BLOG

อยู่ไม่เป็น:  กิจกรรมรับน้อง กับแนวคิดคู่ตรงข้าม ‘สูง-ต่ำ’ ของไทย 
12 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:25 น.
อยู่ไม่เป็น:  กิจกรรมรับน้อง กับแนวคิดคู่ตรงข้าม ‘สูง-ต่ำ’ ของไทย 
อยู่ไม่เป็น:  กิจกรรมรับน้อง กับแนวคิดคู่ตรงข้าม ‘สูง-ต่ำ’ ของไทย 

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

นักวิชาการอิสระและคอลัมนิสต์เชิงประวัติศาสตร์

คู่ตรงข้ามที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมไทยกระแสหลัก (ที่ถูกอ้างถึงการสืบทอดมาอย่างยาวนานอยู่เสมอ) ก็คือ ‘สูง-ต่ำ' อย่างที่เด็กไทยจะถูกสั่งสอนมาแต่เล็ก แต่น้อยว่า ให้ 'รู้จักที่สูงที่ต่ำ' ตัวอย่างง่ายๆ ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกลก็คือร่างกายของเราเองนี่แหละ 

 ‘หัว’ เป็นที่ ‘สูง' ในขณะที่ 'ตีน' เป็นที่ 'ต่ำ' 

แต่นี่ไม่ได้เกี่ยวกับความสูง-ต่ำทางกายภาพเพียงอย่างเดียวนะครับ (ผมก็ไม่แน่ใจนัก แต่ถ้าจะมีส่วนอยู่บ้างก็ไม่เห็นแปลกอะไร) แต่เป็นเรื่องที่มีความผูกพันทางวัฒนธรรมเป็นสำคัญ เพราะเราอาจเจ็บใจพร้อมๆ ไปกับที่เจ็บตีนอยู่บ้าง เมื่อถูกใครเหยียบตีนเข้าให้ ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม แต่เราจะรู้สึกเสียศักดิ์ศรีด้วยแน่ๆ ถ้าที่เขาเหยียบเข้าให้ไม่ใช่ ‘ตีน' แต่เป็น 'หัว' ของเรา

อย่าเพิ่งเถียงผมนะครับ ผมทราบดีว่าการบังเอิญเหยียบตีนใครเข้าเป็นเรื่องสุดวิสัยที่เกิดขึ้นได้ แต่การเหยียบหัวใครออกจะเป็นเรื่องบังเอิญได้ยากจริงๆ แม้จะมีความเป็นไปได้อยู่บ้างก็ตาม แต่ลองคิดอย่างนี้ดูว่า ถ้าเราถูกเหยียบตีนโดย 'ผู้ใหญ่' ปฏิกิริยาตอบรับกลับไปจะต่างกันโดยสิ้นเชิงจากเราถูกเหยียบตีนโดย 'ผู้น้อย' 

ยิ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าปฏิกิริยาตอบรับระหว่างการที่เราถูก 'เหยียบ' หรือ 'ข้าม' หัวโดย 'ผู้ใหญ่' และ 'ผู้น้อย' จะแตกต่างกันเช่นไร? 

นี่ก็เกิดจากคู่ตรงข้ามเรื่องความ สูง-ต่ำ เหมือนกัน แต่เป็น 'สูง-ต่ำ เชิงสังคม' และก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความสูง-ต่ำเชิงสังคม สำคัญกว่า ความสูง-ต่ำทางกายภาพ

นักมานุษยวิทยารุ่นใหญ่อย่าง ม.ร.ว. ดร.อคิน รพีพัฒน์ เคยจำกัดความการแสดงความประพฤติที่ ‘ผู้น้อย' มีต่อ 'ผู้ใหญ่ ในสังคมไทยว่า อาจอธิบายได้ด้วยคำสั้นๆ เพียง 3 คำเท่านั้นคือ 'เคารพ' 'เชื่อฟัง' และ 'เกรงใจ'

