จากหนังเรื่อง The Lady ผู้หญิงท้าอำนาจในพม่า ถึงประชาธิปไตยในไทย

 

จากหนังผู้หญิงท้าอำนาจในพม่า ถึงประชาธิปไตยในไทย

 

 

 

ในยุคที่กระแสการเมืองพุ่งพล่าน รัฐบาลและฝ่ายค้านสาดโคลนใส่กันเป็นอาจิณ (เช่น วาทกรรม “เอาอยู่” ของนายกหญิงคนแรกของเรา หรือวาทกรรมของผู้ว่าคนเก่งแห่งกรุงเทพฯ อย่าง “ผมมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่คนทั้งประเทศ” หรือจะเด็ดกว่านี้ก็ต้องยกให้วาทกรรมสุดรักชาติของ ผบ.ทบ. ที่ไล่คนที่ต้องการแก้กฎหมาย 112 ภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงที่จะเสนอข้อแก้ไขได้ตามกฎหมาย) ก็มีหนังดีดีออกมาให้ดูแก้เครียด (หรือจะเครียดกว่าเดิมก็ไม่รู้) มาให้ดูกันอย่างหนังเรื่อง the Lady ชื่อภาษาไทยคือ ผู้หญิงท้าอำนาจ (ชอบจริงๆ ชื่อนี้อยากให้นายกเราเป็นผู้หญิงแบบนี้จัง) สร้างจากชีวิตจริงของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสาวในพม่า อองซาน ซูจี นำแสดงโดย มิเชล โหย่ว กำกับการแสดงโดย ลูค เบสสัน ผกก.ชาวฝรั่งเศสที่มักจะทำหนังโดยใช้ผู้หญิงเป็นตัวนำ ซึ่งลูคเก่งเรื่องการตีความความเป็นผู้หญิงที่แตกต่างออกไปจากผู้กำกับคนอื่นๆ ซึ่งทำให้งานของเขาน่าสนใจ และโดดเด่นเลยทีเดียว

 

                                             

                                                                        Luc Besson/Director

 

สำหรับสิ่งที่ลูคได้ตีความตัวของอองซาน ซูจี ผ่านหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่ความเป็นผู้นำที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญอย่างที่หลายๆ คนหวังไว้เพียงอย่างเดียว แต่เขาเลือกที่จะนำเสนอความเป็นแม่ เมีย ลูกสาวเข้าไปด้วย ซึ่งทำให้ตัวละครดูมีมิติที่สมจริง เพราะทุกด้านของอองซาน ซูจี เกี่ยวข้องกันซึ่งผลักดันให้เกิดเรื่องราวต่างๆ สำหรับการเล่าเรื่อง ผกก.เลือกที่จะเล่าผ่านตัวอองซาน ซูจีตั้งแต่วัยเด็กเพื่อให้รู้ว่าพ่อของเธอหรือนายอองซานคือผู้นำการปฏิวัติทางความคิดของประชาชน เป็นผู้นำประชาธิปไตยคนแรกๆ ในพม่า ซึ่งสุดท้ายนายอองซานก็ต้องพบกับความล้มเหลว และเพราะความล้มเหลวนี้เองเขาก็ต้องเสียทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งลมหายใจของตัวเอง

 

                                            

                                                               นายพล อองซาน พ่อของนางอองซาน ซูจี

 

 ผกก. แสดงให้เห็นว่าอองซาน ซูจี ไม่ได้ต้องการที่จะสืบต่ออุดมการณ์ของพ่อตั้งแต่ทีแรก ลูคนำเสนอเปิดตัวเธอในเวอร์ชั่นผู้ใหญ่ในฐานะแม่บ้านลูก2 ในประเทศอังกฤษ ซึ่งดูเหมือนปกติแต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อเธอจำต้องกลับพม่าไปหาแม่ที่กำลังป่วยใกล้ตาย ซึ่งตอนนั้นพม่าก็เกิดการปะทะระหว่างนักศึกษาที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยซึ่งยึดตามแนวทางของนายอองซานกับฝ่ายรัฐบาลเผด็จการทหาร (เหมือนเหตุการณ์ 6 ตุลาบ้านเรามาก) 

เรื่องโปรดักชั่นก็จัดว่าเป๊ะ แต่จะมีหลุดเรื่องภาษาพม่านิดหน่อย เพราะแอบมีภาษาไทยเข้าไปปนเฉยเลยตลกดีฉากนั้น ส่วนเรื่องเนื้อหาก็อาจจะจัดว่าซีเรียสถ้าดูจากหน้าหนัง เรื่องย่อ แต่ถ้าได้ดูจริงๆ จะรู้สึกว่ามันไม่หนักอย่างที่คาดไว้(ใครจะคาดไงก็ไม่รู้นะ) เพราะมีหลายฉากที่เรื่องเสียงหัวเราะได้ กลายเป็นหนักที่บรรยากาศดูสบายๆ แต่จะหนักไปที่บทและเนื้อเรื่องเป็นสำคัญ 

 

 

 

 

