อยากกินยานอนหลับ

เมื่อพูดถึงยา ไม่ป่วยก็ไม่ควรไปรับประทานอยู่แล้วนะครับ เพราะยาไม่ใช่อาหารหรือขนม แต่ถึงกระนั้นก็ตามคนป่วยบางคน ยังไม่อยากจะทานยาและปล่อยให้อาการลุกลามจนถึงขั้นเป็นหนักเลยทีเดียวก็มี

            เว้นเสียแต่ไอ้โรคแปลกๆอาการเดียวนี่แหละครับ ที่ชอบมาขอยากันเหลือเกิน ก็คือ เครียด นอนไม่หลับ

“โอ๊ย  เครียดเหลือเกิน นอนไม่หลับหมอ  ขอยานอนหลับหน่อย”

อันนี้เป็นขั้นตอนง่ายๆ แบบที่เรียกได้ว่าขอกันตรงๆ  ที่วิวัฒนาการขึ้นมาหน่อยก็คือ อาจจะยอมฟังคำแนะนำของแพทย์อย่างเชื่อฟังมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นอาการโรคอะไรก็ตามแต่สุดท้ายก็จะบอกว่าที่ตัวเองอาการของโรคนั้นๆแย่ลงก็เพราะว่าอดหลับอดนอน เมื่อคืนนอนไม่หลับเลย แบบนี้ครับ

            “หมอ ที่ความดันขึ้น เพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับ”  หรือ

            “อาหารก็คุมดี แต่ที่น้ำตาลขึ้นเพราะช่วงนี้นอนไม่ค่อยหลับ”

            แต่ก็ยังดีนะครับ ที่ยังไม่เคยเจอประเภทที่ว่าน้ำหนักเกินหรืออ้วน แล้วก็มาบอกว่า “ที่น้ำหนักขึ้นเพราะกินมากเกินไป เพราะนอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมากินตลอด”

            พวกที่น่าสงสารมากมายก็คือ คนที่ช่วงเวลาของการนอนของเค้าไม่เหมือนกับคนปกติทั่วไป อาจจะต้องทำงานกลางคืน แล้วต้องมาหลับกลางวัน นอนน้อย ไม่หลับก็ลำบากเพราะกลางคืนต้องไปเข้าเวรอีกแล้ว หรือประเภทที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกแล้วปรับนาฬิกาชีวิตตัวเองไม่ทัน

            ตรงข้ามกับพวกที่พยายามหลอกล่อให้หมอจ่ายยานอนหลับให้กับญาติของตนเองที่มาหาหมอ และก็พ่วงโรคนอนไม่หลับให้ญาติของตัวเอง ขอยากลับไปฝากเป็นของแถมให้กับตัวเอง และใช้ยาพวกนั้นแบบผิดๆ

        “นอนหลับดีไหมครับคุณยาย”

            ผมถามคนไข้ที่มารับยาของผม

        “โอ๊ย หัวถึงหมอนก็หลับเลยจ้า”

            “งั้นเดือนนี้ไม่ต้องเอายานอนหลับก็แล้วกันนะครับ มันไม่ดีกินมากทำลายตับ ตับเราจะเหนื่อยในการกำจัดสารพิษ” หมอกอล์ฟสาธยายคุณประโยชน์ของการไม่กินยานอนหลับ สารพัด

            “จ้า หมอ”ยายรับคำอย่างง่ายดาย

        แต่สักพักต่อมา ลูกสาวของแกก็แอบเดินด้อมๆมองๆรอจังหวะพยาบาลเผลอ เข้ามาเคาะประตูห้องตรวจผมแล้วก็มาบอกว่า

            “ไม่ได้นะหมอ เดี๋ยวตอนกลางคืนแกนอนไม่หลับ แล้วลุกขึ้นมาโวยวาย”

        “อ้าว ไหนแกบอกว่าหลับดีไงครับ” ผมย้อนถาม

            “ไม่จริงหรอกค่ะ”เธอเองก็สาธยายสารพัดเหมือนกัน เพื่อให้ผมจ่ายยาตัวนั้นให้จนในที่สุดผมก็ต้องจัดให้ไปตามคำขอ

        ไม่อยากจะบอกว่าหมอรู้ทันพวกคุณหมดแหละ หมอเองก็ไม่อยากจะจ่ายยาพวกนั้น ไม่อยากจะทำบาปส่งเสริมให้พวกคุณใช้ยาในทางที่ผิดหรอกครับ 