คำว่า 'เคารพ' หมายความว่า 'นับถือ' ซึ่งอาจจะแสดงออกได้ทั้งโดยกิริยาและวาจา

คำว่า 'เชื่อฟัง' มักแปลด้วยภาษาอังกฤษว่าเชื่อฟัง' 'to obey’ แต่ที่ถูกนั้นควรแปลว่า การปฏิบัติตามประสงค์ของผู้ใหญ่ 

ส่วนคำว่า 'เกรงใจ’ หมายถึง การกลัวที่จะกระทำสิ่งอันที่จะทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ 

สำหรับสังคมไทยประเพณีแล้วการที่ 'ผู้น้อย' ละเมิดบรรทัดฐานเหล่านี้ต่อ 'ผู้ใหญ่' จะถือเป็นดูถูกดูหมิ่น และจะได้รับการตอบโต้กลับอย่างรุนแรงในทันที

ผมควรให้ข้อมูลเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า คำจำกัดความเหล่านี้ อ.อคิน ท่านเสนอไว้ในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ที่นำเสนอต่อมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่อง 'The Organization of Thai Society in the Early Bangkok Period 1782-1873’ โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ รวมถึงข้อเขียนที่ท่านสรุปความในวิทยานิพนธ์ของท่านออกมาในวารสารวิชาการต่างๆ ยังเป็นหนังสือหรือบทความอ่านนอกเวลาของนักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ไทยในสถาบันชั้นนำหลายแห่ง ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย

และหากเชื่อตามที่ อ.อคิน จำกัดความก็ควรพิจารณาที่ท่านนำเสนอผลที่ตามมาต่อไปด้วยว่า การจะเป็นคนที่เชื่อฟังและมีความเกรงใจนั้น หมายความว่าผู้น้อยไม่อาจจะกระทำการใดๆ ที่จะเป็นการขัดความประสงค์ทั้งที่บอกโดยตรงและบอกเป็นนัยของผู้ใหญ่ นอกจากนี้ ผู้น้อยยังพึงหลีกเลี่ยงการตีเสมอผู้ใหญ่ ดังนั้นผู้น้อยจึงจะต้องไม่โต้เถียงกับผู้ใหญ่ หรือไม่บังอาจให้คำแนะนำแก่ผู้ใหญ่

เข้าทำนองสำนวนฝรั่งที่ว่า be young and shut up! 

น่าแปลกนะครับ อันที่จริงแนวคิดเรื่องคู่ตรงข้ามของสยามยุคเก่าอย่างความคิดเรื่อง ‘สูง-ต่ำ’ ดูจะเข้ากันไม่ได้เลยกับแนวคิดที่บรรดานักเรียนนอก ในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศไทยระยะเริ่มแรก อิมพอร์ตกลับมาพร้อมวิทยาการต่างๆ จากชาติตะวันตก 

แต่บังเอิญสิ่งที่นักเรียนนอกเหล่านั้นนำกลับมานั้น ไม่ได้มีเฉพาะวิทยาการ ความรู้ อุดมการณ์ต่างๆ หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่เท่านั้น พวกเขายังนำเอา ‘ระบบการรับน้องด้วยความรุนแรง’ ที่พัฒนามาจากระบบดรุณาณัติ (Fagging System) จากโรงเรียนกินนอนในยุโรปกลับมาพร้อมกันด้วย แล้วมันก็สอดคล้องกันกับความคิดเรื่อง สูง-ต่ำ ในสังคมไทยอย่างน่าอัศจรรย์!

ระบบ ‘ดรุณาณัติ’ ที่ว่านี้ก็จะมีการนำเอานักเรียนชั้นปีสูงๆ (ซึ่งมักจะแปลกันว่า มีอาวุโสกว่าชั้นปีต่ำๆ แน่นอนว่า อาวุโสในที่นี่มีความหมายผิวเผินแค่ การอยู่มาก่อน เท่านั้น) ที่มีผลการเรียนดี และความประพฤติดี มาเป็นผู้ช่วยครูในการอบรมสั่งสอนและดูแลคณะนักเรียน ในภาษาอังกฤษเขาเรียกคนพวกนี้ว่า ‘Fag-master’ หรือ ‘Prefect’ ซึ่งมีหน้าที่อีกอย่างคือ การเป็นหูเป็นตาให้กับครู หรือผู้มีอำนาจในโรงเรียนเหล่านั้น 

