วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” อาทิ นายจักกพันธุ์ ผิวงาม, รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช และ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่หาเสียงย่านสีลม บริเวณตลาดหลังอาคารไอทีเอฟ ตลาดละลายทรัพย์ ศูนย์การค้าพาร์คสีลม ศูนย์การค้าเซนทรัลพาร์ค และตลอดแนวถนนสีลม พร้อมนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดยชูแนวคิด Street Economy หรือการส่งเสริมเศรษฐกิจริมถนน ควบคู่กับการผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็นเมืองเทศกาลระดับโลก หรือ World Festival City
ชัชชาติกล่าวว่า เมืองคือพื้นที่เศรษฐกิจ และเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย หาบเร่แผงลอย และธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากที่เป็นกำลังสำคัญของเมือง
“เมืองคือพื้นที่ทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจก็มีสองส่วน คือเศรษฐกิจที่เป็นบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งในกรุงเทพฯ มีประมาณ 1,400 บริษัท จ้างงานประมาณ 3 ล้านคน อีกส่วนคือ MSME หรือ Micro SME มีประมาณ 5 แสนกว่าราย จ้างงานอีก 3 ล้านกว่าคน ทั้งสองระบบช่วยเกื้อหนุนเมืองให้เจริญเติบโตต่อไป” ชัชชาติกล่าว
ชัชชาติระบุว่า หน้าที่ของ กทม. ไม่ใช่การดูแลเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ แต่ต้องทำให้ธุรกิจรายย่อยและผู้ประกอบการฐานรากมีโอกาสเข้มแข็งขึ้น เพราะเศรษฐกิจทั้งสองระดับเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกัน หากบริษัทใหญ่เติบโตและเกิดการจ้างงาน ก็จะมีคนทำงานเข้ามาจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้า ตลาด และผู้ค้าริมถนนมากขึ้น
สำหรับนโยบาย Street Economy ชัชชาติระบุว่า แนวทางสำคัญคือ การทำให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าถึง 3 โอกาสหลัก ได้แก่ เงิน พื้นที่ และทักษะ โดย กทม. จะทำหน้าที่ออกแบบและจัดการระบบพื้นที่ค้าขาย เชื่อมผู้ค้ากับแหล่งเงินทุนในระบบ และสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ให้ผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและโอกาสในการเติบโตในอนาคต
ชัชชาติกล่าวว่า เมื่อเข้ามาทำงานช่วงแรก กรุงเทพฯ มีหาบเร่แผงลอยประมาณ 20,000 ราย แต่มีจุดผ่อนผันที่ถูกต้องเพียงประมาณ 60 จุด ขณะที่มีจุดค้าขายนอกระบบมากกว่า 700 จุด ซึ่งพื้นที่นอกระบบเหล่านี้กลายเป็นช่องว่างให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ค้า
“จุดผิดกฎหมายคือจุดที่ทำให้เกิดการมีส่วย มีการรีดเงิน เพราะมันอยู่นอกจุด มันผิดกฎหมาย มันมีช่องว่าง เพราะฉะนั้นเราต้องจัดระเบียบให้ดีขึ้น เอาผู้ค้าเข้าสู่จุดผ่อนผัน แล้วก็หาที่ให้ผู้ค้าไปขาย” ชัชชาติกล่าว
นโยบายของทีมชัชชาติจะเดินหน้าจัดพื้นที่ค้าขายริมถนนและหาบเร่แผงลอยให้เป็นระบบ ผ่านจุดผ่อนผัน พื้นที่อัตลักษณ์ ตลาดนัดชุมชน และ ศูนย์อิ่มท้อง ซึ่งเป็นพื้นที่ค้าขายราคาถูกสำหรับผู้ค้าในพื้นที่ เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ามีที่ทำกินที่มั่นคง เป็นหลักแหล่ง และไม่กีดขวางทางสัญจรหลักของประชาชน
ปัจจุบัน กทม. มีจุดผ่อนผัน 59 จุด และอยู่ระหว่างเสนอเพิ่มอีก 61 จุด คาดว่าจะรองรับผู้ค้าได้ประมาณ 7,000-10,000 ราย รวมถึงจุดอัตลักษณ์และตลาดชุมชนที่อยู่ระหว่างเสนออีก 51 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะรองรับผู้ค้าได้อีกประมาณ 2,000 ราย โดยใน 4 ปีต่อไป ทีมชัชชาติพร้อมผลักดันศูนย์อิ่มท้องให้ครบ 50 เขต เพื่อเพิ่มพื้นที่ทำกินให้ผู้ค้าและธุรกิจรายย่อยในแต่ละชุมชน
ชัชชาติย้ำว่า การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยต้องไม่ใช่การผลักพ่อค้าแม่ค้าออกจากเมือง แต่ต้องจัดระบบให้ถูกต้อง หาพื้นที่รองรับ และค่อยๆ เปลี่ยนผ่านให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ ทั้งผู้ค้าและประชาชนที่ใช้ทางเท้า
“เราต้องเอาส่วนรวมเป็นหลัก บ้านเมืองมันต้องมีระเบียบ ต้องเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน แต่เราก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ เราให้เวลาเขา หาที่ให้เขา ค่อย ๆ ขยับไป” ชัชชาติกล่าว
ชัชชาติกล่าวว่า ที่ผ่านมา กทม. ได้จัดระเบียบหลายพื้นที่ที่เคยมีปัญหาสะสม เช่น โบ๊เบ๊ ตลาดลาว สีลม และสุขุมวิท ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ทางเท้าเดินได้สะดวกขึ้น ขณะที่ผู้ค้าจำนวนมากมีพื้นที่ทำมาหากินที่ถูกต้องมากขึ้น
“หัวใจคือต้องไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่น แล้วก็ต้องดูแล ต้องพยายามปรับให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ชัชชาติกล่าว