            การใช้ยานอนหลับก็ต้องใช้เนื่องจากมีความทุกข์ทรมานจากการนอนไม่หลับ หรืออ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่กระฉับกระเฉง จากการที่ไม่ได้นอนมาหลายวัน ปัจจุบันที่ใช้กันผิดๆก็อย่างเช่น รับประทานยานอนหลับแบบประเภทที่เรียกว่าเป็นยากินก่อนนอน คือกินแล้วไปเข้านอน ไม่ใช่นอนไม่หลับแล้วทุกข์ทรมานจากอาการมานานหลายวันจึงหยิบยามากิน หรือไม่งั้นก็ประเภทที่กินแล้วกินเองโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ และก็กินถี่ขึ้นบ่อยขึ้น กินจนรู้สึกสบาย หากไม่ได้รับระทานจะรู้สึกหงุดหงิด กระสับกระส่าย ขวางหูขวางตา ขึ้นมาทันทีถ้าไม่ได้รับประทานยานอนหลับ นั่นเป็นเพราะเราไปสร้างให้สมองของเรามีสั่งให้เราติดยานั่นเองครับ  และส่วนนี้มันก็มาบังคับเราเอาซะแล้ว ทำให้มีการต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นอีกเพราะปริมาณเท่าเดิมจะนอนไม่หลับเอาเสียแล้ว นี่ก็คืออาการดื้อยา และจะทรมานมากๆเทียบได้กับการลงแดง ถ้ามีอาการขาดยา

            บางคนรับประทานยานอนหลับอย่างมีวินัย กินจนเป็นนิสัย อย่างที่บอกครับ กินก่อนนอนจนเป็นเหมือนวิตามินบำรุงที่ต้องรับประทานทุกวัน

            เหมือนกับตอนที่ผมไปฝึกงานกับพวกพี่ๆสาธารณสุขที่จังหวัดสุรินทร์ หลังจากที่ทุกคนเหน็ดเหนื่อยจากการออกไปวาดแผนที่ชุมชน แนะนำสุขอนามัยชาวบ้าน และแจกแปรงสีฟัน รองเท้าแตะให้ชาวบ้าน ก็แทบจะหมดแรงเพลียหลับไปได้เมื่อหัวถึงหมอน

            “พี่ปุ้ย ตื่นเร็ว พี่ลืมกินยา”น้องเพ็นซิล ผู้หวังดี ปลุกรุ่นพี่เภสัชซึ่งต้องรับประทานยาก่อนนอนทุกวัน แต่วันนี้เผลอหลับไปเพราความเพลีย

            “แล้วนี่ยาอะไรขอผมดูหน่อยสิ”  หมอกอล์ฟขอเข้าไปมีส่วนร่วม  “อ้าว นี่มัน ยานอนหลับนี่หน่า”

        “พี่ต้องทานแบบนี้ทุกคืนจ้า”พี่ปุ้ยตื่นขึ้นมางัวเงีย กลืนยาแล้วทานน้ำตามลงไป

            “ใช่สิกอล์ฟ พูดเบาๆสิ เดี๋ยวมันก็ตื่นหรอก”แน่ะ ยังมีอารมณืมาพูดหยอกล้ออีกนะพี่เพ็นซิล ปลุกเค้ามาทานยานอนหลับแท้ๆ

            เห็นไหมครับขนาดคนในวงการสาธารณสุขเอง ก็ยังใช้ยากันผิดๆวิธี ผิดๆวัตถุประสงค์กันบ่อยๆ แล้วพวกชาวบ้านตาดำๆหละจะให้ทำอย่างไร

            เอาอย่างนี้ดีกว่าบางคนบอกว่านอนไม่หลับเพราะเครียด เราลองมาดูกันดีกว่าครับว่า เวลาเครียดทำอย่างไรดี

            เบื้องต้นเลย ลองแบ่งปัญหาเป็นสองประเภทครับ ประเภทแรกที่แก้ไขได้มีทางออกก็จบไป เหมือนหลอดไฟที่เปล่งแสง “ปิ๊ง”ขึ้นมา แต่ประเภทที่สองที่ยังหาทางออกไม่เจอ ก็เอาอย่างนี้สิครับ ก็จดปัยหาทุกข้อที่เรามีไม่ว่าจะใหญ่เล็กแค่ไหน ใส่ในกระดาษเขียนไว้เป็นข้อๆ เช่น “ทะเลาะกับแม่  แช่ผ้าไม่สะอาด ปราศจากความสุข ปลดทกข์ไม่สุด หงุดหงิดรถติด ออฟฟิศไกลบ้าน เพื่อนคร้านไม่ช่วยงาน พาลไปทะเลาะกับแฟน  แขนขาก็ปวด ....”โอ๊ย จิปาถะ สารพัด จดมันลงมาเลยครับ

