Album Review : Oceania โดย The Smashing Pumpkins

“ Oceania” อัลบั้มที่ Billy Corgan ค้นพบสมาชิกใหม่ที่ลงตัวที่สุด ของ The Smashing Pumpkins อย่างน้อยก็ในตอนนี้แหละ

 

 

oceania-by-the-smashing-pumpkins

 

Album : Oceania

Artist : The Smashing Pumpkins

Genre : Alternative Rock, Post Rock , Indie Rock

Released : June 2012

Label : EMI/Caroline Distribution/Martha's Music

Rating : A (Tortermpong W.)

 

คลิกเพื่อฟังพรีวิวอัลบั้มเต็มที่นี่

 

ทฤษฎีของ Billy Corgan ในการทำอัลบั้มที่ยอดเยี่ยม คือการมีมือกีตาร์ลูกคู่เก่งๆ การมีมือกลองสุดระห่ำ และที่สำคัญมือเบสต้องเป็นสาวฮอตเท่านั้น ซึ่งสมาชิกใหม่ของ The Smashing Pumpkins ทั้ง Jeff Schroeder มือกีตาร์, Mike Byrne มือกลอง และ Nicole Fiorentino มือเบส ต่างเอื้อให้ Billy พิสูจน์ทฤษฎีนี้อีกครั้ง และช่วงเวลา 5 ปีเต็มหลังจากอัลบั้ม Zeitgeist (2007) อัลบั้มก่อนหน้านี้ของคณะฟักทองกระจาย เป็นเหตุผลที่ดีที่แฟนๆของวงนี้จะอธิบายได้ว่า ทำไมต้องสนใจอัลบั้ม Oceania นี้ด้วย

 

 

Unwrapping แผ่นเสียงอัลบั้ม Oceania ของ The Smashing Pumpkins

ที่มา : Youtube/Thekoonw

 

 

Oceania เป็นอัลบั้มที่อยู่ในอัลบั้มอีกที ...เอ๊ะ ยังไง ..ซึ่ง Billy Corgan นักร้อง มือกีตาร์ และนักแต่งเพลงวัย 45 ปี บอกว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของอัลบั้ม Teargarden By Kaleidyscope ซึ่ง Billy วางแผนไว้ว่าจะเป็นมหากาพย์ที่มี 44 เพลง โดยทยอยเผยแพร่เป็น EP พิเศษมาตั้งแต่ปี 2009 โดยจนถึงตอนนี้ออกวางจำหน่ายมา 2 Volume(ชุดละ 5 เพลง) แล้ว ซึ่ง Oceania น่าจะเป็นเซ็ตของเพลง 13 เพลงจากซีรี่ย์นี้ ที่ “ควรจะอยู่ด้วยกัน” ไม่ว่าใครจะเรียกมันว่า EP หรือ อัลบั้มก็ตาม ส่วนหนึ่งที่คนพูดถึงเรื่องนี้เยอะ เพราะ Billy เคยแสดงออกชัดเจนว่าไม่เชื่อในการเผยแพร่เพลงเป็นอัลบั้มในยุคดิจิทัล (ที่แยกขายเป็นเพลงๆได้) และลงเอยกับการปล่อยให้แฟนเพลงดาวน์โหลดเพลงจาก Teargarden By Kaleidyscope แบบฟรีๆทีละเพลงบนเว็บไซต์ของพวกเขา ก่อนที่เมื่อถึงจังหวะก็รวมออกมาขายเป็น EP ทั้งซีดีและแผ่นเสียง ใครใคร่ซื้อก็จัดไปตามสะดวก (ปัญหาคือมันไม่มีขายแล้วสิครับ ของหมดตั้งนานแล้ว) ซึ่งการดาวน์โหลดฟรีนั้นตอนนี้เขาปล่อยมาถึงเพลงสำหรับ Volume 3 แล้วนะครับ คือเพลง Lightning Strike และ Otawa (มีมิวสิกวิดิโอด้วย) ศิริรวมจนถึงวินาทีนี้ เราได้ฟังเพลงจาก Teargarden By Kaleidyscope รวม 25 เพลง ยังเหลืออีกตั้ง 19 เพลงที่ยังเป็นปริศนาอยู่ในสตูดิโอของ Billy Corgan

