p><p>นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวต้องแยกให้ออกระหว่าง “การตรวจพบความผิดปกติ” กับ “การดำเนินการด้านสถานะบุคคล” เพราะแต่ละขั้นตอนอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การนำรายชื่อ 5,925 รายไปให้ท้องถิ่นตัดสินเองว่าใครผิดหรือใครต้องออกจากราชการ</p><p>“ผมขอพูดให้ชัดว่า นี่ไม่ใช่การโยนเผือกร้อนให้ท้องถิ่น ส่วนกลางเป็นคนตรวจสอบข้อมูล เป็นคนกำหนดแนวทาง และเป็นคนส่งข้อมูลที่ผ่านกระบวนการมาแล้ว ส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตัวเองเมื่อได้รับข้อมูลและแนวทางที่ชัดเจน เรื่องนี้ต้องแยกบทบาทกันให้ถูก ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าทุกอย่างโยนให้ท้องถิ่น ทั้งที่ระบบราชการแต่ละระดับมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน” นายวรศิษฎ์กล่าว</p><p>รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สำหรับกลุ่ม 5,925 รายที่พบว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับคะแนนสอบนั้น กระบวนการไม่ได้เริ่มต้นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เริ่มจากการตรวจสอบข้อมูลในกระบวนการสอบแข่งขัน เมื่อพบความผิดปกติจึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะมีการกำหนดแนวทางดำเนินการและส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</p><p>“ถ้าส่วนกลางตรวจพบว่าคะแนนมีปัญหาแล้วไม่ดำเนินการ คนก็จะถามว่าทำไมมหาดไทยปล่อยให้คนที่ได้คะแนนมาโดยไม่ถูกต้องอยู่ในระบบต่อไป เพราะฉะนั้นเมื่อเราตรวจพบความผิดปกติ เราต้องแก้ไข แต่การแก้ไขต้องทำตามขั้นตอน ไม่ใช่ใช้อารมณ์ และไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบแทนทั้งระบบ” นายวรศิษฎ์กล่าว</p><p>นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเดินไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการแก้ไขบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ การดำเนินการเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว และการส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบในส่วนของความรับผิดทางอาญา ซึ่งเป็นคนละกระบวนการกัน</p><p>“ต้องเข้าใจว่าการที่มีรายชื่ออยู่ใน 5,925 ราย ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทุจริตหรือเป็นผู้กระทำความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ รายชื่อดังกล่าวเป็นกลุ่มที่พบความผิดปกติเกี่ยวกับคะแนนสอบ ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนใครจะมีความผิดทางอาญาหรือมีส่วนร่วมกับการทุจริตหรือไม่ เป็นเรื่องของหน่วยงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องพิสูจน์ต่อไป” นายวรศิษฎ์กล่าว</p><p>พร้อมย้ำว่า ในส่วนของผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการจากผลคะแนนที่มีปัญหา หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีสิทธิได้รับการบรรจุตั้งแต่ต้น ก็ต้องดำเนินการแก้ไขสถานะให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะไม่สามารถปล่อยให้ความผิดพลาดหรือการทุจริตในกระบวนการสอบกลายเป็นสิทธิถาวรในระบบราชการได้</p><p>“หลักของผมง่ายมาก ใครได้สิทธิมาโดยไม่ถูกต้อง ก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ใครสอบด้วยความสามารถของตัวเองและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็ต้องได้รับความเป็นธรรม และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เราจะไม่เอาคนสุจริตมาเป็นผู้รับผลกระทบจากการทุจริตของคนอื่น” นายวรศิษฎ์กล่าว</p><p>นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนคือ อปท.ไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบหรือผู้ชี้ว่าคะแนนสอบของบุคคลใดผิดปกติ แต่เมื่อมีข้อมูลและแนวทางจากส่วนกลางแล้ว หน่วยงานต้นสังกัดมีหน้าที่ดำเนินการด้านบุคคลตามกรอบอำนาจของกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่ควรนำคำว่า “โยนเผือกร้อน” มาอธิบายกระบวนการทั้งหมด เพราะจะทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า มหาดไทยผลักภาระให้ท้องถิ่นโดยไม่มีแนวทางรองรับ</p><p>“ถ้าจะถามว่าใครต้องรับผิดชอบ ผมตอบว่า ทุกระดับต้องรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง ส่วนกลางต้องรับผิดชอบเรื่องข้อมูลและแนวทาง กรรมการที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบเรื่องมติและกระบวนการ และหน่วยงานต้นสังกัดต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตัวเอง นี่คือระบบ ไม่ใช่การโยนงานให้ใครคนใดคนหนึ่ง” นายวรศิษฎ์ กล่าว</p><p>รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขณะเดียวกัน มหาดไทยไม่ได้มองเฉพาะกลุ่ม 5,925 ราย แต่ต้องดูแลผู้สอบที่สุจริตซึ่งได้รับผลกระทบจากการจัดทำบัญชีใหม่ด้วย โดยได้เปิดช่องทางให้ผู้สอบที่ไม่ปรากฏรายชื่อในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้สามารถยื่นคำร้องขอตรวจสอบคะแนนของตัวเองได้ ระหว่างวันที่ 13–31 สิงหาคม 2569 เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางราชการได้</p><p>“เราไม่ได้มองแค่คนที่มีปัญหา แต่ต้องมองคนที่เสียโอกาสจากปัญหานี้ด้วย คนที่อ่านหนังสือมาสอบอย่างสุจริตต้องไม่กลายเป็นผู้รับกรรมจากการทุจริต เพราะฉะนั้นการเปิดให้ตรวจสอบคะแนนก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการคืนความเป็นธรรมให้กับคนที่สอบโดยสุจริต” นายวรศิษฎ์กล่าว</p><p>นายวรศิษฎ์ ย้ำว่า เป้าหมายของการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำรายชื่อ 5,925 รายออกจากระบบ แต่ต้องทำให้กระบวนการสอบแข่งขันท้องถิ่นกลับมาอยู่บนหลักความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมทั้งดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด</p><p>“เรื่องนี้ผมไม่ได้มองว่าเป็นการจัดการตัวเลข 5,925 คนแล้วจบ แต่ต้องจัดการต้นเหตุของปัญหา และต้องทำให้คนที่สอบในอนาคตเชื่อได้ว่า คะแนนของเขาจะไม่ถูกแก้ ไม่ถูกซื้อขาย และไม่มีใครใช้เส้นสายหรือเงินมาทำให้คนที่ไม่ควรได้สิทธิกลายเป็นคนที่ได้สิทธิ”</p><p>“มหาดไทยไม่ปกป้องคนผิด แต่ก็จะไม่ทำร้ายคนสุจริต เราจะไม่ปล่อยให้คนที่ได้สิทธิมาโดยไม่ถูกต้องอยู่ในระบบ และในขณะเดียวกันก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องรับภาระโดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เรื่องนี้ต้องเดินให้ครบทั้งกระบวนการ และต้องจบด้วยความถูกต้องและความเป็นธรรม” นายวรศิษฎ์กล่าว</p><p>ที่มา : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/-D7cfvf9Z</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/-D7cfvf9Z</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 08:58:38 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 08:38:57 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9iNjczYzExMmEzNjZkNTViZjI5NTdkZDYzMjUzYTk4Ny5wbmc=</url><description>&apos;วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์&apos; รมช.มหาดไทย แจงกรณีส่งรายชื่อ 5,925 ราย ที่พบความผิดปกติในการสอบข้างราชการท้องถิ่นไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่การโยนเผือกร้อน ย้ำส่วนกลางต้องรับผิดชอบ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[สพฐ. ยกระดับคุณภาพเครื่องมือ RT–NT ปีการศึกษา 2569 มุ่งวัดทักษะคิด–อ่าน–แก้ปัญหา จากสถานการณ์จริง]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9iOWQyZjc4MGFjZGNiYzE3ZTU4NjI2NzgwYmNkYjU0Yi5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 16 สิงหาคม 2569 นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดการประชุมปฏิบัติการปรับปรุงและพัฒนาเครื่องมือวัดความสามารถด้านการอ่าน (Reading Test : RT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และเครื่องมือวัดความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนด้านภาษาไทยและด้านคณิตศาสตร์ (National Test : NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ราชพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายฉัตรชัย หวังมีจงมี  รองผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา พร้อมด้วยผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครูผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบบทดสอบและการจัดการเรียนรู้ ข้าราชการบำนาญผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และนักวิชาการศึกษาจากสำนักทดสอบทางการศึกษา รวม 40 คน เข้าร่วมประชุม</p><p>การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงและพัฒนาเครื่องมือ RT และ NT ให้มีคุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ โดยคณะทำงานได้นำผลจากการทดลองใช้เครื่องมือกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างใน 4 ภูมิภาคมาวิเคราะห์ ทั้งค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ ซึ่งประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก่อนร่วมกันพิจารณาคุณภาพของข้อสอบเป็นรายข้อ ทั้งในด้านเนื้อหา กระบวนการคิด และความเหมาะสมกับระดับชั้น เพื่อนำไปสู่การจัดทำแบบทดสอบมาตรฐานสำหรับประเมินผู้เรียนในปีการศึกษา 2569</p><p>นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ กล่าวว่า การพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผลที่มีคุณภาพจำเป็นต้องอาศัยทั้งข้อมูลเชิงประจักษ์จากการทดลองใช้จริงและความรู้ความเชี่ยวชาญของคณะทำงาน โดยนำค่าสถิติรายข้อมาประกอบการพิจารณา อภิปราย และปรับปรุงข้อสอบอย่างรอบด้าน เพื่อให้เครื่องมือสามารถสะท้อนความสามารถของผู้เรียนได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ข้อมูลที่ได้จากการประเมินจะเป็นสารสนเทศสำคัญสำหรับวินิจฉัยและพัฒนาผู้เรียน ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา</p><p>สำหรับ RT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มุ่งประเมินทักษะการอ่านพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้สถานศึกษาทราบระดับความสามารถและนำผลไปใช้วินิจฉัยและพัฒนาผู้เรียนอย่างเหมาะสม ครอบคลุมทั้งการอ่านออกเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ คำ และข้อความอย่างถูกต้องชัดเจน ความเข้าใจความหมายของคำ ประโยค และข้อความ การจับใจความและตอบคำถาม ตลอดจนการแปลความ ตีความ เชื่อมโยงสิ่งที่อ่านกับความรู้เดิม และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล</p><p>ขณะที่ NT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มุ่งประเมินความสามารถพื้นฐานด้านภาษาไทยและคณิตศาสตร์ โดยเน้นการวัดความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ผ่านสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน พร้อมใช้รูปแบบข้อสอบที่หลากหลาย ทั้งแบบเลือกตอบ เขียนตอบ และแสดงวิธีทำ เพื่อสะท้อนความสามารถในการคิดและแก้ปัญหาของผู้เรียนได้อย่างรอบด้าน</p><p>ทั้งนี้ ผลจากการประชุมจะนำไปสู่การจัดทำเครื่องมือ RT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 3 ฉบับ และเครื่องมือ NT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้านภาษาไทยและด้านคณิตศาสตร์ ด้านละ 3 ฉบับ สำหรับใช้ประเมินผู้เรียนในปีการศึกษา 2569 นอกจากนี้ กระบวนการทำงานร่วมกันยังเป็นโอกาสให้ครูและบุคลากรที่เข้าร่วมได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านการสร้างและปรับปรุงเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้มีคุณภาพตามหลักวิชาการ สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดในการวัดและประเมินผลในสถานศึกษา เพื่อใช้ผลการประเมินเป็นฐานในการพัฒนาผู้เรียนและยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อไป</p><p>ที่มา : ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/z2zXweP69</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/z2zXweP69</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 07:40:14 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 07:35:34 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9iOWQyZjc4MGFjZGNiYzE3ZTU4NjI2NzgwYmNkYjU0Yi5wbmc=</url><description>สพฐ. ยกระดับคุณภาพเครื่องมือ RT–NT ปีการศึกษา 2569 มุ่งวัดทักษะคิด–อ่าน–แก้ปัญหา จากสถานการณ์จริง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['ยศชนัน' มุ่งยกระดับ 'แผนที่' สู่ 'Digital Twin' แผนที่อัจฉริยะ ประมวลผล Real-time ดึงแก้ไขปัญหาประชาชน 6 มิติ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC84MTE1NTgyNmEyZjFjNmQ2ZWFmNzk2MDZlNTQxNTkxMy5wbmc=/640/330" /></p><p>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว) ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันที่ 17 สิงหาคม 2569 หลัง นำประชุมคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ (กภช.) ครั้งที่ 1/2569  โดยระบุว่า <strong>ประเทศไทยจะได้อะไร? ในวันที่เราเปลี่ยน "แผนที่" เป็น "Digital Twin"</strong></p><p>การประชุมคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติในวันนี้ เป็นหนึ่งในการประชุมที่ผมให้ความสำคัญมาก และสิ่งที่เราทำ คือเรากำลังสร้าง "รากฐานใหม่" ที่จะเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่และยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย</p><p>หลายท่านอาจสงสัยว่า เรื่องของภูมิสารสนเทศเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไร?</p><p>ต้องยอมรับครับว่า ทุกวันนี้ประเทศเรามี Information อยู่มหาศาล แต่ปัญหาคือข้อมูลเหล่านั้นมักถูกเก็บไว้เฉยๆ และยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง โจทย์สำคัญของเราในวันนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านจากแค่การมีข้อมูล ไปสู่ความฉลาดในการวิเคราะห์ (Intelligence) และต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลทางภูมิศาสตร์จากหลากหลายมิติ</p><p><strong>เป้าหมายใหญ่ของเราคือการยกระดับ แผนที่ดูประเทศไทย ไปสู่ Digital Twin ดูอนาคตประเทศไทย </strong></p><p>ต้องอธิบายแบบนี้ครับว่า แผนที่ในยุคหน้าจะไม่ใช่แผนที่ในแบบที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะมันจะเป็น "คลังข้อมูลขนาดมหาศาล" ที่ดึงข้อมูลแบบ Real-time ทั้งจากดาวเทียม, เซนเซอร์ต่างๆ และอุปกรณ์ IoT มาประมวลผลเชิงลึก เพื่อให้ภาครัฐสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้อย่างแม่นยำและตรงจุดที่สุด</p><p><strong>ทิศทางในการขับเคลื่อนต่อจากนี้ เราเน้นใน 3 ส่วน</strong></p><p><strong>1. สร้าง Foundation</strong> ข้อมูลสารสนเทศ ครบวงจร ร่วมกับ One Map รองรับการทำงานร่วมกับ ระบบ GeoAI</p><p><strong>2. อัปเกรดจาก Open Geo-Informatics Data </strong>สู่ GeoAI - นำ Generative AI เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพการเข้าใจข้อมูลที่หลากหลายจำนวนมาก</p><p><strong>3. มุ่งสู่ Digital Twin Thailand</strong> - คือการสร้าง "ฝาแฝดดิจิทัลของประเทศไทย" ขึ้นมาในโลกคอมพิวเตอร์ โดยรวมข้อมูลพื้นฐาน ผังภูมิสารสนเทศ และโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน ทำให้เราสามารถ "ทดลองและจำลองสถานการณ์จริง" ได้ก่อนที่จะเกิดผลกระทบขึ้นจริง</p><p>คำถามคือ...แล้วพวกเราทุกคนจะได้อะไรจากข้อมูลเหล่านี้?<strong> แผนที่อัจฉริยะที่ว่านี้จะถูกนำมาใช้แก้ปัญหาที่กระทบต่อชีวิตของประชาชนโดยตรงใน 6 มิติ </strong></p><p><strong>การจัดการน้ำ</strong> - บริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง คาดการณ์ปริมาณน้ำได้ล่วงหน้า ลดความสูญเสียต่อบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม</p><p><strong>สภาพภูมิอากาศ (Climate &amp; Nature)</strong> - รับมือกับความแปรปรวนของอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน</p><p><strong>ที่ดิน</strong> - จัดการแนวเขตและแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกิน ไปจนถึงการวิเคราะห์ดินเพื่อเกษตรกร</p><p><strong>เมืองอัจฉริยะ</strong> - วางผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบจราจร เพื่อให้ประชาชนเดินทางสะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตในเมืองที่ดีขึ้น</p><p><strong>อุตสาหกรรม</strong> - วางแผนแม่บททางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประเทศ</p><p><strong>ภัยพิบัติ</strong> - มีระบบแจ้งเตือนภัยและรับมือเหตุวิกฤตที่รวดเร็วแม่นยำ สร้างความอุ่นใจในชีวิตและทรัพย์สิน</p><p>เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ผมขอยกตัวอย่าง Digital Twin ของญี่ปุ่นครับ</p><p>ญี่ปุ่นใช้ระบบนี้ในการจัดการทรัพยากรทางทะเล โดยดึงข้อมูลจำนวนประชากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศมาจำลองสถานการณ์ ผลที่ได้คือ ภาครัฐสามารถกำหนดนโยบายประมงได้อย่างแม่นยำ ชาวประมงรู้ว่าฤดูกาลไหนควรออกจับปลา ควรใช้ตาข่ายขนาดเท่าไหร่เพื่อให้พอดีกับสภาพจริง</p><p>ผลลัพธ์คือ ชาวประมงมีรายได้ที่ยั่งยืน และระบบนิเวศก็ไม่ถูกทำลาย นี่คือภาพสะท้อนว่า Data ที่แม่นยำ จะเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการ "ออกกฎหมายบังคับแบบเหวี่ยงแห" ไปสู่การ "บริหารจัดการอย่างแม่นยำและสมดุล" ครับ</p><p>ทั้งหมดนี้คือแนวทางที่เราปักหมุดร่วมกันผ่าน แผนปฏิบัติการฯ ปี 2571–2575</p><p>แม้สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้จะเป็นเพียงก้าวแรกในห้องประชุม แต่ผมเชื่อมั่นว่านี่คือการวางรากฐานเพื่อให้ "ทุกการตัดสินใจของประเทศไทย" ต่อจากนี้ ไม่ได้มาจากแค่การคาดเดา เพราะจะมาจากข้อมูลจริงที่ทำให้เรามองเห็นภาพอนาคตล่วงหน้า เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน </p><div class="facebook" ></div><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/4VMJiPtji</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/4VMJiPtji</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 08:21:14 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 06:46:47 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC84MTE1NTgyNmEyZjFjNmQ2ZWFmNzk2MDZlNTQxNTkxMy5wbmc=</url><description>&apos;ยศชนัน&apos; มุ่งยกระดับ &apos;แผนที่&apos; ดูประเทศไทย สู่ &apos;Digital Twin&apos; แผนที่อัจฉริยะ ดูอนาคตประเทศไทย ดึงข้อมูลจากระบบ GeoAI ดาวเทียม IoT ประมวลผล Real-time ใช้แก้ไขปัญหาประชาชน 6 มิติ</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ก.แรงงาน บูรณาการมหาดไทย ตำรวจ ลุยเกาะพะงัน–เกาะสมุย ตรวจสอบนอมินีต่างชาติ ปราบปรามการทำงานผิดกฎหมาย]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9kZDc1ZjNhOTllZjIyMGEwZWJhYTljYWIxYjMyYTI2OC5wbmc=/640/330" /></p><p>นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำกับการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานผิดกฎหมาย กระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบและปราบปรามการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นหรือครอบครองทรัพย์สินแทน (นอมินี) ตามนโยบายรัฐบาล</p><p>วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ร.ต.ท.ปิยะเชษฐ์ สตันยสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักตรวจและประเมินผล ผู้แทนกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนางสาวอัญฒิกา ทองเปลว จัดหางานจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมบูรณาการกับกระทรวงมหาดไทย นำโดยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปฏิบัติการพิเศษตรวจสอบและกวาดล้างนอมินีต่างชาติถือครองที่ดิน โดยตรวจสอบการประกอบธุรกิจของทุนต่างชาติในสถานประกอบการประเภทโรงแรม ที่พัก และกิจการรถเช่า</p><p>จากการตรวจสอบพบแรงงานต่างด้าวกระทำความผิด จำนวน 2 ราย สัญชาติเมียนมา เป็นชาย 1 ราย และหญิง 1 ราย ในข้อหาไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงานของนายจ้าง และลักษณะงานหลักที่ทำภายใน 15 วันนับแต่วันที่เข้าทำงาน รวมถึงกรณีเปลี่ยนนายจ้าง ตามมาตรา 64/2 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีโทษตามมาตรา 119/1 ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป</p><p>ต่อมา วันที่ 15 สิงหาคม 2569 ร.