Dilemma พระราชกำหนด

Pin It

 

ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยพระราชกำหนด 2 ฉบับของรัฐบาล ได้แก่ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันเงิน พ.ศ. 2555 มูลค่า 1.14 ล้านล้านบาท ในวันที่ 22 ก.พ.นี้

 

เป็นการวินิจฉัยอย่างรวดเร็วฉับไว แถมเป็นครั้งแรกที่ศาลรับฟังการชี้แจงโดยเปิดให้สื่อถ่ายทอดสด

 

จะมีนัยหรือไม่อย่างไร ก็ต้องรอดูกัน แต่ไทยโพสต์จับประเด็นพาดหัวเข้าท่าว่า “ศาลชี้ พรก.หมิ่นเกียรติสภา” ซึ่งก็มาจากคำถามของวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ซักกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีว่า

 

“ถ้าออกพ.ร.ก.ช่วงปิดสภาฯจะมีข้อแก้ตัวได้แต่การที่มาออกพ.ร.ก.ทั้งๆที่สภาเปิดอยู่เหมือนไม่ให้ความเคารพฝ่ายนิติบัญญัติเลย ตรงนี้ทำไมไม่คิดออกตั้งแต่ตอนนั้น เพราะอุทกภัยก็เห็นๆกันอยู่ กว่าจะถึงสิ้นปี 2554 น้ำในบางแห่งก็ยังไม่แห้ง ซึ่งเห็นสภาพความเสียหายและวิธีการป้องกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว กรุณาตอบตรงนีดนึงว่าทำไมตอนนั้นจึงไม่คิดในช่วงเดือนธ.ค.2554 ทั้งเดือน”

 

นี่ก๊อปมาจากเว็บ ASTV ซึ่งลงข่าวละเอียดที่สุด ทั้งคำชี้แจงและการซักถามของตุลาการคำต่อคำ (ไปหาอ่านดู โดยเฉพาะท่าทีของตุลาการ)

 

หลังทราบกำหนดวินิจฉัย รสนา โตสิตระกูล ก็เรียกร้องว่าถ้าศาลชี้ให้พระราชกำหนดตกไป นายกรัฐมนตรีควรรับผิดชอบด้วยการลาออก ซึ่งก็เป็นการเปิดเทปซ้ำคำเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์ (แต่ถาวร เสนเนียม มั่วนิ่มที่อ้างว่ารัฐบาลพลเอกเปรมสร้างบรรทัดฐานไว้ พลเอกเปรมยุบสภาเมื่อปี 2529 เพราะแพ้เสียงในสภา จากพระราชกำหนดขนส่งทางบก รัฐบาลไหนแพ้เสียงในสภา ก็ต้องยุบสภาหรือลาออกทั้งนั้นละครับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชกำหนดหรือพระราชบัญญัติ)

 

พอดักคอกันอย่างนี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจึงส่งผลทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ก็เป็นชุดเดียวกันที่ยุบพรรคพลังประชาชน ใช้พจนานุกรมตีความทำกับข้าว และไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์โดยอ้างว่านายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นเรื่องล่าช้ากว่ากำหนด

 

ถ้าศาลวินิจฉัยให้ พรก.ตกไป มวลชนเสื้อแดงก็คงร้องนั่นไง เข้าข้าง ปชป. แต่ถ้าศาลวินิจฉัยให้ผ่าน พวกเสื้อเหลืองและสลิ่มก็คงร้องว่า “ป๋ากับปูกู้อีจู้”

 

เลี่ยงไม่ได้หรอกครับ เพราะคำวินิจฉัยต้องมีขึ้นท่ามกลางบริบททางการเมือง บริบททางกฎหมาย (ในฐานะที่ศาลรัฐธรรมนูญชุดเดียวกันนี้ เคยให้ความเห็นชอบ พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านของรัฐบาลประชาธิปัตย์) ขณะเดียวกัน ถ้าพูดในเชิงวิชาการ การวินิจฉัย “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน” ก็ทำได้ยากยิ่งเพราะมันคลุมเครือ วินิจฉัยไม่ดี ศาลก็จะกลายเป็นฝ่ายก้าวล่วงอำนาจบริหารไปเสียฉิบ