 

Oceania เปิดตัวด้วยเพลง Quasar ที่ฟังแล้วแตกต่างจาก EP ที่อยู่ในซีรี่ย์เดียวกันนี้พอสมควร จะกล่าวคือ “มันร็อก” มาก ลองฟังลูกกลองของ Mike Byrne สิครับ น้องเขา (อายุ 22) ได้เวลาปล่อยของเต็มที่ นับตั้งแต่ถูกเรียกตัวมาออดิชัน และถูกเลือกมาใช้บริการตั้งแต่เมื่อปี 2010 Mike Byrne เป็นมือกลองวัยละอ่อนที่มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ก่อนมาเป็นมือกลองคนใหม่ให้ Pumpkins แทน Jimmy Chamberlin สมาชิกยุคก่อตั้งวงร่วมกับ Billy ที่ลาออกจากวงเป็นครั้งที่สองหลังจากวางจำหน่ายอัลบั้ม Zeitgeist ด้วยการอ้างว่ามีปัญหาเรื่องการเคลียร์เงินๆทองๆภายในวง

 

Billy จงใจหาจังหวะให้น้อง Mike ได้แจ้งเกิดบ่อยครั้งเลยทีเดียว แค่สองเพลงแรก Quasar กับ Panopticon นี่มันใกล้เคียงกับสิ่งที่ Dave Grohl ทำไว้กับ Queens of the Stone Age ในอัลบั้ม Songs for the Deaf ไม่รู้ว่ามีใครคิดเหมือนผมมั้ยว่า แค่ก้าวแรกใน The Smashing Pumpkins ก็ระห่ำขนาดนี้ Mike Byrne อนาคตยาวไกลแน่ ถ้าไม่ติดยาเสียอนาคตเหมือน Jimmy Chamberlin คนที่ทิ้งเก้าอี้หลังกลองชุดไว้ให้เขาไปเสียก่อน

 

เพลง The Celestials มีการแสดงตัวเป็นป๋าดันแบบจะแจ้งอีกครั้ง คราวนี้เป็นท่อนโซโล่เบสของ Nicole Fiorentino วัย 33 ปี และเสียงร้องประสานใสๆของเธอ เพลงนี้ผ่อนลงมาหน่อย ซึ่งจุดเด่นคือทำนองร้องสวยๆ ของถนัดของ Billy เช่นเดียวกับเพลงต่อมา Violet Rays ที่แม้ Billy จะย้ำว่าไม่ได้คิดให้เพลงไหนเป็นซิงเกิล แต่เพลงนี้เหมาะมากครับ ตามมาด้วย My Love Is Winter ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน แต่แม้ว่าเป็นเพลงช้าแต่การประสานงานกันของมือกีตาร์สองคนคือ Billy และ Jeff Schroeder ถือว่าเจ๋งมาก ซาวด์กีตาร์ของวงสดและอิ่มเต็มมาก


ขอแวะพูดถึง Nicole นิดนึง ผมเคยไปชมโชว์ของ Pumpkins ที่สิงคโปร์เมื่อปี 2010 เธอทำผมอึ้งไปครู่ใหญ่ๆเลย คือเธอดูดีมาก หน้าตาแนว Pin Up Girl ทำให้เวทีของวงดูน่าสนใจ (นอกจากจะตื่นตาตื่นใจกับโชว์กลองของ Mike แล้ว) ส่วนฝีมือนี่ ก็ไม่เลว และเธอได้โอกาสจาก Billy ให้มีส่วนร่วมกับการแต่งเพลงในอัลบั้มแบบเต็มที่ ไม่เหมือนสิ่งที่ Billy เคยปฏิบัติกับ D’arcy มือเบสยุคบุกเบิก ที่ทำให้เขาต้องยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดครั้งหนึ่ง ที่ไม่ยอมให้ D’arcy บันทึกเสียงเบสด้วยฝีมือของเธอเองในอัลบั้ม Gish โดยเขายึดเบสมาเล่นเองทั้งหมดในอัลบั้มนั้น

 