ด้านเงินทุน ทีมชัชชาติจะให้ กทม. เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างผู้ค้ารายย่อยกับสถาบันการเงิน โดยใช้ข้อมูลที่ กทม. มี เช่น ใบอนุญาตทำการค้าในที่สาธารณะ และข้อมูลการรับจ่ายเงินของผู้ค้า มาช่วยสร้างเครดิต ให้ผู้ค้าสามารถเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยเหมาะสม ลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และช่วยประสานแหล่งเงินทุนในระบบให้กับผู้ประกอบการรายย่อย
ชัชชาติกล่าวว่า ในอนาคต กทม. จะพัฒนาระบบออนไลน์ให้ผู้ค้าสามารถเช็กอินเมื่อมาขายของ และเก็บข้อมูลการค้าขายไว้เป็นประวัติ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการสร้างเครดิตในการเข้าถึงเงินกู้จากธนาคาร
“เราจะทำให้แม่ค้าพ่อค้ามีระบบออนไลน์ที่เช็กตัวเองเวลามาขายของ แล้วเก็บเรคคอร์ดไว้ว่าขายได้เท่าไหร่ และเอาข้อมูลตรงนี้ รวมกับสิทธิในการขายบนจุดผ่อนผัน ไปกู้ธนาคารได้ ทำให้เขามีเงินมาหมุนเวียนได้” ชัชชาติกล่าว
ขณะเดียวกัน ทีมชัชชาติเสนอเดินหน้าลดขั้นตอนการขอใบอนุญาต เพื่อให้สะดวก โปร่งใส และเอื้อต่อผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนการยกระดับทักษะ หรือ Upskill-Reskill ให้ผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อช่วยให้ผู้ค้าปรับตัวกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ รู้จักการใช้เทคโนโลยี และเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ได้
สำหรับพื้นที่สีลม ชัชชาติระบุว่า สีลมยังเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ทั้งในแง่การค้าขายริมถนน ตลาดชุมชน สำนักงาน และการจัดงานเทศกาลขนาดใหญ่ โดยทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” มีนโยบายส่งเสริมเทศกาลของเมือง เพื่อผลักดันกรุงเทพฯ ไปสู่การเป็น World Festival City
ที่ผ่านมา กทม. มีการจัดและสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เช่น Pride Month และ Colorful Bangkok ซึ่งช่วยสร้างสีสันให้เมือง และสร้างเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านบาท
ใน 4 ปีข้างหน้า จะยกระดับการจัดงาน 4 เทศกาลหลักของกรุงเทพฯ ได้แก่ สงกรานต์ ลอยกระทง Bangkok Pride และเคานต์ดาวน์ปีใหม่ ให้ได้มาตรฐานโลก ทั้งด้านพื้นที่และเส้นทาง โครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย ห้องน้ำสาธารณะ จุดเติมน้ำดื่ม ระบบขนส่งสาธารณะ และการเชื่อมผู้จัดงานภาครัฐ เอกชน และชุมชนให้วางแผนร่วมกัน
นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเสริมว่า วาระต่อไปจะเน้นยกระดับ 4 เทศกาลหลักให้เป็น World Festival ได้แก่ Water Festival หรือสงกรานต์, Winter Festival หรือลอยกระทง, World Pride ในช่วงเดือนมิถุนายน และ Countdown New Year โดยเชื่อว่ากรุงเทพฯ สามารถแข่งขันกับเมืองใหญ่ระดับโลกได้
ศานนท์ระบุว่า งานสงกรานต์ที่สีลมปี 2569 มีผู้เข้าร่วมประมาณ 650,000 คน ถือเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยจัดมา จึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับฝูงชนขนาดใหญ่ให้ดีขึ้น ทั้งเรื่องความปลอดภัย การเดินทาง การจัดเส้นทาง และการกระจายกิจกรรมออกจากพื้นที่สีลมไปเชื่อมกับย่านอื่น
ชัชชาติกล่าวว่า ในอนาคต กทม. อาจพัฒนาการจัดงานเทศกาลให้เป็นเส้นทางต่อเนื่อง หรือ Festival Circuit ที่เชื่อมสีลมกับย่านใกล้เคียง เช่น ปทุมวัน คลองเตย ราชประสงค์ หรือเจริญกรุง เพื่อให้การเดินของผู้ร่วมงานลื่นไหลขึ้น รองรับคนได้มากขึ้น และกระจายรายได้ไปยังพื้นที่โดยรอบ
ชัชชาติกล่าวว่า การยกระดับเทศกาลต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม ทั้งระบบความปลอดภัย กล้อง CCTV จุดข้ามถนน จุดเติมน้ำในช่วงสงกรานต์ จุดทิ้งขยะ ห้องน้ำ และระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้เมืองสามารถจัดงานใหญ่ได้อย่างมีมาตรฐาน ไม่ต้องเริ่มจัดระบบใหม่ทุกปี
“เฟสติวัลเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งระดับใหญ่และระดับข้างถนนเข้าไว้ด้วยกัน นี่ถือเป็นเสน่ห์สำคัญของกรุงเทพมหานคร” ชัชชาติกล่าว
ชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของนโยบายเศรษฐกิจเมือง คือการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนตัวเล็กทำมาหากินได้ง่ายขึ้น มีพื้นที่ขายของ มีเงินทุนในระบบ มีทักษะที่จำเป็น และมีเทศกาลของเมืองเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ช่วยกระจายรายได้ไปถึงร้านค้า ตลาด ชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นอย่างทั่วถึง