 

ตัว Abuse อำนาจ

 

รัฐธรรมนูญมาตรา 184 บัญญัติว่า รัฐบาลสามารถออกพระราชกำหนดเป็นกฎหมายไม่ต้องผ่านสภา ด้วยเงื่อนไข 2 ประการ ตามวรรคหนึ่งและสอง

 

“มาตรา 184 ในกรณีเพื่อประโยชนในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกําหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้

 

การตราพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทําได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้”

 

ซึ่งมาตรา 185 วรรคสามและสี่บัญญัติว่าหลังจากสภาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

 

“ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกําหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้พระราชกําหนดนั้นไม่มีผลบังคับมาแต่ต้น

 

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกําหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด”

 

แปลว่าศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยว่าการออกพระราชกำหนดเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศตามวรรคหนึ่งและเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนตามวรรคสองหรือไม่

 

ทั้งนี้มีสังเกต 2 ประการ ประการแรก ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่เป็นไปตามมาตรา 184 ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลบังคับใช้มาแต่ต้น ซึ่งต่างจากกรณีที่สภาไม่อนุมัติตามมาตรา 184 วรรคสาม “ให้พระราชกำหนดนั้นตกไป แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พระราชกำหนดนั้น”

 

ประการที่ 2 คือคำวินิจฉัยให้ตกไปต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนตุลาการทั้งหมด นั่นคืออย่างน้อยต้อง 6 เสียง

 

บทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยพระราชกำหนดมีเกร็ดประวัติที่น่าสนใจ โดยในรัฐธรรมนูญ 2540 บัญญัติไว้ในมาตรา 218-220 ซึ่งมาตรา 184 กับมาตรา 218 มีถ้อยคำเหมือนกันเด๊ะ ก๊อปมาทั้งดุ้น

 

แต่แตกด่างกันที่มาตรา 219 วรรคสามครับ

 

“ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ให้พระราชกำหนด

นั้นไม่มีผลบังคับมาแต่ต้น”

 

218 วรรคหนึ่งเท่านั้น ไม่มีวรรคสอง นั่นคือศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนหรือไม่ เพราะถือเป็น “ความเห็น” ของคณะรัฐมนตรี

 

แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่ารัฐธรรมนูญรัฐประหารไปแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะความในมาตรา 218-220 นี้ก็ลอกมาจากรัฐธรรมนูญ 2534 หรือรัฐธรรมนูญ รสช.มาตรา 172-174 เป๊ะ เพียงเปลี่ยนจากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมาเป็นศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

 

และผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2534 ที่มานั่งตอบจดหมายดอทคอมอยู่ตอนนี้ ก็เป็นตัวต้นคิด เพราะรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านั้นคือปี 2521 มาตรา 157 ไม่ได้แยกความเห็นคณะรัฐมนตรีออกมาอีกวรรคหนึ่ง

 

“มาตรา 157 ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยสาธารณะ หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้”

 

ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2521 ก็ก๊อปมาจากฉบับก่อนๆ เพียงแต่ตอนนั้นไม่ได้บัญญัติว่าการออกพระราชกำหนดต้องให้ตุลาการรัฐธรรมนูญตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง

 

การที่รัฐธรรมนูญ 2534 แยกวรรคสองออกมา และไม่ให้ตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “ความเห็น” ของคณะรัฐมนตรีที่เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน ทำให้พระราชกำหนดนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬไม่เป็นโมฆะ แม้สภาไม่รับรอง ตามมาตรา 172 วรรคสาม แต่ก็ ”ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พระราชกำหนดนั้น” จึงตีความกันว่านิรโทษไปแล้ว กลับมาเอาผิดไม่ได้อีก

 