ต.ท.ปิยะเชษฐ์ สตันยสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักตรวจและประเมินผล ผู้แทนกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนางรัตนา ถาวร แรงงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี นางสาวอัญฒิกา ทองเปลว จัดหางานจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการกับกระทรวงมหาดไทย นำโดยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7” ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบและกวาดล้างคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงการใช้คนไทยถือหุ้นหรือครอบครองทรัพย์สินแทน</p><p>ผลการตรวจสอบในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ไม่พบผู้กระทำความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่นายจ้างและแรงงานต่างด้าวเกี่ยวกับการป้องกันการแย่งอาชีพคนไทย การแจ้งเข้า–แจ้งออกจากการทำงานของคนต่างด้าว การป้องกันยาเสพติดในสถานประกอบการ ตลอดจนการป้องกันการลักลอบจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p><p>กระทรวงแรงงานยืนยันเดินหน้าบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานผิดกฎหมาย ควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการและแรงงานต่างด้าว ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และรักษาความเป็นธรรมในตลาดแรงงาน </p><p>ที่มา : กระทรวงแรงงาน</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/s3XEoFVea</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/s3XEoFVea</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 06:17:55 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 06:06:44 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9kZDc1ZjNhOTllZjIyMGEwZWJhYTljYWIxYjMyYTI2OC5wbmc=</url><description>กระทรวงแรงงาน บูรณาการมหาดไทย–ตำรวจ ลุยเกาะพะงัน–เกาะสมุย ตรวจสอบนอมินีต่างชาติ ปราบปรามการทำงานผิดกฎหมาย</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[ก.แรงงาน ชวนเที่ยวงานมหกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอิสระ 19 - 20 ส.ค. นี้ ที่พาราไดซ์ เพลส ชั้น 2 ศรีนครินทร์]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9hMjkzYzM3OWRiNzY2MjQ3MDg0ODU5M2Y4NGZiMzU3NS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 17 สิงหาคม 2569 พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน มีหน้าที่หลักในการดูแลแรงงานทุกกลุ่ม ปัจจุบันแรงงานอิสระมีจำนวนมากถึง 20.9 ล้านคน ถือเป็นกำลังสำคัญขนาดใหญ่ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีจำนวนถึง 1.5 ล้านคน กระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานอิสระมาโดยตลอด และพยายามผลักดันให้มีกฎหมายเป็นการเฉพาะเพื่อให้แรงงานอิสระได้รับความคุ้มครอง มีความปลอดภัยในการทำงาน มีรายได้ที่เป็นธรรม มีหลักประกันทางสังคมที่เหมาะสม เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในการประกอบอาชีพกระทรวงแรงงานจึงจัด<strong>งาน “มหกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอิสระ”ขึ้น ภายใต้แนวคิด “อาชีพสร้างเงิน โอกาสสร้างงาน” ระหว่างวันที่ 19 - 20 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ตั้งแต่เวลา 10.00 - 19.00 น. ณ พาราไดซ์ เพลส ชั้น 2 ถนนศรีนครินทร์ กรุงเทพมหานคร </strong>เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานอิสระ ฟรีแลนซ์ กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป ได้พัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และเข้าถึงสิทธิและบริการจากภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างครบวงจร</p><p>พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวต่อว่า ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ทั้งการอบรมและเวิร์กชอป การแนะนำอาชีพและทักษะทำเงิน การตลาดออนไลน์ การสร้างตัวตนบนโลกโซเชียล คลินิกอาชีพ บูธรับสมัครงาน และบริการลงทะเบียนไปทำงานต่างประเทศ รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านประกันสังคม มาตรา 39 และมาตรา 40 บริการตรวจสุขภาพและการแพทย์ฟรี บริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี ตลอดจนคำแนะนำด้านกฎหมายแรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน</p><p>นอกจากนี้ ยังมีบริการด้านแหล่งทุนและสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ พร้อมพื้นที่จำหน่ายสินค้าจากกลุ่มอาชีพ จำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าของอินฟูเอ็นเซอร์ชื่อดัง แพรรี่ ไพรวัลย์ การแชร์ประสบการณ์จากทำงานของเกษตรกรในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นต้นแบบด้าน Smart Farming และแอดมินเพจสหภาพไรเดอร์ สาระความบันเทิงจากมินิคอนเสิร์ตของ นักร้องชื่อดัง อาทิ คุณตรี ชัยณรงค์ คุณบิว กัลยาณี นอกจากนี้ ยังมีการเล่นเกมส์ ตอบปัญหาชิงรางวัล แจกของที่ระลึก และรางวัลต่าง ๆ อีกมากมาย</p><p>“งานนี้ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นพื้นที่ที่รวบรวมโอกาสและบริการที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพไว้ในงานเดียว ทั้งโอกาสทางอาชีพ ความรู้ แหล่งทุน สิทธิประโยชน์ และการดูแลสุขภาพ ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนมาเปิดโอกาสให้ตัวเอง และนำสิ่งที่ได้รับไปต่อยอดอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัวที่สำคัญงานนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย” ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว</p><p>ทั้งนี้ <strong>ประชาชนผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่าน QR Code ในสื่อประชาสัมพันธ์ หรือสมัครหน้างานได้ การเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง ลงที่สถานีสวนหลวง ร.9 หรือรถประจำทางสาย 145, 206, 319 และ 133</strong></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/XCUcx7Vbd</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/XCUcx7Vbd</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 06:26:31 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 06:04:22 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9hMjkzYzM3OWRiNzY2MjQ3MDg0ODU5M2Y4NGZiMzU3NS5wbmc=</url><description>ก.แรงงาน ชวนเที่ยวงานมหกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอิสระ ขนทัพอาชีพสร้างเงิน โอกาสสร้างงาน มาให้ครบจบในที่เดียว 19 - 20 ส.ค. นี้ พบกันที่พาราไดซ์ เพลส ชั้น 2 ศรีนครินทร์</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['จุลพันธ์' เชิญชวนประชาชนร่วมความเห็นต่อร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม (ฉบับใหม่) ตั้งแต่วันนี้ - 24 ส.ค.นี้]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC85ZDZkNWNlM2I0OWY5Y2VjNDkzNTMxNWFiNDEwNTAyNi5wbmc=/640/330" /></p><p>จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ว่า สืบเนื่องจากคำสั่งทุเลาและคำพิพากษาของศาลปกครองในกรณีเกี่ยวกับการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ประกันตนและนายจ้าง ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนได้มีมติเห็นชอบในการแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานฯ พ.ศ. 2564 โดยผมได้ลงนามเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ</p><p>ขณะนี้ สำนักงานประกันสังคมได้เปิดรับฟังความคิดเห็นสำหรับการแก้ไขร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งสาระสำคัญคือการยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง สำหรับการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคม (ชุดที่ 15) เพื่อเปิดโอกาสในการมีส่วนร่วมของนายจ้างและผู้ประกันตนครับ</p><p>ผมขอเชิญชวนนายจ้าง ผู้ประกันตน และผู้ที่สนใจ มาร่วมขับเคลื่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส และส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างระเบียบฯ ฉบับนี้ ได้ทางเว็บไซต์ <a href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.law.go.th%2F%3Ffbclid%3DIwcGRvZgFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFxS0Vqc1JrSE9yb0RkVzBUc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHsweYH47T8l2fsP0EQ11tUZ0QEYmslDFOfEQ6oEXw1VP28otZ_QcHYNHvlma_aem_FenWLkRiQOQlfPdE6z8T3Q&amp;h=AUDbJKVV6TaPoTqUbhVO787hx8zDa6G_lZtBwQmzcShoRumlc3MX0ippqzJur5g2vfko8WvJGnVxfRgt8-KEhUar8eVXOiAH13eGMg0MfRzxjtlYH9LM_gQ4qgB0lf9rsORTXf-UMueBsw&amp;__tn__=-UK-R&amp;c[0]=AUDhF08kbtsEked58ZMk0n36H9zfUHh077ovy0oxlzORdJH83jl4504AbcSdQ0C0JaJ8GLUwhTIoadKACIreBcIaLYkDxN9Majf9-baYC58ocZnE21V7gWtLyEtP4kyOLN5UNzoxq1MjZ5X8lW0-bshvRATWnCn-WE5jR_U7XsgqemYe2ie61uXOQrHe_3lisLAfLuMidSH-Y1ILt9AHgzFOD94J8A" rel="noopener noreferrer" target="_blank">www.law.go.th</a> ตั้งแต่วันนี้ - 24 สิงหาคม 2569 ครับ</p><div class="facebook" ></div><p><br></p><p><br></p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/d9w3uy2I3</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/d9w3uy2I3</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 05:41:04 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 05:23:14 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC85ZDZkNWNlM2I0OWY5Y2VjNDkzNTMxNWFiNDEwNTAyNi5wbmc=</url><description>&apos;รมว.