และก็เป็นระบบอย่างนี้เอง ที่มีค่านิยมการนำกีฬาประเภทที่นับว่ารุนแรงในสมัยนั้นอย่าง การแข่งเรือ ฟุตบอล หรือรักบี้ มาใช้เพื่อใช้ในการสร้างเสริมความเป็นชาย พร้อมกับการดึงพลังหนุ่มออกจากความเป็นรักร่วมเพศ และการประกอบอัตกามกิจ (ใช่ครับใช่ ไทยเราไม่ใช่ประเทศแรกที่บอกกับวัยรุ่นว่า ถ้ามีความต้องการทางเพศให้ไปเตะฟุตบอล!) กิจกรรมเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็ผูกเข้ากับระบบพรีเฟค ที่เช็ครุ่นกันอย่างเคร่งครัด (ซึ่งบางครั้งมันก็เกินเลยไปจนกระทั่งให้รุ่นน้อง มาเป็นอะไรที่คล้ายๆ กับคนรับใช้ส่วนตัวของรุ่นพี่เลยทีเดียว)  

ความรุนแรงที่แฝงมากับระบบดรุณาณัติแบบนี้เอง ที่พัฒนาต่อไปจนกลายเป็นธรรมเนียมการรับน้องที่รุนแรง ในมหาวิทยาลัยต่างประเทศหลายแห่ง ที่นักเรียนนอกได้อิมพอร์ตกลับมายังประเทศไทย แต่ว่าในขณะที่ชาติอารยะเขาเห็นถึงสิ่งไม่ดีงามในธรรมเนียมที่ว่านี้ จนค่อยๆ หายสาปสูญไปจนหมดสิ้น สังคมไทยเรากลับเอาธรรมเนียมที่ว่านี้มาผสมผสานเข้ากับ ‘ความเป็นไทย’ (ซึ่งย่อมหมายรวมถึงความคิดเรื่อง สูง-ต่ำ ด้วย) จนกลายเป็น ‘ระบบ SOTUS’ เป็นแห่งแรก และน่าจะแห่งเดียวในโลก 

แน่นอนว่าความคิดเรื่อง คู่ตรงข้าม ‘สูง-ต่ำ' ในสังคมไทยประเพณี ตามทัศนะของ อ.อคิน แล้วสัมพันธ์อยู่กับระบบอุปถัมภ์ของไทย สถาบันการศึกษาอย่าง มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ต่างๆ แล้ว ยังทำหน้าที่สืบสานและธำรงไว้ซึ่งความเป็นไทย (ที่มักจะเป็นสิ่งประดิษฐ์มากกว่าธรรมชาติของวัฒนธรรมไทยจริงๆ) จึงทำหน้าที่สืบสานแนวคิดคู่ตรงข้าม สูง-ต่ำ อย่างแข็งขันผ่านทางระบบ SOTUS ที่ว่านี่ด้วย

ก็ทั้งบรรดานิสิตนักศึกษา และครูอาจารย์ทั้งหลาย ไล่ไปยันคณบดี หรือกระทั่งอธิการบดี ก็ล้วนแต่ประกอบขึ้นจากคนไทยเป็นส่วนใหญ่นี่ครับ จะทำอย่างไรได้? 