เอาผิด รสช.ไม่ได้ เพราะมาตรา 172 นี่แหละ ถ้าไม่นิรโทษกรรม ก็คงเข้าปิ้งกันหมด ตั้งแต่ พล.อ.สุจินดาไปยันมือเผา สน.นางเลิ้งและ พล.อ.สรุยุทธ์ (ที่ตอนนั้นม็อบมือถือเข้าใจว่าเป็นฝ่ายตัว ลือกันว่า ป๋าเปรมให้สุรยุทธ์ส่งทหารมาช่วยแล้ว! จากลพบุรีมาถึงรังสิตแล้ว! ที่ไหนได้ ทหารสุรยุทธ์นั่นแหละกระทืบม็อบอยู่ในโรงแรมรอแยล)

 

ฉะนั้น บทบัญญัติว่าด้วยการออกพระราชกำหนดในรัฐธรรมนูญ 2534 และ 2540 จึงกลายเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจตามอำเภอใจ อยากออกพระราชกำหนดเมื่อใดก็ออกได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่า เป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนตามที่คณะรัฐมนตรีอ้างหรือไม่

 

รัฐบาลไทยรักไทยจึงออก พรก.สะบัด ตั้งแต่ พรก.แปรสัญญาสัมปทานฯ มาจน พรก.ฉุกเฉิน ที่รัฐบาล ปชป.เอามาใช้ปราบคนเสื้อแดง

 

การที่รัฐธรรมนูญ 2550 ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนหรือไม่ จึงถูกต้องแล้ว แม้จะยังไม่ถูกที่สุด (ดังจะกล่าวต่อไป)

 

ตุลาการไม่ใช่ฝ่ายบริหาร

 

อย่างไรก็ดี การให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ก็มีปัญหาตามมาว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวางหลักวินิจฉัยอย่างไร

 

ผู้ที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือคุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ซึ่งเขียนเรื่อง ‘พ.ร.ก.โอนหนี้' กับ 'มาตรฐานที่พึงมี' ของศาลรัฐธรรมนูญ

 

“การที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจให้ “ฝ่ายตุลาการ” ตรวจสอบการใช้อำนาจตรา พ.ร.ก. ซึ่งเป็นอำนาจของ “ฝ่ายบริหาร” ได้นั้น เป็นกรณีที่ “ฝ่ายตุลาการ” พึงใช้อำนาจอย่างระมัดระวังและละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เพราะอำนาจตุลาการเป็น “อำนาจเชิงวินิจฉัยตรวจสอบ” ไม่ใช่ “อำนาจเชิงวางแผน ปฎิบัติ จัดการ” กล่าวโดยง่ายก็คือ เมื่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของปากท้องที่ได้รับผลจากสภาพเศรษฐกิจเป็นผู้คัดเลือกรัฐบาลมาเป็นผู้นับเงิน หาเงิน จ่ายเงินและรับผิดชอบใช้หนี้ โดยธรรมชาติ รัฐบาลย่อมต้องเข้าใจการเงินของประเทศดีกว่าตุลาการที่มาจากการสรรหาแต่งตั้งซึ่งไม่ได้รับผิดชอบหรือเชี่ยวชาญเรื่องการเงินการคลังของประเทศ”

 

“ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจคำนึงเพียงว่าตนมีอำนาจปกป้องรักษาหลักการแบ่งแยกและดุลคานแห่งอำนาจเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจโดยไม่ชอบแล้วหรือไม่ แต่ศาลยังจะต้องระลึกถึงความละเอียดอ่อนของอำนาจตุลาการที่แตกต่างจากอำนาจบริหารด้วยเช่นกัน

 

กล่าวให้ชัดก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญพึงไม่ใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวางว่า พ.ร.ก. นั้น มีเหตุผลหรือเหมาะสมในสายตาของศาลเพียงใด แต่ศาลพึงวินิจฉัยอย่างเจาะจงเฉพาะในประเด็นว่า พ.ร.ก. ที่ว่า “ตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่ ?” และ “ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ?” เท่านั้น

 