ทางด้านการแสดง นักแสดงทุกคนเล่นได้ดี แต่ไม่ใช่กับมิเชล เพราะเธอทำได้ดีมาก แววตาตอนที่เธอแสดงเป็นแม่ กับตอนที่เป็นผู้นำมันต่างกันจนน่าตกใจ และน่าฉงนขนลุกในเวลาเดียวกัน เธอสามารถที่จะทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอคืออองซาน ซูจี สายตาที่เธอสื่อออกมานั้นมันสะท้อนให้เราเห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยคำบอกเล่า อย่างตอนที่เธอกำลังจะได้เจอลูกๆ และสามีของเธอ ซึ่งมาหาเธอที่พม่า หรือตอนที่เธอต้องบอกลาลูกและสามีของเธอ ความเจ็บปวด ความสุข ความทุกข์ เธอสื่อมันออกมาได้อย่างไม่มีที่ติ และนั่นก็น่าจะเป็นสาเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้คนดูร้องไห้ตามเธอเกือบจะตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะตอนจบ 

 

 

 

สำหรับผมแล้วสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเสียน้ำตาได้คือความรู้สึกสมเพชเวทนาที่มีต่อประเทศไทย โดยเฉพาะตอนหนังจบ มันทำให้เราคิดว่าการต่อสู้ของผู้หญิงหนึ่งคน กับกลุ่มประชาชนในเวลานั้น มันทำให้เราเริ่มเห็นดอกประชาธิปไตยที่เริ่มบานสะพรั่งในพม่าในตอนนี้ นั่นคือผลลัพธ์อันหอมหวานที่คุ้มกับการต่อสู้ เสียเลือดเสียเนื้อของประชาชน

สำหรับในไทยที่เคยมีการต่อสู้แบบเดียวกันมาก่อน ผลที่มันปรากฏในตอนนี้คือการที่ความเป็นประชาธิปไตยหยุดนึ่ง ความคิดคนถูกแช่แข็ง ทุกอย่างกำลังจะกลับไปในจุดที่มันเริ่มต้น เพียงเพราะคนไม่กล้าที่จะรับความคิดใหม่ๆ แถมคนพวกนั้นยังเป็นคนที่มีอำนาจอยู่ในมือ ทั้งสื่อ กองทัพ มือที่มองไม่เห็น รวมทั้งคนมากมายโดยเฉพาะคนชั้นกลางที่เชื่อมันในคำว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ อย่างสุดซึ้ง ที่เชื่อมั่นว่าชาติ = คนใดของคนหนึ่งและไม่ได้เป็นของคนทุกคน ที่เชื่อมั่นว่าคนเสื้อแดงคือคนโง่ที่ถูกจ้างมา เชื่อว่าคนที่เลือกไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย เป็นชาวบ้านโง่ๆ ที่ถูกนักการเมืองหลอกด้วยนโยบายประชานิยม หรือไม่ก็ถูกซื้อเสียง ที่เชื่อว่าการปฏิวัติสามารถล้างโคตรนักการเมืองชั่วได้ มันเลยทำให้ทุกสิ่งที่เป็นประชาธิปไตยหยุดนิ่ง และถอยหลังกลับไปถึงจุดศูนย์จุดบอดของคำว่าความเท่าเทียม

 

 

สำหรับคนชนชั้นกลาง(บางกลุ่ม)ที่มีเงินเดินเข้าโรงหนัง ไปหนังดูหนังเรื่องนี้ ชื่นชมกับการต่อสู้ของอองซาน ซูจี และยินดีกับพม่าที่ได้เข้าถึงความเป็นประชาธิปไตย ก็ช่วยคิดถึงประเทศตัวเองเสียหน่อยเถิดว่าความเป็นประชาธิปไตยในไทยตอนนี้ เป็นคือประชาธิปไตยจริงๆ อย่างที่ถูกที่ควรจะเป็นตามแบบฉบับของมันแล้วหรือยัง

และถ้าการพัฒนาทางด้านประชาธิปไตยของพม่าในอนาคตจะกลายเป็นแบบไทยในตอนนี้ ก็ขอพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า เสียดายแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทให้กับการต่อสู้ของอองซาน ซุจี และกลุ่มประชาชนในพม่า เหมือนกับที่ผมเสียใจกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของกลุ่มนักศึกษา 6 ตุลา 19 ที่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อเพื่อแลกกับระบอบการปกครองที่ก็อประบอบประชาธิปไตยมา แต่ดันก็อปมาไม่หมด เลยมีคนจัดการวาดระบอบนู่นนี่เข้าไปให้ดูเหมือนเป็นระบอบประชาธิปไตย แล้วก็จัดการโยนใส่สมองคนในเวลาปัจจุบันนี้....

 

 

 

.....ขอขอบคุณภาพประกอบจากภาพยนตร์เรื่อง The Lady, Youtube.com


13 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 22:37 น.

View: 2497

Keywords: The Lady, ประชาธิปไตย, ไทย, ภาพยนตร์, รีวิว, หนัง, ผู้หญิงท้าอำนาจ, อองซาน ซูจี, มิเชล โหย่ว, คนไทย,