จุลพันธ์&apos; เชิญชวนประชาชนร่วมความคิดเห็นต่อร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม (ฉบับใหม่) ทางเว็บไซต์ www.law.go.th ตั้งแต่วันนี้ - 24 สิงหาคม นี้</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[คมนาคมเดินหน้าปฏิรูประบบตั๋วร่วม ค่ารถไฟฟ้าไม่เกิน 45 บาท ตั้งเป้าให้บริการ 1 มกราคม 2570]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81ZWViY2IyMGMzOTMzN2Y3ZmY3ODFhNGU2NzU2MzkyNi5wbmc=/640/330" /></p><p><strong>นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม </strong>เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุมคมนาคม อาคารคมนาคม 2 ชั้น 4 กระทรวงคมนาคม โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ซึ่งที่ประชุมได้ติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 โดยเฉพาะการจัดทำกฎหมายลำดับรอง หลักเกณฑ์ มาตรฐาน และกลไกกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบตั๋วร่วมสามารถเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ ควบคู่กับการเตรียมระบบบริหารจัดการรายได้และการหารือกับผู้ให้บริการและผู้รับสัมปทาน เพื่อผลักดันโครงสร้างค่าโดยสารร่วม ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการลดภาระค่าครองชีพ ยกระดับระบบขนส่งสาธารณะ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทางที่มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสม โดยตั้งเป้าให้มาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมสามารถให้บริการได้ภายในวันที่ 1 มกราคม 2570</p><p>นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แนวทางสำคัญของมาตรการ คือ การกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมสำหรับรถไฟฟ้าสายทางที่เข้าร่วมระบบตั๋วร่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกำหนดค่าแรกเข้าไม่เกิน 17 บาท และค่าโดยสารรวมสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว พร้อมลดการคิดค่าแรกเข้าซ้ำเมื่อประชาชนเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสาย ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของมาตรการ</p><p>สำหรับแนวทางการเดินทางเชื่อมต่อ อยู่ระหว่างการเตรียมหลักเกณฑ์ให้รองรับการเดินทางโดยรายละเอียดทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมาย มาตรฐานระบบตั๋วร่วม และความพร้อมของระบบที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเปลี่ยนรถไฟฟ้าหลายสายในการเดินทางประจำวัน พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อนของค่าโดยสาร และพัฒนารถไฟฟ้าหลายสายให้สามารถเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายการเดินทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p><p>นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการเตรียมกลไกบริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House: CCH) เพื่อรองรับการจัดเก็บ ชำระ และจัดสรรรายได้ค่าโดยสารระหว่างผู้ให้บริการ โดยที่ประชุมมอบหมายให้ สนข. เร่งดำเนินการจัดทำประกาศกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การอนุญาตประกอบกิจการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) พร้อมหารือกระทรวงการคลังเกี่ยวกับรูปแบบและแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมให้เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 โดยจะดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 กฎหมายลำดับรอง และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบบริหารจัดการรายได้มีมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรองรับการเชื่อมโยงธุรกรรมจากระบบขนส่งหลายสายทางอย่างมีประสิทธิภาพก่อนนำเสนอ คนต. พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป</p><p>ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้มอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เร่งหารือกับผู้รับสัมปทานในประเด็นโครงสร้างค่าโดยสาร การจัดสรรรายได้ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบสามารถรองรับมาตรการค่าโดยสารร่วมได้ภายใต้กรอบกฎหมายและสัญญาที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และความยั่งยืนของระบบในระยะยาว</p><p>นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 รวม 10 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างกฎกระทรวง 1 ฉบับ ร่างประกาศกระทรวงคมนาคม 6 ฉบับ ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม 2 ฉบับ และร่างประกาศสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร 1 ฉบับ เพื่อนำไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป เพื่อวางหลักเกณฑ์ มาตรฐาน และกลไกการกำกับดูแลระบบตั๋วร่วมให้มีความชัดเจนและเป็นระบบ</p><p>นายพิพัฒน์ กล่าวตอนท้ายว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับนโยบายการนำส่งเงินเข้ากองทุนและการใช้จ่ายเงินกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ สนข. นำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนต่อไป โดยการบริหารจัดการกองทุนจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับระบบตั๋วร่วมอย่างเหมาะสม และตรวจสอบได้ ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินงานตามกรอบเวลาที่กำหนด ทั้งการจัดทำกฎหมายลำดับรอง การพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้ การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี และการหารือกับผู้ให้บริการและผู้รับสัมปทาน เพื่อผลักดันมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว สำหรับสายทางที่เข้าร่วมระบบตั๋วร่วม ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายภายในวันที่ 1 มกราคม 2570</p><p>ที่มา : กระทรวงคมนาคม</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/U2FGX7bni</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/U2FGX7bni</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 05:21:39 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 05:03:54 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81ZWViY2IyMGMzOTMzN2Y3ZmY3ODFhNGU2NzU2MzkyNi5wbmc=</url><description>&apos;พิพัฒน์&apos; ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลลดภาระค่าครองชีพ เดินหน้าค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้า ค่าแรกเข้าไม่เกิน 17 บาท สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว สำหรับสายทางที่เข้าร่วมระบบตั๋วร่วม ตั้งเป้าให้บริการภายใน 1 มกราคม 2570</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[นายกฯ พร้อมนำคณะหารือรอบด้าน เปิดฉากเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ 17-22 ส.ค. นี้]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9iMmQxMGMxY2VlMjYwODQyMTc1YTVhYmNhODZiZWQ5Yi5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานกองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) ไปยังนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17–20 สิงหาคม 2569 ก่อนเดินทางต่อไปยังนครโอ๊คแลนด์ เพื่อเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2569</p><p>นายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติซิดนีย์ คิงส์ฟอร์ด สมิธ (Sydney Kingsford Smith Airport) นครซิดนีย์ ในเวลาประมาณ 21.05 น. ของวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 3 ชั่วโมง</p><p>สำหรับคณะทางการที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน</p><p>ในการเยือนออสเตรเลียในครั้งนี้ เป็นไปตามคำเชิญของนายแอนโทนี แอลบาเนซี (The Honourable Anthony Albanese) นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย โดยเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีในรอบ 14 ปี โดยมีภารกิจครอบคลุมทั้ง การหารือข้อราชการกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย&nbsp;การแสดงวิสัยทัศน์ สถาบัน Lowy Institute การพบหารือบริษัทชั้นนำออสเตรเลีย และร่วมกิจกรรมภาคธุรกิจ (Networking Reception) รวมทั้ง การพบปะชุมชนไทย Thai Town&nbsp;ด้วย</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/FqZE70iea</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/FqZE70iea</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 04:18:02 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 03:56:27 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC9iMmQxMGMxY2VlMjYwODQyMTc1YTVhYmNhODZiZWQ5Yi5wbmc=</url><description>นายกฯ ออกเดินทางสู่ซิดนีย์ เปิดฉากเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ พร้อมนำคณะหารือรอบด้าน มุ่งสร้างประโยชน์แก่คนไทย</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รัฐบาลชี้ฐานผลิตญี่ปุ่นในไทยเข้าสู่รอบยกระดับ 59% เตรียมเปลี่ยนเครื่องจักร–เพิ่มเทคโนโลยี]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAxOC0wMS83NjljOGU5NTcyYjdmOWExZjU4MTY3YjkzZDFmNzMxYS5qcGc=/640/330" /></p><p>วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาฐานการลงทุนเดิมควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยผลการหารือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และหอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ (JCC) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 สะท้อนทิศทางสำคัญว่า ฐานธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทยกำลังเข้าสู่รอบของการยกระดับการผลิต โดยให้น้ำหนักกับการเปลี่ยนเครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ รวมถึงลดการใช้พลังงานมากขึ้น</p><p>ในช่วงปี 2564 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทญี่ปุ่นยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยรวม 1,380 โครงการ มูลค่ามากกว่า 396,000 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของญี่ปุ่นในฐานะหนึ่งในนักลงทุนสำคัญของไทย โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสะสมในช่วงประมาณ 5 ปีครึ่ง ไม่ใช่เงินลงทุนก้อนใหม่ที่เกิดขึ้นในคราวเดียว</p><p>ขณะเดียวกัน ผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจทั้งหมด 504 แห่ง พบว่า ในส่วนคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดแผนลงทุนปี 2569 ซึ่งมีผู้ตอบ 432 แห่ง ร้อยละ 59 หรือ 256 แห่ง มีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องเดิม ร้อยละ 31 หรือ 132 แห่ง มีแผนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และร้อยละ 22 หรือ 96 แห่ง มีแผนลงทุนด้าน Digital Transformation</p><p>“ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทญี่ปุ่นหยุดสร้างหรือขยายการลงทุนใหม่ แต่สิ่งที่เห็นชัดคือกิจกรรมที่ถูกเลือกมากที่สุดเป็นการเปลี่ยนเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม สะท้อนว่าโจทย์ของภาคอุตสาหกรรมกำลังขยับจากการเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ประหยัดพลังงาน และแข่งขันได้ในระยะยาว” รองโฆษกฯกล่าว</p><p>ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับการใช้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม Smart and Sustainable Industry ของบีโอไอ โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นได้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการดังกล่าวมากกว่า 400 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การประหยัดพลังงาน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิต</p><p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย เพราะการยกระดับโรงงานเดิมไม่ได้สร้างความต้องการเฉพาะเครื่องจักรใหม่เท่านั้น แต่ยังต่อเนื่องไปถึงชิ้นส่วนทดแทน ระบบควบคุม ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม การบำรุงรักษา ตลอดจนเทคโนโลยีและบริการด้านการประหยัดพลังงาน</p><p>“เมื่อโรงงานญี่ปุ่นในไทยกำลังเข้าสู่รอบเปลี่ยนเครื่องจักรและใช้ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมากขึ้น นี่คือโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะขยับจากการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนทั่วไป ไปสู่การเป็นผู้จัดหาสินค้า เทคโนโลยี และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น หากสามารถพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน ความตรงต่อเวลา และความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบการผลิตของผู้ซื้อญี่ปุ่นได้” นางสาวลลิดากล่าว</p><p>ทั้งนี้ บีโอไอจะทำงานร่วมกับเจโทร หอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ และภาคธุรกิจญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนการยกระดับฐานธุรกิจเดิมไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร การเข้าถึงพลังงานสะอาด และการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อให้การลงทุนจากญี่ปุ่นไม่เพียงสร้างเม็ดเงินลงทุน แต่ยังช่วยยกระดับเทคโนโลยีและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p><p>ที่มา : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/LaGjCtouL</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/LaGjCtouL</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 03:51:21 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 03:32:10 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAxOC0wMS83NjljOGU5NTcyYjdmOWExZjU4MTY3YjkzZDFmNzMxYS5qcGc=</url><description>รัฐบาลชี้ฐานผลิตญี่ปุ่นในไทยเข้าสู่รอบยกระดับ 59% เตรียมเปลี่ยนเครื่องจักร–เพิ่มเทคโนโลยี เปิดโอกาสผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนมูลค่าสูง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['นิกร' นำทีม พม. ลุยพิษณุโลก ช่วยประชาชนมีที่ดินทำกิน มอบสิทธิสวัสดิการของรัฐถึงมือกลุ่มเปราะบาง]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8wNDNmNWRhYjU2YTQwNmZjNzE0YTljYWQzZDQ0YjU0MC5wbmc=/640/330" /></p><p>นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย ตามนโยบาย พม. 8 ด้าน "สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" โดยเปิดโครงการ “พม.สร้างสุข ส่งมอบสวัสดิการแก่คนพิษณุโลก” ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสระโคล่ ตำบลหัวรอ อำเภอเมืองพิษณุโลก และ นิคมสร้างตนเองบางระกำ อำเภอบางระกำ ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้รับความช่วยเหลือเป็นสิทธิสวัสดิการสังคมต่างๆ ตามภารกิจกระทรวง พม. ไม่ว่าจะเป็น หนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) และหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ค.1) สำหรับสมาชิกนิคมสร้างตนเองบางระกำ , บัตรประจำตัวคนพิการ จากการประเมินความพิการจากปัจจัยทางสังคมหรือพฤติการณ์แวดล้อม ,  งบประมาณการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม , เงินอุดหนุนโครงการบ้านพอเพียง และ เงินอุดหนุนโครงการเสริมสร้างระบบนิเวศ (Eco-system) ชุมชนท้องถิ่นฝ่าวิกฤติประชากร สู่ความมั่นคงของมนุษย์และความเข้มแข็งของชุมชน โดย สถาบันพัฒนาองค์ชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. , งบประมาณพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วยวัย และ งบประมาณโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน อีกทั้ง มีการมอบหนังสือรับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ให้กับชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ตำบลหนองกุลา , มอบป้ายขอบคุณ CSR จังหวัดพิษณุโลก สำหรับการสนับสนุนงานของทีมหน่วยงาน พม.จังหวัดพิษณุโลก และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคม นอกจากนี้ มีการลงเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุเปราะบางที่พิการทางการเคลื่อนไหวและสื่อความหมาย เพื่อให้กำลังใจ พร้อมให้ความช่วยเหลือเป็นเงินสงเคราะห์ และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น</p><p>นอกจากนี้ มีการลงพื้นที่ ณ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ตำบลหนองกุลา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเยี่ยมชมรูปแบบการใช้พื้นที่นิคมสร้างตนเองบางระกำเพื่อการผลิตปิโตรเลียม พร้อมรับฟังผลการดำเนินงานและ Model การแก้ปัญหาและการจัดเก็บรายได้ของนิคมสร้างตนเองบางระกำจากกิจการพลังงาน</p><p>โอกาสนี้ นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , นางสาวสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ และนายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , คณะผู้บริหารกระทรวง พม. , ทีมหน่วยงาน พม.จังหวัดพิษณุโลก และผู้แทนเครือข่ายท้องถิ่น ร่วมลงพื้นที่</p><p>นายนิกร กล่าวว่า วันนี้ ตนได้นำคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ที่ดูแลกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัยมาร่วมลงพื้นที่ด้วยกัน และมาส่งมอบสิทธิสวัสดิการสังคมต่างๆ ของภาครัฐที่ตั้งใจนำมาให้ถึงมือพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ “ที่ดิน” ไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่คือบ้าน ที่ทำกิน อาชีพ รายได้ และความมั่นคงของครอบครัว ซึ่งต้องขอแสดงความยินดีกับสมาชิกนิคมสร้างตนเองบางระกำที่ได้รับหนังสือ น.ค.3 และ น.ค.1 นับเป็นความชัดเจนในสิทธิ ความมั่นคง และโอกาสในการสร้างชีวิตที่ดี ส่วนสมาชิกนิคมฯ ที่ยังไม่ได้รับหนังสือ น.ค.3 นั้น ทางนิคมฯ ได้จัดส่งเรื่องให้ส่วนกลาง และตนได้กำชับกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) เร่งดำเนินการ ส่วนกรณีที่ยังมีปัญหานั้น ขอให้ตรวจสอบเป็นรายกรณี รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชี้แจงให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจนว่าเรื่องอยู่ในขั้นตอนใด และจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เพราะหน้าที่ของเราไม่ใช่เพียงบอกประชาชนว่า “ยังไม่ได้” แต่ต้องช่วยกันหาคำตอบว่า “ทำอย่างไรจึงจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย”</p><p>“การลงพื้นที่วันนี้ สะท้อนว่ากระทรวง พม. ต้องดูแลประชาชนอย่างรอบด้าน ตั้งแต่สิทธิ ที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน อาชีพ รายได้ ไปจนถึงสิทธิสวัสดิการสังคมและการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งตนอยากให้นิคมสร้างตนเองบางระกำเป็นพื้นที่สร้างโอกาสให้กับประชาชน เมื่อมีที่ดินแล้ว ต้องมีอาชีพ มีรายได้ ครอบครัวต้องเข้มแข็ง และชุมชนก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย วันนี้ ตนตั้งใจมารับฟังปัญหาจากพี่น้องโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องเอกสารสิทธิ หากมีปัญหาหรืออุปสรรคที่รอการแก้ไข ให้รีบประสานมาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรม และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องสมาชิกนิคมฯ รวมถึงเจ้าหน้าที่และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ช่วยกันทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ประชาชน “มีสิทธิ มีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง” และกระทรวง พม. พร้อมเป็น “ผู้สร้างโอกาส” และ “กำแพงพิงหลัง” ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ทุกคนก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง” นายนิกร กล่าวท้าย</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC82MDE5OTIzODgzYzI5Y2YwZTQ0YmZhYzUyZGM5NDhkZi5qZmlm" alt="นิกร พม"><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/YQZdFMZ7O</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/YQZdFMZ7O</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 03:03:32 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 02:57:33 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8wNDNmNWRhYjU2YTQwNmZjNzE0YTljYWQzZDQ0YjU0MC5wbmc=</url><description>&apos;นิกร&apos; รมว.