มิฉะนั้น หากศาลนึกว่าตนกลายเป็นผู้สวมบทบริหารประเทศเสียเอง ศาลย่อมกลับกลายเป็นผู้ทำลายการแบ่งแยกและดุลคานแห่งอำนาจที่ตนพร่ำจะรักษาในที่สุด”

 

พูดง่ายๆ ก็คือศาลไม่ใช่พหูสูตรผู้รู้ทุกเรื่อง อย่างที่กระแส 5-6 ปีที่ผ่านมาพยายามจะให้เป็น แบบว่ารู้ตั้งแต่เรื่องธุรกิจดาวเทียมบนท้องฟ้า ธุรกิจมือถือในอากาศ ลงมาถึงท่อก๊าซใต้ทะเล (แต่ความจริงเชื่อตามนักวิชาการ TDRI คนเดียว)

 

แม้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งใช้หลักกฎหมายมหาชน จะประกอบด้วยผู้รู้ทางนิติศาสตร์รัฐศาสตร์ แต่มันก็เป็นการยาก จริงไหมครับ ที่จะวินิจฉัย “ประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” หรือ “เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน”

 

เพราะทั้งสองประเด็นมันเป็น “ความเห็น” ที่ยากจะหาบรรทัดฐานทางกฎหมาย ต่างคนต่างก็มีความเห็นตามวิสัยทัศน์ตัวเอง สมมติเช่น นักธุรกิจที่ทำมาค้าขายกับต่างชาติ ผู้ส่งออก นักลงทุน ก็ย่อมจะเห็นว่ามหาอุทกภัยเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วน การออกพระราชกำหนดทั้งสองฉบับเป็นประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ผู้พิพากษาผู้รักสันโดษ สมถะ พอเพียง เพียงพอ อยู่กับเงินเดือนแสนกว่าบาท อาจจะเห็นว่าการพัฒนาทุนนิยม การไล่ตามกระแสโลกาภิวัฒน์เป็นแนวทางที่ผิด ฉะนั้นกลับมาสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจแบบพึ่งตัวเองดีกว่า

 

ศาลจึงไม่ควรยึดความเห็นของตน แต่ต้องดูตามความเห็นของมหาชน ว่าถ้าการกู้เงิน 4 แสนล้านเพราะวิกฤติเศรษฐกิจโลก จำเป็นและเป็นประโยชน์ แล้วการกู้เงิน 3.5 แสนล้านเพราะวิกฤติมหาอุทกภัย จำเป็นและเป็นประโยชน์หรือไม่

 

กระนั้นก็พูดยากอยู่ดี เพราะเราทุกคนก็เอาความเห็นตัวเองมาตัดสินว่าอะไรเป็นความเห็นของมหาชน

 

กลับไปอ่านบทความคุณวีรพัฒน์ดีๆ นะครับ คุณวีรพัฒน์ชี้ให้เห็นอย่างเฉียบคมทั้ง 3 ข้อ คือนอกจากตุลาการพึงระลึกว่าตนไม่ใช่ฝ่ายบริหารแล้ว ตุลาการยังพึงระลึกว่าตนไม่ใช่ผู้ตรวจสอบการผูกขาด เพราะ “การตรวจสอบทางการเมือง” เช่นความเหมาะสม ในหลักการเงินการคลัง การค้า การเกษตร การต่างประเทศ ควรจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติคือรัฐสภา

 

นอกจากนี้ยังต้องใช้นิติวิธีตรวจสอบว่ารัฐบาลมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ ในมาตรฐานเดียวกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

 

อย่างไรก็ดี ถ้ามองในภาพรวมแล้ว การวินิจฉัยเหตุผลในการออกพระราชกำหนด ก็ยังเป็นเรื่องที่ก้ำกึ่งและวินิจฉัยลำบาก ในเมื่อรัฐธรรมนูญเขียนว่า ให้ทำได้เมื่อ ครม.มีความเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วน พูดแบบกำปั้นทุบดินคือ อ้าว ก็ ครม.เห็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ครบเงื่อนไขรัฐธรรมนูญแล้ว ตุลาการเห็นต่าง แล้วไง ตุลาการไม่ใช่ผู้บริหารประเทศ ไม่รู้ข้อมูลตัวเลขต่างๆ ไม่มีความเชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์มหภาค จุลภาค จะเอาความเห็นตุลาการมาหักล้างความเห็น ครม.ได้ไง