            แล้วทำอย่างไรเหรอครับ ก็เอาปัญหาทั้งหมดที่เรามีนั่นแหละ ไปเล่าให้คนที่เราไว้ใจได้ฟัง เชื่อไหมครับ มีคนเค้าบอกว่าความสุขถ้าเราได้เล่าไปมันจะทำให้เราสุขเป็นสองเท่า ตรงกันข้ามกับความทุกข์ถ้าเราได้ระบายออกมา ความทุกข์ก็จะลดลงเป็นสองเท่าเช่นกันครับ  ดีกว่าเก็บกด เก็บอารมณ์ เก็บอาการ เอาไว้ให้มันอัดข้างใน จนสุดท้ายก็อกแตกตาย ถ้าเราไม่รีบๆเล่าปัญหาให้คนที่เราไว้ใจฟังทีละนิดที่ละหน่อย ทีละขั้นทีละตอน ทีนี้พอเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมาใครจะไปช่วยเราไหว จริงไหมครับ

            เอาหละครับขั้นตอนต่อไปก็คือ ในขณะช่วงที่เราเครียด กล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ต้นคอ และขมับ จะตึงมากเป็นพิเศษ การได้ให้ใครช่วยบีบนวดเบาๆ จะทำให้ผ่อนคลายง่ายขึ้นนะครับ ลองทำดูสิ

            ขั้นที่สาม ถ้าไม่มีใครรับฟังเรา (จริงๆพูดระบายใส่เทปอัดไว้ก็ได้) หรือไม่มีใครบีบนวดให้ (ก็นวดเองสิ) เพราะเรามัวแต่ไปทะเลาะกับใครเค้าหมด ก็ใช้วิธีนี้ครับ ช่วงเวลาที่หงุดหงิดให้ไปอยู่ในมุมส่วนตัว อย่าเพิ่งยุ่งกับใคร แต่ให้ไปทำกิจกรรมที่เราชอบ เราทำแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เช่น ไปเลี้ยงสัตว์ คุยกับน้องปลาน้องหมาน้องแมว  , ปลูกต้นไม้, ร้องเพลงคาราโอเกะ, ดูหนัง, ไปร้านสระผมให้เค้านวดศีรษะ, ไปนวดตัว นวดฝ่าเท้า, เล่นกีฬา นั่งสมาธิหรือโยคะ  แล้วแต่เราจะชอบครับ

เชื่อไหมว่าขั้นตอนนี้นี่แหละที่จะทำให้ปัญหาข้อต่างๆที่เราเขียนเอาไว้ จากที่มันเคยวนไม่เจอทางออก มันจะค่อยๆคลำจนเจอแสงที่ปลายอุโมงค์  แต่ถ้าปัญหาพวกนั้นยังไม่เจอทางออกหละ  ก็ไม่เห็นจะยากเลยครับ ก็ให้ย้อนกลับไปออกที่ทางเข้านั่นแหละ ไม่เห็นจะยากเลย  คนที่มองโลกในแง่ดีจะเห็นว่าทุกปัญหามีทางออก แต่คนที่มองโลกในแง่ร้าย จะเห็นว่าทุกทางออกมีแต่ปัญหา ดังนั้นถ้ามันยังไม่เจอทางออกอีกจริงๆก็ควรที่จะรู้จักปล่อยวางซะบ้าง เรื่องบางเรื่อง คนบางคน ของบางอย่าง เราอย่าไปให้ความสำคัญกับมันมากไปกว่า การฝึกจิตใจของตนให้มันพัฒนาขึ้นมาดีกว่าครับ

ถ้าเบาเรื่องเครียดไปแล้วแต่ยังนอนไม่หลับ ผมก็แนะนำว่าให้หันดูรอบข้างของตัวเองสักนิดนึงครับ