พม. นำทีม ลุยพิษณุโลก ช่วยประชาชนมีที่ดินทำกิน สร้างโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตมั่นคง พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการของรัฐถึงมือกลุ่มเปราะบาง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[รมช.ปิยะรัฐชย์ ชู 'เชียงราย เมืองชากาแฟ' เชื่อมชา–กาแฟสู่การท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มให้ชุมชน]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81YTVhZjg4ODllNmEyZmZkMjQyOTM4NjJiMWViMjBiNy5wbmc=/640/330" /></p><p class="ql-align-justify">นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมงานกิจกรรม Tea Coffee Festival เชียงราย เมืองชากาแฟ 2026 “Chiangrai Tea and Coffee Festival 2026” ภายใต้โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสร้างสรรค์นฐานทรัพยากรชุมชนคุณค่าสูง กิจกรรมหลัก การส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ซึ่งการจัดงานครั้งนี้มุ่งสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้สัมผัสประสบการณ์ด้านชาและกาแฟของจังหวัดเชียงราย พร้อมส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากสินค้าเกษตรไปสู่กิจกรรมและประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว สร้างโอกาสทางการตลาดและรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน รวมทั้งประชาสัมพันธ์ศักยภาพของจังหวัดเชียงรายในฐานะ “เชียงราย เมืองชากาแฟ” ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง</p><p class="ql-align-justify">รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของชุมชน โดยเฉพาะชา กาแฟ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและสามารถนำมาต่อยอดเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มากกว่าการเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ แต่สามารถนำเรื่องราวของแหล่งผลิต ผู้ประกอบการ และชุมชนมาสร้างเป็นประสบการณ์และกิจกรรมการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่คนในพื้นที่</p><p class="ql-align-justify">นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะผู้บริโภค ประชาสัมพันธ์สินค้าและแบรนด์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ อีกทั้งผู้เข้าร่วมงานสามารถเรียนรู้และสัมผัสเรื่องราวของชาและกาแฟเชียงรายผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน ซึ่งช่วยสร้างสีสันและประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้มาเยือน และสามารถต่อยอดไปสู่การเดินทางท่องเที่ยวตามแหล่งผลิตและชุมชนในพื้นที่ได้อีกด้วย</p><p class="ql-align-justify">“ชาและกาแฟไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเกษตร แต่ยังเป็นเรื่องราวของพื้นที่ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของชุมชนที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวได้ การจัดงาน Tea &amp; Coffee Festival ‘เชียงราย เมืองชากาแฟ’ 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอเสน่ห์ของชาและกาแฟเชียงราย เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และชุมชนเข้ากับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภค พร้อมสร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย</p><p class="ql-align-justify">สำหรับการจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชาและกาแฟ กิจกรรมส่งเสริมการตลาด การสาธิตและ Workshop รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์และการแข่งขันด้านชาและกาแฟ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและชุมชนได้ประชาสัมพันธ์สินค้า สร้างการรับรู้ และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรกับการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/oIsqt6Xkx</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/oIsqt6Xkx</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Mon, 17 Aug 2026 02:55:04 +0000</updated><pubDate>Mon, 17 Aug 2026 02:43:12 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81YTVhZjg4ODllNmEyZmZkMjQyOTM4NjJiMWViMjBiNy5wbmc=</url><description>รมช.ปิยะรัฐชย์ ชู &apos;เชียงราย เมืองชากาแฟ&apos; เชื่อมชา–กาแฟสู่การท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มให้ชุมชน ย้ำชาและกาแฟไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเกษตร แต่ยังเป็นเรื่องราวของพื้นที่ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของชุมชน</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA['รมว.จุลพันธ์' เชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. เงินทดแทน ตั้งแต่วันนี้ – 15 ก.ย. 69 เพื่อยกระดับความคุ้มครองลูกจ้าง]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC83MDM2M2UxNmJjOWEyOWFlOTY3MGI4OWM4NmUxNDRiZi5wbmc=/640/330" /></p><p>'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์'﻿ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (16 สิงหาคม 2569) ว่า สิทธิประโยชน์และความปลอดภัยในการทำงานคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนทำงานทุกคนต้องได้รับอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง กระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้เดินหน้าผลักดันการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. เงินทดแทน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อยกระดับความคุ้มครองลูกจ้างให้สอดรับกับบริบทสังคมยุคปัจจุบัน พร้อมวางระบบบริหารกองทุนให้โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และตรวจสอบได้</p><p>สาระสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้</p><p>1. ยกระดับสิทธิและความคุ้มครองแรงงาน</p><p>- ขยายความคุ้มครองสู่ลูกจ้างทำงานบ้านให้ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทนเช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป</p><p>- รองรับกฎหมายสมรสเท่าเทียม ปรับเปลี่ยนถ้อยคำทางกฎหมายจาก “สามีหรือภริยา” เป็น “คู่สมรส” </p><p>- ปลดล็อกและขยายสิทธิของบุตร ยกเลิกข้อจำกัดด้านอายุ การศึกษา และความทุพพลภาพ โดยใช้เพียงคำว่า “บุตร” ซึ่งครอบคลุมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมาย บุตรตามความเป็นจริง และบุตรบุญธรรม</p><p>- ลดข้อพิพาทเรื่องสิทธิในการรับเงินทดแทน เปิดโอกาสให้ลูกจ้างสามารถทำหนังสือระบุผู้รับเงินทดแทนกรณีลูกจ้างเสียชีวิตหรือสูญหายได้ตามความประสงค์</p><p>- ให้ผู้ทุพพลภาพที่ได้รับสิทธิตาม พ.รบ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ก่อนวันที่ 9 ธ.ค. 2561 มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตลอดชีวิต</p><p>2. ปรับปรุงระบบคณะกรรมการ </p><p>- ปรับปรุงวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการการแพทย์ และคณะกรรมการตรวจสอบให้มีวาระดำรงตำแน่ง 2 ปี และติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระ</p><p>- ให้คณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจเรียกเอกสารเพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ</p><p>- ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการการแพทย์ในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เพิ่มผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละ 1 คน</p><p>- ให้คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน กำหนดหลักเกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญกองทุนเงินทดแทน </p><p>3. ปรับปรุงหน้าที่นายจ้าง</p><p>- ให้นายจ้างมีหน้าที่ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน นับแต่วันที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบ</p><p>- ยกเลิกความผิดฐานไม่อำนายความสะดวกแก่เจ้าพนักงาน เนื่องจากเป็นการกระทำผิดเล็กน้อยของนายจ้างซึ่งไม่สมควรได้รับโทษทางอาญาและสอดคล้องกับหลักการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ</p><p>ผมขอเชิญชวนนายจ้าง ลูกจ้าง ภาคประชาสังคม และพี่น้องประชาชนทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. เงินทดแทน ฉบับนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569 นี้</p><div class="facebook" ></div><p><br></p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/FKHsXj3Pc</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/FKHsXj3Pc</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 16 Aug 2026 12:32:56 +0000</updated><pubDate>Sun, 16 Aug 2026 11:50:51 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC83MDM2M2UxNmJjOWEyOWFlOTY3MGI4OWM4NmUxNDRiZi5wbmc=</url><description>&apos;รมว.จุลพันธ์&apos; เชิญชวนนายจ้าง ลูกจ้าง ภาคประชาสังคม และประชาชน ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. เงินทดแทน ตั้งแต่วันนี้ – 15 กันยายน 2569 นี้ เพื่อยกระดับความคุ้มครองลูกจ้างให้สอดรับกับบริบทสังคมยุคปัจจุบัน</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[โฆษกรัฐบาลเผย ยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว 76% ทบทวนสิทธิ 4.4 ล้านราย เร่งกลุ่มที่เหลือดำเนินการก่อน 31 ส.