การสืบสานและธำรงแนวคิดคู่ตรงข้ามสูง-ต่ำ เอาไว้จึงมีส่วนต่อการธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของระบบอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมของไทย จึงไม่น่าแปลกอะไรที่ผู้มีอำนาจในบางมหาวิทยาลัย จึงไม่พอใจผู้ต่อต้านระบบ SOTUS แถมยังสนับสนุนระบบนี้อยู่ เพราะมันส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ และโครงสร้างอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องอีกมากมาย 

ในคำนำเสนอของ อ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ระดับแถวหน้าของประเทศไทยที่มีต่อนิยายต่อต้านระบบ SOTUS เล่มแรก (และอาจจะเป็นเล่มเดียวของประเทศไทย) อย่าง “หนุ่มหน่ายคัมภีร์” ของคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์และเกื้อหนุนกันระหว่างระบบ SOTUS กับระบบอุปถัมภ์แบบไทยประเพณีไว้อย่างดี และก็ดีเสียจนผมคงไม่จำเป็นต้องสรรหาถ้อยคำมาอธิบายเพิ่มเติม จึงขอยกมาให้อ่านกัน ดังนี้

คำตอบอาจจะอยู่ที่ว่าระบบนี้คล้องจองกับค่านิยมของสังคมไทย สังคมไทยในบางส่วนและบางเวลาชื่นชอบอยู่กับการเคารพและเชื่อฟังโดยไม่มีเหตุผลระบบอาวุโสได้เป็นตัวกระชับให้เกิดความเคารพเชื่อฟังดังกล่าว รุ่นน้องเคารพรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย เมื่อต่างจบออกไปทำงานทำการ (ส่วนใหญ่รับราชการ) ระบบนี้ก็ได้เป็นเครื่องกระชับความสัมพันธ์ผู้น้อย-ผู้ใหญ่เอาไว้ต่อไปอีก ง่ายต่อการบังคับบัญชา ทำให้ง่ายต่อการรวมกลุ่ม (ของผู้ที่มาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน) เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม ซึ่งไม่เป็นผลประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม เพราะทำให้มีการแบ่งสี แบ่งสถาบันกันในวงการราชการและวงการอาชีพอื่นๆ

และที่ไกลไปกว่านั้นก็คือระบบอาวุโสแบบนี้เมื่อใช้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด ทำให้ขาดความคิดโต้แย้ง ขาดความคิดริเริ่ม และที่สุดเป็นการวางรากฐานให้กับการใช้อำนาจเด็ดขาด 

จนกลายเป็นระบบเผด็จการไปในบั้นปลาย 

อ่านแล้วไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมในสังคมไทย การจะถูกข้ามหัวหรือเหยียบตีนจึงไม่สำคัญเท่ากับใครเป็นคนข้าม หรือใครเป็นคนเหยียบ ในเมื่อสังคมแห่งนั้นไม่ยอมรับว่า คนทุกคนเท่าเทียมกันมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว 

และก็จึงไม่น่าประหลาดในอะไรอีกด้วยเหมือนกัน ที่จะเห็นรุ่นพี่บางคนรับไม่ได้กับการที่รุ่นน้องร่วมสถาบันไม่อยู่ในเครื่องแบบของการรับน้อง ขณะที่ไปเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้ากับครอบครัว ในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับกิจกรรมการรับน้องของสถาบัน 

ไม่ใช่เพราะรุ่นน้องคนนั้นเขาบังเอิญไปเหยียบตีน หรือข้ามหัวรุ่นพี่คนนั้นเขาหรอกนะครับ แต่เป็นเพราะการไม่ทำตามระเบียบของกิจกรรมของการรับน้องนั้น มันสั่นคลอนเอาความมั่นคงของระบบอุปถัมภ์ของพวกเขาเสียจนรู้สึกอะไรไม่ต่างกับ การโดนเหยียบเอาที่หน้าเลยนั่นแหละ

ARCHIVE BLOG

อยู่ไม่เป็น: บ้านเมืองที่เจริญ ตามทัศนะไทยอย่างดั้งเดิม คือบ้านเมืองที่มีแรงงานหลากชนชาติ

อยู่ไม่เป็น: บ้านเมืองที่เจริญ ตามทัศนะไทยอย่างดั้งเดิม คือบ้านเมืองที่มีแรงงานหลากชนชาติ

หากมีใครนั่งไทม์แมชชีนจากยุคกรุงศรีอยุธยา หรือยุคกรุงเทพฯ เมื่อก่อนจะกลายเป็นรัฐชาติสมัยใหม่…
TOP
NOW :