ช่วงเพลง One Diamond, One Heart ไปถึงเพลง Pinwheels จะคล้ายๆกันฟังดูฝันๆเพ้อๆ ด้วยอินโทรเมโลดี้ ที่แพรวพราวของเครื่องดนตรีสังเคราะห์ ส่วน Oceania เพลงชื่อเดียวกับอัลบั้ม เป็นเพลงแนวโพสต์ร็อก ที่สร้างบรรยากาศเศร้า ด้วยไลน์เบสหม่นๆ มีเสียงคีย์บอร์ดเย็นๆปูข้างหลัง เข้ากับงานอาร์ตเวิร์กของอัลบั้มเป็นอย่างดี ต่อด้วยเพลงในอารมณ์เดียวกันอย่าง Pale Horse

 

ช่วงต่อมาของอัลบั้มเป็นช่วงที่ผู้เขียนชอบที่สุด 3เพลงรวด The Chimera , Glissandra และ Inkless เป็นอัลเทอร์เนทีฟร็อก ที่นำผู้ฟังออกจากความเศร้า ด้วยริฟฟ์กีตาร์สวยๆ ทำนองร้องสวยๆ ภาคริทึ่มน่าโยกน่าเต้นแร้งเต้นกา แม้ไม่ใช่งานร็อกมันๆแบบ The Smashing Pumpkins ในสมัยที่เราเป็นวัยรุ่น (ผู้เขียนเป็นวัยรุ่นในยุค 90) แต่ก็ในแบบที่ Billy ในวัย 45 ปี จะมอบให้เราได้ล่ะครับ อีกอย่างน้องๆในวงก็ได้สนุกกันสมวัย ไม่ใช่เล่นเพลงตามอายุของหัวหน้าวงอย่างเดียว

 

ปิดอัลบั้มด้วยเพลง Wildflower ที่อาจจะน่าสนใจน้อยที่สุดในอัลบั้มในแง่ของความน่าตื่นเต้นของการเป็นอัลบั้มเพลงร็อก เพราะมันไม่ร็อกสักเท่าไหร่ เพียงแอบไซเคเดลิกตอนท้ายๆ เป็นการสรุปเรื่องราวการเดินทางของตัวละครในเนื้อเพลง ซึ่งแนะนำคนอื่นให้เอาเรื่องราวความรักของเขาเป็นบทเรียน

 

Wildflower in the wilderness outside
Take your chance with love and laughter
And every word I write
Yeah From that body will never learn

 

สื่อในต่างประเทศที่รีวิวอัลบั้ม Oceania หลายสำนักพูดเรื่องหนึ่งตรงกันว่า เนื้อเพลงในอัลบั้มนี้ จะว่าเป็นจุดแข็งก็ไม่เชิง จุดอ่อนก็ว่าได้ คือเนื้อเพลงตรงไปตรงมาเกินไปหรือเปล่า ถ้าเทียบกับบ้านเราก็น่าจะได้อารมณ์ เธอรักฉัน ฉันรักเธอ ละมั้ง..(มีท่อน Babe, don’t leave me ในเนื้อเพลงด้วย ไม่ใช่คำที่ขาร็อกจะยอมใช้ในเพลงง่ายๆ) เช่นพวกประโยคแบบ "I'm always on your side"/ "Everything I want is free"/ "There's a sun that shines in me" / "I'll leave with anyone this night/ And I'll kiss anyone tonight" / I’m gonna love you 101 percent. เป็นต้น

 

ถ้าคิดในแง่ของ Billy Corgan ผู้แต่งเพลงเหล่านี้ และอ้างอิง ตามที่เขาเคยสัมภาษณ์ว่าอัลบั้ม Oceania เป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่เกี่ยวกับการเดินทางของตัวตลก หรือ The Fool ในชุดไพ่ทาโร่ ซึ่งตามที่ไปหาข้อมูลมาประกอบ พบว่าตามเนื้อเรื่อง The Fool เป็นตัวแทนของ นักฝัน การเริ่มต้นใหม่ และ การมีโอกาสค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งการเดินทาง และความรัก ของ The Fool เต็มไปด้วยความสนุกสนานน่าตื่นเต้น จนอาจทำให้เกิดการหลงระเริงจนไม่ทันระวัง และตกเหว (ตามภาพในไพ่ The Fool) ลงไปได้