ค.69]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNy9kZGQ0MTA3OGEyZDQ1MGE0NWEyYjdmYWQ4ZWY0NmQ2Yy5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 16 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการยืนยันตัวตนและการทบทวนสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า จากข้อมูลกรมการปกครอง ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2569 พบว่า ผู้ถือบัตรรายใหม่ยืนยันตัวตนแล้ว 2.3 ล้านคน หรือร้อยละ 76 เพิ่มขึ้นจากวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ 2.1 ล้านคน หรือร้อยละ 69 ส่งผลให้จำนวนผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนลดลงจากประมาณ 9.8 แสนคน เหลือประมาณ 8 แสนคน ซึ่งกลุ่มดังกล่าวต้องดำเนินการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการรับสิทธิตามโครงการ ที่จะเริ่มใช้ได้ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569</p><p>ส่วนการทบทวนสิทธิ มีผู้ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติยื่นทบทวนสิทธิแล้ว 4.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 4.1 ล้านคน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ทำให้จำนวนผู้ที่ยังไม่ยื่นทบทวนสิทธิลดลงจากประมาณ 5.2 ล้านคน เหลือประมาณ 4.9 ล้านคน โดยต้องดำเนินการภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569</p><p>โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐช่วยให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงประมาณสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ยืนยันตัวตนเพิ่มขึ้นราว 2 แสนคน และยื่นทบทวนสิทธิเพิ่มขึ้นราว 3 แสนคน อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องดำเนินการ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงยังคงเร่งสื่อสารและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่</p><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/Qj0xcTnEm</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/Qj0xcTnEm</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 16 Aug 2026 14:10:43 +0000</updated><pubDate>Sun, 16 Aug 2026 11:31:36 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNy9kZGQ0MTA3OGEyZDQ1MGE0NWEyYjdmYWQ4ZWY0NmQ2Yy5wbmc=</url><description>โฆษกรัฐบาลเผย ยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว 76% ทบทวนสิทธิ 4.4 ล้านราย เร่งกลุ่มที่เหลือดำเนินการก่อน 31 ส.ค. 2569</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[กาฬสินธุ์แตก! เปิด 2 เวทีใหญ่หนุน 'ไข่มุก' นั่งนายก อบจ. 'ยศชนัน' ชูเชื่อมรัฐบาล-ท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพชีวิต-ดันเกษตรนวัตกรรม]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8wOTNjZjg1YzM3MTM4Y2VkNjNhNmEyMGQwZThkMmUzYS5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 16 สิงหาคม 2569 พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัย ช่วยหาเสียงให้กับ "ไข่มุก" น.ส.เฉลิมขวัญ หล่อตระกูล ผู้สมัครนายก อบจ.กาฬสินธุ์ เบอร์ 1 ซึ่งลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย โดยมีการจัดเวทีปราศรัยพบปะพี่น้องประชาชน 2 จุดหลัก ได้แก่ เวทีช่วงเช้า เวลา 10.00 น. ณ โรงเรียนเนินยางประชาสามัคคี ต.เนินยาง อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ และเวทีช่วงบ่าย เวลา 14.00 น. ณ ศาลเจ้าปู่บัวขาว อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์</p><p>การลงพื้นที่ปราศรัยใหญ่ในครั้งนี้นำทีมโดยผู้ช่วยหาเสียงจากพรรคเพื่อไทย อาทิ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. ในฐานะที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยแกนนำคนสำคัญ ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย, นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย รวมถึง สส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้ง 4 เขต&nbsp;</p><p>บรรยากาศการลงพื้นที่ทั้ง 2 ที่ เป็นไปอย่างคึกคัก แม้สภาพอากาศจะค่อนข้างร้อนอบอ้าว แต่เมื่อ ศ.ดร.ยศชนัน เดินทางมาถึงทั้ง 2 เวที กลับพบว่ามีประชาชนจำนวนมากมารอให้การต้อนรับอย่างเนืองแน่น ศ.ดร.ยศชนัน ได้เดินพบปะประชาชนตั้งแต่หลังสุดข้างเวที จนถึงหน้าเวที ชาวกาฬสินธุ์ได้นำพวงมาลัยดอกไม้มาคล้องคอ มีการนำพวงมาลัยผ้าไหมมามอบให้ รวมถึงได้นำผ้าขาวม้ามาผูกเอวเพื่อเป็นการรับขวัญตามวิถีอีสาน&nbsp;</p><p>บนเวทีปราศรัย ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างรัฐบาลส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยระบุตอนหนึ่งว่า ชีวิตเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่อย่างเดียวไม่เคยเปลี่ยน มากาฬสินธุ์ทุกครั้งมีความสุขทุกครั้ง วันนี้สำคัญมากกว่าว่าใครจะแพ้ชนะนายก อบจ. ที่สำคัญที่สุดที่เป็นคนตั้งต้นคือ กาฬสินธุ์ต้องชนะ ต้องเริ่มจากคนที่เข้าใจปัญหาจากรากหญ้า เข้าใจพี่น้องทั้งที่อยู่ข้างหลังและข้างหน้าในทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด พี่น้องประชาชนรอไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว วันแรกที่นายก อบจ. ในดวงใจกาฬสินธุ์เข้ามาทำงาน นโยบายต้องพร้อมและสื่อสารกับทุกคนได้</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่ออีกว่า ได้เริ่มทำงานมาสักระยะหนึ่ง พบเห็นว่าวันนี้รัฐบาลไม่สามารถที่จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้าไม่เชื่อมต่อกับ อบจ. และท้องถิ่น นี่จึงเป็นสิ่งที่วันนี้ผมต้องมาด้วยตัวเอง เพื่อสื่อสารให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า อบจ. สำคัญมาก</p><p>"นายกฯ ไข่มุก มีนโยบาย '5 สร้าง' คือ สร้างสุขภาพ สร้างรายได้ สร้างการศึกษา สร้างคุณภาพชีวิต และสร้างเมืองปลอดภัย ยกตัวอย่างเรื่องสุขภาพ รัฐบาลส่วนกลางอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้ใครต้องการการดูแลสุขภาพแบบไหน แต่การเชื่อมโยงกฎหมาย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี จะทำให้ทุกคนไม่ว่าอยู่ที่ไหนของกาฬสินธุ์เข้าถึงสุขภาพที่ดีได้ ด้วยการมีนายก อบจ. ที่รู้เท่าทันทุกอย่าง" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว</p><p>ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย กล่าวต่ออีกว่า ในอีก 4 ปีข้างหน้า เราจะเปลี่ยนแปลงกาฬสินธุ์ไปพร้อมกับการทำงานของรัฐบาลและแต่ละกระทรวง กาฬสินธุ์เป็นเมืองวัฒนธรรมและเมืองเกษตรยั่งยืน นโยบาย 5 สร้างสามารถสานต่อได้กับทุกกระทรวงแน่นอน เรามีเรื่องที่ต้องดูแลตั้งแต่ครัวเรือนยากจน การเสริมทักษะอาชีพ กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ พื้นที่น้ำท่วมน้ำแล้ง รวมถึงทุนทางธรรมชาติ</p><p>นอกจากนี้ เราจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ สำหรับเรื่องกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ การทำพิพิธภัณฑ์ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว วันนี้กาฬสินธุ์ไม่ได้อยู่ลำพัง เรามีมหาวิทยาลัยที่เข้มแข็ง เราจะนำองค์ความรู้มาช่วยหาแม่พันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์ ดูแลเรื่องน้ำและชลประทาน รวมถึงปศุสัตว์ทั้ง ไก่ สุกร โคเนื้อ โคนม และยังมีโอกาสใหม่ๆ ทั้งการเลี้ยงผึ้ง แพะ จิ้งหรีด การทำเกษตรสมุนไพรและเครื่องแปรรูป สิ่งเหล่านี้เริ่มไปแล้วและพร้อมขยายเขตให้ครอบคลุมทุกพื้นที่</p><p>"รอบนี้ไม่ต้องคิดใหม่แล้ว ทำต่อและสานต่อได้เลย สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คือการสร้างความสมัครสมานสามัคคี ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้นำ สิ่งที่ต้องดูคือเขาสามารถทำงานอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน และดึงทรัพยากรจากทุกกระทรวงมาได้ วันนี้ สส.กาฬสินธุ์ ทั้ง 4 เขตก็มาเพื่อยืนยันว่าคนที่พี่น้องเลือกสามารถเชื่อใจได้ และถ้าไข่มุก เบอร์ 1 เข้ามา ก็สามารถเริ่มงานต่อได้ทันที" ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย กล่าวปิดท้าย&nbsp;</p><div class="facebook" ></div><p>ด้านนายณัฐวุฒิ ย้ำว่า ตนเองไม่เคยเปลี่ยนใจหรือทิ้งพรรคเพื่อไทยไปไหน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงที่พรรคยิ่งใหญ่หรือบอบช้ำ และ "ไข่มุก" ก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของพรรคมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย เพราะพ่อของไข่มุกคือ นายยงยุทธ หล่อตระกูล หนึ่งในผู้ร่วมบุกเบิกพรรคไทยรักไทย เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน และไม่เคยย้ายไปไหน ดังนั้น การมาครั้งนี้จึงเหมือนพี่มาช่วยน้องสู้ และมั่นใจว่าหากชาวกาฬสินธุ์ผนึกกำลังเลือกคนของพรรคเพื่อไทย งานของ อบจ. จะสำเร็จเกิดเป็นมรรคผล และในช่วงท้าย นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวว่า ในวันที่ตกไปเข้าร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพ เกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ จ.อุบลราชธานี ได้พบกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่ง อดีตนายกฯ ได้ฝากความระลึกถึงชาวกาฬสินธุ์ และเมื่อโอกาสเหมาะ ก็จะได้มาพบปะกัน</p><div class="facebook" ></div><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/xv2k_lp1_</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/xv2k_lp1_</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 16 Aug 2026 09:34:17 +0000</updated><pubDate>Sun, 16 Aug 2026 09:29:40 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC8wOTNjZjg1YzM3MTM4Y2VkNjNhNmEyMGQwZThkMmUzYS5wbmc=</url><description>กาฬสินธุ์แตก! เปิด 2 เวทีใหญ่หนุน &apos;ไข่มุก&quot; นั่งนายก อบจ. &apos;ยศชนัน&apos; คืนสังเวียนไฮปาร์ค เชื่อมรัฐบาล-ท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพชีวิต-ดันเกษตรนวัตกรรม &apos;ณัฐวุฒิ&apos; ยืนยัน อบจ.