 

ลองเปรียบเทียบให้เห็นชัดนะครับ ถ้ามาตรา 184 เอาข้อความในมาตรา 157 ของรัฐธรรมนูญ 2521 มาใช้ยังตีความง่ายกว่านี้เยอะ เพราะไม่ได้บอกว่าเป็นความเห็นของ ครม.

 

“ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยสาธารณะ หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ”

 

พูดอย่างนี้ไม่ใช่จะบอกให้แก้รัฐธรรมนูญเอามาตรา 157 มาใช้ แต่จะบอกว่าการออกพระราชกำหนดแทบทุกฉบับที่ผ่านมา มันมีปัญหาในแง่ของการ abuse ทั้งสิ้น เพราะเมื่อกรอบการตีความเป็นอย่างนี้ ศาลก็วินิจฉัยยากและส่วนใหญ่จะวินิจฉัยให้ผ่านตามความเห็นคณะรัฐมนตรี

 

ความไว้เนื้อเชื่อใจ

 

ผมเคยถาม อ.วรเจตน์อย่างไม่เป็นทางการ-ไม่เป็นทางการคือห้ามเอาไปอ้าง เพราะไม่ได้ถอดเทป เวลาผมเอามาเขียนอาจอธิบายหลักการเหตุผลตกหล่นไม่ครบถ้วน อธิบายตามความเห็นตัวเอง หรือต่อเติมความเห็นตัวเอง ถือเป็นความเห็นวรเจตน์ไม่ได้ ต้องถือเป็นความเห็นผม

 

เอางี้ดีกว่า ผมเคยถาม “แหล่งข่าวระดับสูงในนิติราษฎร์” (ฮา) ว่ามีความเห็นอย่างไรกับการออกพระราชกำหนด วรเจตน์-เอ๊ย แหล่งข่าวระดับสูง บอกว่าถ้ามองด้วยหลักการประชาธิปไตยที่เราต้องการให้ฝ่ายนิติบัญญัติถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร และมองการออกพระราชกำหนดที่ผ่านๆ มา จะเห็นว่าล้วนแล้วแต่ไม่มีความจำเป็นรีบด่วนฉุกเฉินทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พรก.แปรสัญญาสัมปทานฯ พรก.ฉุกเฉิน พรก.4 แสนล้าน หรือ พรก.3.5 แสนล้าน เพราะไม่เห็นจะเป็นจะตายอะไร (สำนวนผม) ถ้าเอาเข้าสภาแล้วพิจารณาอย่างรีบด่วน ซึ่งกลไกในสภาก็เอื้อให้ทำได้ ดีกว่าปล่อยให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจแบบ abuse ตามอำเภอใจ

 

“แหล่งข่าวระดับสูง” ยังเห็นว่าที่จริงเราควรยกเลิกการออกพระราชกำหนดไปเลย โดยถ้ามีเหตุฉุกเฉินจริงๆ ก็อาจใช้ระบบของเยอรมัน ซึ่งตรงนี้อธิบายแล้วผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่สรุปได้ว่า รัฐธรรมนูญเยอรมันกำหนดให้มีกรรมการชุดหนึ่งที่มีทั้งตัวแทนฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เอาไว้รับรองการตรากฎหมายหรือออกประกาศฉุกเฉินเร่งด่วน ประเด็นนี้เอาไว้ตอนนิติราษฎร์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอุดมคติ จะนำมาทบทวนโดยละเอียดอีกครั้ง

 

