ไม่พบผลการค้นหา
ทนายไพศาล โพสต์ระบุ การพยาบาทจองเวรทักษิณ จะให้ยึดทรัพย์ทักษิณ 17,000 ล้าน เป็นค่าภาษี ไปถึงไหน? เมื่อ 46,000 ล้านบาท ถูกพิพากษาตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว

ไพศาล พืชมงคล ทนายความ ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (9 มิถุนายน 2569) ว่า ยึดทรัพย์ทักษิณ จะยึดซ้ำยึดซ้อนกันไปถึงไหน การพยาบาทจองเวรทักษิณ และกระเหี้ยนกระหือรือจะให้ยึดทรัพย์ทักษิณ 17,000 ล้าน เป็นค่าภาษี ถ้ายึดไม่ได้ก็จะให้ฟ้องล้มละลายนั้น ท่านทราบหรือไม่ว่ามีการยึดอายัดทรัพย์สินทักษินอย่างไรบ้าง จะขอบอกให้เอาบุญ

เมื่อมีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คณะ คมช. มีคำสั่งให้ยึดอายัดทรัพย์สินของทักษิณไว้เป็นการชั่วคราว จำนวนรวม 76,000 ล้านบาท แล้วส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ร้องต่อศาลขอให้ทรัพย์ที่ยึดไว้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยอ้างว่า เป็นทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ และปกปิดทรัพย์สินนั้น

ในที่สุด ศาลฎีกาพิพากษาว่า ทรัพย์สินดั้งเดิมที่ทักษิณมีอยู่ก่อนดำรงตำแหน่งหรือที่ได้มาโดยไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี จำนวน 30,000 ล้านบาท จะยึดไม่ได้ ไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ชอบ จึงพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 46,000 ล้านบาท และถึงวันนี้ก็ไม่รู้ว่ากระทรวงการคลังได้คืนทรัพย์สินจำนวน 30,000 ล้านบาท ที่ไม่ตกเป็นของแผ่นดินของทักษิณแล้วหรือไม่ ใครเกี่ยวข้องก็ต้องไปดูกันเอาเอง

ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ศาลพิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น คือทรัพย์สินจากการขายหุ้น AIS ที่แอมเปิ้ลลิสขายให้แก่เทมาเส็ก ประกอบด้วยเงิน 3 ส่วน คือ

(1) ราคาทุนหุ้น AIS ที่แอมเปิ้ลลิสซื้อจากครอบครัวทักษิณ

(2) ส่วนต่างหรือกำไรในการขายหุ้นได้แก่ ราคาขายหักด้วยราคาทุนซึ่งถือว่าเป็นกำไรจากการขายหุ้น และถ้ามีค่าภาษีบุคคลธรรมดา 30% จากการขายหุ้นนี้ ค่าภาษีนั้นก็จะรวมอยู่ในส่วนที่เป็นกำไรนี้ ซึ่งมีการประเมินค่าภาษีเป็นเงิน 17,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการอำพรางปกปิด จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษี

ดังนั้น ถ้าหากจะต้องเสียภาษี 17,000 ล้านบาท ค่าภาษี 17,000 ล้านบาทนั้น ก็รวมอยู่ในมูลค่าทรัพย์สิน คือส่วนกำไรจากการขายหุ้น 46,000 ล้านบาทแล้ว และได้ยึดเอาไปแล้ว จะยึดซ้ำยึดซ้อนกันไปถึงไหน

ขอทำความเข้าใจการยกเว้นภาษีในการขายหุ้นในตลาดหุ้นว่า กฎหมายของตลาดหุ้นนั้น ให้ยกเว้นภาษี "สำหรับการขายหุ้นในตลาดหุ้น" คือยกเว้นสำหรับรายการขายหุ้นที่ขายในตลาดหุ้น โดยไม่จำกัดว่าผู้ขายเป็นใคร จะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว จะเป็นผู้ขายในฐานะตัวแทนนายหน้า หรือโบรกเกอร์ หรือจะขายโดยปกปิดหรือเปิดเผยชื่อผู้ขายก็ไม่สำคัญ กฎหมายบัญญัติยกเว้นภาษีให้แก่รายการขายในตลาดหลักทรัพย์ คือถือเอารายการขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นสำคัญ แต่ไม่ทราบว่าได้ต่อสู้ในคดีประเด็นนี้ว่าอย่างไร จึงต้องเรียกภาษี

ด้วยความเคารพต่อคำตัดสินของศาล ผมยังเห็นว่าการขายหุ้นรายนี้ ต่อให้ปกปิดอำพรางผู้ขายตัวจริงก็ยังคงได้รับยกเว้นภาษีอยู่นั่นเอง

เมื่อกระทรวงการคลังได้ยึดเอาค่าภาษีอากร ในเรื่องนี้เอาไว้แล้วแม้จะอ้างเหตุร่ำรวยผิดปกติหรือปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ก็เป็นเงินค่าภาษีที่ได้ยึดไปแล้วนั่นเอง จะยึดซ้ำยึดซ้อนต่อไปอีกหรือ