The journey’s blessed
The warnings circumspect
With dreams I’ve had
With dreams I’ve had .
And still she’s gone
And still she’s gone

 

ซึ่งการแสดงออกที่ตรงไปตรงมาในเนื้อเพลงน่าจะเป็นตัวตนของ The Fool ในด้านของมุมมองความรัก (เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับความรัก และการพร่ำถึงคนรัก) มากกว่าการเป็นเนื้อเพลงส่วนตัวของ Billy เหมือนงานในอดีตของเขา จึงเข้าใจได้ว่าทำไมฟังดูเชยๆ...คงตั้งใจให้เชยอย่างที่กล่าวมา

 

 

MEXICO-US-MTV-MUSIC

จากซ้าย Mike Byrne, Nicole Fiorentino , Jeff Schroeder และ Billy Corgan สมาชิกปัจจุบันของ The Smashing Pumpkins / AFP

 

Billy ดูเหมือนจะมั่นใจกับเพื่อนร่วมวงกลุ่มใหม่นี้พอสมควร และน่าจะเป็นเรื่องดีเพราะทั้งสามคนนำเสียงใหม่ๆมาประกอบเป็นเพลงของ The Smashing Pumpkins ยุคคืนชีพ ให้มีชีวิตชีวามากขึ้น และตัว Billy เองก็ดูหนุกหนานกับการทำงานและออกทัวร์ร่วมกับวงเสียด้วย ที่สำคัญทั้งสามคนน่าจะอยู่กับ The Smashing Pumpkins ได้แบบยาวๆ เพราะความโดดเด่นของแต่ละคน เช่น เมื่อสัก 4 ปีก่อน Nicole ยังเป็นสาวเสิร์ฟอยู่ที่ร้านอาหารใน L.A. และ เล่นเบสให้วงดนตรีโนเนม แถมตอนที่เธอรู้ว่า Billy โทรมาชวนให้เธอไปออดิชัน เธอยังสวมถุงมือล้างจานในร้านอยู่เลย ไหนจะยังข่าวที่ไม่มีการคอมเฟิร์มว่า Nicole คือหนึ่งในสองเด็กผู้หญิงบนหน้าปกอัลบั้ม Siamese Dream ก็เรียกเสียงฮือฮาให้กับสาวกระดับถึงแก่นได้ดี ด้าน Mike นั้นการร่วมวง The Smashing Pumpkins ตั้งแต่อายุ 19 นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ ส่วน Jeff นอกจากจะทำงานกันมาตั้งแต่อัลบั้ม Zeitgeist ในการแสดงสด เขายังมีเชื้อสายเอเชีย เช่นเดียวกับ James Iha มือกีตาร์คนเก่า แม้จะเป็นลูกครึ่งเกาหลี ไม่ใช่ญี่ปุ่นก็ตาม แถมกำลังเรียนปริญญาเอกด้วย รับรองว่าไม่ใช่คนเหลวไหลเหมือนกับอดีตมือกีตาร์ที่ Billy ประณามสาปส่งว่าเป็น มนุษย์ที่แย่ที่สุดตั้งแต่เคยเจอมาเลยทีเดียว

 

อัลบั้มนี้เหมาะกับคุณที่อายุตั้งเค้าเลข 3 และเคยเป็นขาร็อกอัลเทอร์เนทีฟในยุค 90 เพราะหลายอย่างที่ Billy Corgan เคยทำให้คุณลังเลเกี่ยวกับงานของ The Smashing Pumpkins ในยุคหลังๆ มันได้หายไปแล้ว ซาวด์ร็อกแบบอัลบั้ม Gish และ Siamese Dream มีอบอวลอยู่ในงานใหม่นี้ ขณะที่ใครที่ชอบงานมหากาพย์ โปรดักชันอลังการอย่างอัลบั้มคู่ Mellon Collie and The Infinite Sadness การติดตามซีรี่ย์ Teargarden By Kaleidyscope น่าจะเป็นมหากาพย์ที่คุ้มค่าในการติดตามเช่นกัน
 


25 มิถุนายน 2555 เวลา 15:35 น.

View: 2505