แต่...ไม่ใช่ว่าพูดอย่างนี้แล้ว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเอานิติราษฎร์ไปอ้าง แล้ววินิจฉัยให้พระราชกำหนด 2 ฉบับตกไป ก็ไม่ใช่อีกนะครับ เพราะ “แหล่งข่าวระดับสูง” อธิบายว่า เมื่อพวกท่านวินิจฉัยกันมาอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วินิจฉัยให้ พรก.4 แสนล้านผ่านฉลุย มันก็ก่อให้เกิด “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” กับผู้ปฏิบัติ คือฝ่ายบริหาร ว่าถ้าเขาทำอย่างเดียวกัน พรก.ก็ต้องผ่าน

 

การทำให้เกิด “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” เป็นหลักกฎหมายข้อหนึ่ง พูดแบบบ้านๆ ก็คือ คุณสร้างมาตรฐานมาแล้วก็อย่า 2 มาตรฐาน พลิกกลับมาใช้หลักอีกอย่างในรัฐบาลนี้ แม้อาจจะอ้างว่านี่เป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่ก็จะไม่สามารถอธิบายต่อสังคมได้และกลายเป็นการเลือกปฏิบัติ

 

คณะรัฐมนตรีไม่ได้ร่างพระราชกำหนดมั่วๆ เพราะมีที่ปรึกษากฎหมายคือ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ต้องดูแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มาแล้วให้คำปรึกษารัฐบาลว่า สามารถออกพระราชกำหนดหรือไม่ เขาดูตามแนวที่วางไว้แล้ว ถ้าจู่ๆ มาพลิกแนว จะโทษว่าเขาผิดได้อย่างไร เพราะการวินิจฉัยครั้งที่แล้วก็ตุลาการ 9 คนเดียวกันนี้ (เพียงแต่ไม่มีน้องปอยเป็นเลขาประธาน ฮิฮิ)

 

นี่แหละครับคือ Dilemma เรื่องพระราชกำหนด ซึ่งพูดถึงในแง่มุมกฎหมายเท่านั้น ว่ามันมีปัญหา แล้วแต่จะอ้างกันอย่างไร แล้วแต่จะวินิจฉัยกันอย่างไร มันกว้าง มันดิ้นได้ แล้วก็ไม่ใช่มาตรฐานที่ควรยึดถือ เพียงแต่มีมาตรฐานเดียวนั่นคือ พรก.4 แสนล้านของรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่วินิจฉัยไปเมื่อ 3 ปีก่อน ค้ำคอศาลรัฐธรรมนูญอยู่

 

วิกฤติซับไพรม์ในอเมริกาเป็นความจำเป็นรีบด่วนฉุกเฉิน แล้ววิกฤติมหาอุทกภัยที่แม้แต่บ้านตุลาการยังท่วมไปเป็นร้อยๆ จะไม่ใช่ความจำเป็นรีบด่วนฉุกเฉินอย่างไร ถ้าจะไปแนวนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องอธิบายคอเป็นเอ็นละครับ

 

นี่พูดด้วยความเห็นใจจริงๆนะครับ เพราะผมก็เห็นว่ามันไม่น่าเสียเวล่ำเวลาอะไรเลยกับการเอาเข้าสภา เป็นพระราชบัญญัติ ทั้งยุค ปชป.และยุค พท.นี่แหละ

 

และยังไม่นับ Dilemma ทางการเมือง จะออกมาเป็น “เข้าข้าง ปชป.อีกแล้ว” หรือ “ป๋ากับปูกู้อีจู้” ก็เลี่ยงไม่ได้ซะด้วย ต้องโดนทางใดทางหนึ่ง

 

                                                                             ใบตองแห้ง

                                                                             17 ก.พ.55

 

ป.ล.ช่วงที่ผ่านมาผมรำคาญสื่อที่ชอบอ้าง “แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดนิติราษฎร์” เพราะผมไม่เคยเห็นนิติราษฎร์ปกปิดอำพรางอะไรในการให้ข่าว เพียงแต่บางครั้งไม่พูด นักข่าวก็เพียรพยายามไปอ้างใครก็ไม่รู้

..............................................


17 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 16:28 น.

View: 1644