อย่างเช่น บรรยากาศในห้องนอนตัวเอง ว่าน่าจะไปเอนกาย ผ่อนคลาย บ้างไหม ถ้าห้องรกเกินไปเต็มไปด้วยหนังสือหนังหา  งานการเต็มไปหมด มันก็ไม่อยากนอนโดยอัตโนมัติครับ ควรจะเก็บให้เป็นที่เป็นทาง และไม่ควรเอางานที่ยุ่งวุ่นวายมากมายเกินไปมาทำในห้องนอน เพราะมันทำให้เสียบรรยากาศครับ

สีสันของผนังห้องก็มีส่วนนะครับ ถ้าจะให้ผ่อนคลายและหลับสบายก็ควรจะเป็นสีโทนอ่อนๆ เช่นสีฟ้า สีขาว สีครีม ไม่ใช่ร้อนแรงแบบแดงแจ๊ด ซะแบบนนั้นใครจะไปหลับลง

            ทีนี้อาหารก็มีส่วนครับ อาหารที่มีเซโรโทนิน(สารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ร่างกายสงบ มีสมาธิ) ก็จะทำให้ร่างกายอยากพักผ่อน ยกตัวอย่างเช่น ข้าวเหนียว หรือ กล้วยน้ำว้า แต่ถ้ากลัวจะน้ำตาลขึ้นและเป็นเบาหวาน นมอุ่นๆสักแก้ว โจ๊กสักถ้วยก่อนนอน ก็เพียงพอละครับ แต่ระหว่างวันอย่าเน้นเครื่องดื่มประเภทคาเฟอีน ใน ชา กาแฟ น้ำอัดลม มากไปซะจนตาค้างก็ละกันครับ

 

อันนี้เทคนิคการนอนไม่ตกเตียงนะครับ เด็ดมาก

                           ภาพนี้เป็นเทคนิคการนอนยังไงให้ไม่ตกเตียง

             พอไปถึงที่นอนแล้ว อย่าเพิ่งพยายามนอนหลับทันทีครับ ให้ออกกำลังกายเบาๆในห้องตัวเองสักก่อน อาจจะแค่เหวี่ยงแขน เหวี่ยงขา ถอดไส้ ลอยตัว มีไฟสว่างที่หัว แล้วลอยไปมา เอ้ย ไม่ใช่ครับ นั่นมันกระสือละ  แค่ขยับร่างกายเบาๆ เหมือนกับการแอโรบิคเล็กน้อย ให้ร่างกายได้เพลียอีกนิดหน่อย ทีนี้ก็พร้อมที่จะหลับง่ายขึ้นละครับ

            แต่ถ้ายังไม่หลับ นอนลงไปบนเตียงดิ้นไปดิ้นมาสัก 10-15 นาทีก็แล้ว ไม่ควรจะนอนให้ทรมานต่อไปนะครับ ควรจะลุกขึ้นมาหาอะไรทำ เปลี่ยนจุดสนใจ เบนสมาธิไปสักพัก แล้วค่อยกลับมานอนอีกที น่าจะหลับง่ายขึ้นนะครับ ทีนี้แหละถ้ายังไม่กลับอีก แพทย์ถึงจะยอมจ่ายยานอนหลับให้ครับ ดังนั้นพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ ว่ายานอนหลับไม่ใช่ยากินก่อนนอนแล้วก็ไปเข้านอนเลย

           มีปัญหาสุขภาพอย่ารอช้าปรึกษาหมอกอล์ฟได้เลยนะครับ twitter: DrGolf_DSkin หรือ Facebook:คุณหมอกอล์ฟlikitnukulผมพร้อมจะช่วยเต็มที่เลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาผิวพรรณที่ผมถนัดมากครับ

            “เหนื่อยและล้ากายาจำต้องพัก  เมื่อเราหักเราโหมมาหลายหน

ยี่สิบสี่ชั่วโมงชีวิตวน                     ร่างกายคนต้องผ่อนปรนปรับปรุงไป

ช่วงเราพักอวัยวะไม่ได้หยุด         คอยเร่งรุดซ่อมแซมใหม่ให้สดใส                 

  หากผ่อนน้อยนอนยากลำบากใจ   เจ็บร่างกายมีโรคภัยมาผจญ    

หลับให้ถูกนอนให้ได้ใจควรพัก          ต้องรู้จักปล่อยวางทุกเหตุผล

นำความทุกข์ที่มีมาจากทุกคน          ออกจากบนที่นอนก่อนเอนกาย” 


16 เมษายน 2554 เวลา 10:21 น.

View: 6814

Keywords: นอนไม่หลับ,หมอกอล์ฟ,หมอ,สุขภาพ,คนไข้,ผิวพรรณ