จากเพื่อไทย จะสานต่อนโยบายให้สำเร็จเป็นมรรคผล</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[สำนักงานประกันสังคมเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 กันยายน 2569]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81MzNmZmU2Y2NlOWQ1NDY0OGY5Mjc5NGMxMDk1ODJjMC5wbmc=/640/330" /></p><p>นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569  มีมติปรับปรุงเงื่อนไขการใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนและนายจ้างที่มีคุณสมบัติครบตามระเบียบ สามารถใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้แทนฝ่ายของตนเองได้ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้ง การปรับเงื่อนไขดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการพิจารณาของศาลปกครองกลาง ทั้งนี้ การเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม ยังคงเป็นวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 และจะประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งสองฝ่ายในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามกำหนดการตามแผนเดิม  สำหรับการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสถานที่ลงคะแนน คณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งประจำจังหวัด/กรุงเทพมหานคร จะประกาศประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2569 </p><p>ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสถานที่ลงคะแนนเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์ สำนักงานประกันสังคม <a href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.sso.go.th%2F%3Ffbclid%3DIwcGRvZgFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFtTXlQSWFjS3hPWHRqT2hFc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHpFo-r5N5TCmAFCsh9Hl54Dd-d-i7QZhLjz4-8hAMTu6Ui2XfiYEbgr9plV4_aem_kIEVxRKGaCdSS7SZ-GHIog&amp;h=AUBH7yhGbZ1vJ3hXb5I1urc7j4GOB6I3_rcteIV5RPyMCYG0jDeRZ-PFlzCo9bkn0pEGVjlYCw_fZ7svQ7FpBQYpGVGrBsTExO7H2WsWpD3KoTgLM5C7pUwkRDEDWkKEYYkrd4FN9_FHuxWn5n6C65OZ6Pe_FQ&amp;__tn__=-UK-R&amp;c[0]=AUBRsfa1i2Ugzqs7dTbGWJ6OZZbeHvYB94PAmDL7dJOSy2Zw_l4RMN3kW2ZUZuxyEVQnTRx2kym5RfeB7tyh3vNFLSiHx_TdQ8fsNNNgw-G2lqSH659apMiaSCADF6EtkLcSmbshMTXeDkZ24ItX_7bbe9XLM290wPCFCrCua7hXTLjvZgON0_pcWdFl1_6DImwXpZHeX57K2Tp8WSw5SZ6yiQ" rel="noopener noreferrer" target="_blank">www.sso.go.th</a>  กรณีต้องการตรวจสอบสิทธิของตนเอง นายจ้างสามารถตรวจสอบ                                     ผ่านระบบ e- Service  ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบผ่านระบบ e-Self service และแอปพลิเคชัน SSO Plus  นอกจากนี้จะมีการแจ้ง SMS  สำหรับผู้ที่ได้แจ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้กับสำนักงานประกันสังคมหรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขาทั่วประเทศ รวมถึงศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (ศอ.ลต.) โทรศัพท์ 0 2956 2929 ในวันและเวลาราชการ และสายด่วนประกันสังคม 1506 กด 9 ตลอด 24 ชั่วโมง</p><p>เลขาธิการ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำนักงานประกันสังคมจะดำเนินกระบวนการในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง  จึงขอเชิญชวนให้นายจ้างและผู้ประกันตนมาใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 เวลา 8.00 น. – 16.00 น.</p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/7qAEtwfLc</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/7qAEtwfLc</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 16 Aug 2026 10:53:39 +0000</updated><pubDate>Sun, 16 Aug 2026 05:18:07 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC81MzNmZmU2Y2NlOWQ1NDY0OGY5Mjc5NGMxMDk1ODJjMC5wbmc=</url><description>สำนักงานประกันสังคมเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 กันยายน 2569  โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนและนายจ้างใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยไม่ต้องลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้ง</description><author>Voice TV</author></image></item><item><title><![CDATA[โฆษกรัฐบาลชวนใช้ 'แจ้งรัฐ' บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาออนไลน์จุดเดียว เชื่อมต่อหน่วยงานรับผิดชอบ]]></title><description><![CDATA[<p><img src= "https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNy9hMzdiNGUyYWI3N2UxMWE4M2Y2Y2I4N2IwMjY1ZDZmMi5wbmc=/640/330" /></p><p>วันที่ 16 สิงหาคม 2559&nbsp;นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์ที่กระทบประชาชน โดยนอกจากการปราบปรามผู้กระทำผิดแล้ว รัฐบาลยังมุ่งทำให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเอง และเมื่อเกิดปัญหาแล้วต้องเข้าถึงหน่วยงานภาครัฐได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น</p><p>ปัจจุบันภัยและปัญหาบนโลกออนไลน์มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกให้โอนเงิน ถูกหลอกลงทุน ข้อมูลส่วนบุคคลถูกขโมยหรือรั่วไหล พบเว็บไซต์ เพจ หรือบัญชีปลอม ตลอดจนปัญหาจากการซื้อขายและแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะที่ภาครัฐมีช่องทางรับแจ้งหลายระบบตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเกิดคำถามว่า “เรื่องนี้ต้องแจ้งที่ไหน?” บางกรณีไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หรือจำเป็นต้องส่งเรื่องไปหลายช่องทาง</p><p>ล่าสุดสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ได้พัฒนาบริการ “แจ้งรัฐ” บนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ให้เป็นช่องทางกลางสำหรับประชาชนในการแจ้งปัญหา โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาว่าเรื่องที่ตนประสบอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใด ทั้งนี้ ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดสะสมแอปทางรัฐ 49,545,109 คน</p><p>ในการแจ้ง เพียงเข้าไปทึ่ “แจ้งรัฐ” เลือกประเภทปัญหาและให้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น ระบบจะเชื่อมต่อเรื่องไปยังช่องทางรับแจ้งของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อเข้าสู่กระบวนการดำเนินการต่อไป</p><p>ทั้งนี้ “แจ้งรัฐ” ไม่ได้เป็นการนำระบบรับแจ้งของทุกหน่วยงานมารวมไว้เป็นระบบเดียว แต่เป็นการสร้าง “จุดเชื่อมต่อกลาง” ให้ประชาชนเข้าถึงระบบของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เปลี่ยนจากเดิมที่ประชาชนต้อง “รู้ก่อนว่าจะไปแจ้งที่ไหน” มาเป็น “บอกปัญหากับรัฐ แล้วให้รัฐช่วยจัดการต่อ”</p><p>ปัจจุบันเริ่มเชื่อมโยงระบบรับแจ้งด้านภัยไซเบอร์และออนไลน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สำหรับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น ไลน์ปลอม เว็บไซต์ปลอม การเลียนแบบหรือแอบอ้างบนโลกออนไลน์ และ Facebook ปลอม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำหรับปัญหาการซื้อขายออนไลน์ เว็บไซต์หรือเพจผิดกฎหมาย และปัญหาจากแพลตฟอร์มดิจิทัล</p><p>ขณะที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ปัจจุบันรองรับการติดตามเรื่องและแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับคดีที่ประชาชนได้แจ้งความออนไลน์ไว้แล้ว และในระยะต่อไปจะรองรับการรับแจ้งปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ด้วย</p><p>นอกจากนี้ “แจ้งรัฐ” ได้ขยายการเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาด้านอื่น เช่น การร้องเรียนการให้บริการภาครัฐ การร้องทุกข์เกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กและความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาคนไร้ที่พึ่ง สาธารณภัยระดับ 3 ขึ้นไป (ภัยระดับชาติที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และต้องระดมทรัพยากรจากหลายหน่วยงาน) รวมถึงเรื่องรับแจ้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงช่องทางแก้ไขปัญหาของภาครัฐจากจุดเริ่มต้นเดียวได้มากขึ้น</p><p>“สิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องการเห็นคือ ประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือจากรัฐได้โดยที่ไม่ต้องคอยจำหมายเลขสายด่วน ส่วนหน้าที่ของรัฐคือทำให้เรื่องนั้นไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ได้ง่ายและเร็วที่สุด ในระยะต่อไป จะพัฒนาระบบรับแจ้งของหน่วยงานต่าง ๆ ให้สามารถเชื่อมโยงได้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเห็นภาพรวมของปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญ ทั้งประเภทของปัญหา พื้นที่ที่เกิดเหตุ ความถี่ และแนวโน้มของปัญหาที่เพิ่มขึ้น เพื่อนำข้อมูลมาจัดลำดับความสำคัญ วางมาตรการแก้ไข ติดตามผล และตรวจจับปัญหาที่อาจขยายวงกว้างได้เร็วขึ้น” นางสาวรัชดากล่าว</p><img    src="https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wOC85ZDFjYjM5ODU3MDM4ODg3N2QzMWViMDgzOWY4YjI2Zi5wbmc=" alt="Info-แจ้งรัฐ-for-Thangrath-Web-404x1024.png"><p><br></p>]]></description><link>http://www.voicetv.co.th/read/PG-VZfGlo</link><guid isPermaLink="true">http://www.voicetv.co.th/read/PG-VZfGlo</guid><dc:creator><![CDATA[Voice TV]]></dc:creator><updated>Sun, 16 Aug 2026 05:07:27 +0000</updated><pubDate>Sun, 16 Aug 2026 04:34:23 +0000</pubDate><image><url>https://pailin.voicetv.co.th/assets/aW1hZ2UvMjAyNi0wNy9hMzdiNGUyYWI3N2UxMWE4M2Y2Y2I4N2IwMjY1ZDZmMi5wbmc=</url><description>สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล พัฒนาบริการ “แจ้งรัฐ” บนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ให้เป็นช่องทางกลางสำหรับประชาชนในการแจ้งปัญหา โฆษกรัฐบาลชวนใช้ &apos;แจ้งรัฐ&apos; บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาออนไลน์จุดเดียว เชื่อมต่อหน่วยงานรับผิดชอบ</description><author>Voice TV</author></image></item></channel></rss>