ปูห้า 5.5

การปรับคณะรัฐมนตรี “ปู 5” เป็นการปรับใหญ่ 18 ตำแหน่ง ผมให้คะแนน 5.5

 

บางคนอาจจะบอกว่าอะไรวะ เชียร์รัฐบาลนี่หว่า ให้คะแนนเกิน 5 อยู่เรื่อย แต่บางคนอาจจะบอกว่าอะไรวะ เขาอุตส่าห์ปรับใหญ่ตั้งหลายตำแหน่ง ยังให้คะแนนแค่ 5.5

 

ชี้แจงก่อนว่า 5.5 นี่ไม่ใช่เต็ม 10 นะครับ แต่เต็ม 7 คือเมื่อวัดจากคะแนนนิยมรัฐบาลที่ตกวูบลงหลังนโยบายจำนำข้าวล้มพังพาบ ปรับอย่างไรก็ตีตื้นได้แค่ 7 เป็นพิกัดสูงสุด

 

อ้าว งั้นผมก็เชียร์รัฐบาลอยู่ดี แหงสิ 555 คือจะบอกว่าการปรับครั้งนี้น่าจะช่วยให้ทำคะแนนตีตื้นได้จากที่ลงไปถึง 4.0 มาเป็น 5.5 ซึ่งถ้าวัดเฉพาะการตัดสินใจปรับ ภายใต้ข้อจำกัดของพรรคและกลุ่มการเมือง ก็ให้คะแนน 7.5 ด้วยซ้ำ

 

เสียแต่ว่าการตัดสินใจอย่างนี้มาช้าไปหน่อย

 

 

ลดความกร่าง

 

ถามว่าตรงไหนเป็นข้อดี มองปราดแรก หลายคนคงยินดีที่ “พี่อ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง กลับไปเป็นรัฐมนตรีศึกษา (แต่ครั้งนี้ท่าจะต้องกระฉับกระเฉงว่องไวหน่อยนะ เวลาน้อย ฮิฮิ)

 

แต่ข้อดีที่หลายคนมองข้ามคือ การส่ง “ออเหลิม” ไปเป็นแรงงานต่างด้าว บางคนอาจบอกว่า เฮ้ย พ่อไอ้ปื๊ดเนี่ยนะ จะเป็น รมว.แรงงาน เหมาะกับตำแหน่งซะเมื่อไหร่

 

อ้าว แล้วสถานการณ์ปัจจุบันเหมาะจะให้ออเหลิมเป็นรองนายกฯ คุมตำรวจ คุมปัญหาภาคใต้ไหม วันๆ ก็ยั่วยุท้าทายหน้ากากขาว เที่ยวใบ้ชื่อคนนั้นคนนี้ เหลิมเป็นสายล่อฟ้าเกินไป ในเชิงยุทธศาสตร์ยุทธวิธี รัฐบาลตั้งรับต้องสุภาพนุ่มนวล อย่าไปท้ารบ ท้าลุย อย่าให้ราคาพวกตัวตลกจนพวกเขาหลงคิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่ ปล่อยให้ชูป้ายเรียกหาทหารกันไป สัปดาห์นี้ได้ข่าวว่าจะไปเชิดชูสดุดีวีรชนคนดี เอกยุทธ อัญชันบุตร ประท้วงสำนักงานตำรวจ ก็ปล่อยให้แซ่ซ้องกันไป

 

“เอาเหลิมออกห่างตำรวจ” คะแนนจะบวกขึ้นเยอะ เพียงแต่นายกฯ “นายใหญ่” ยังเกรงใจจึงหาเก้าอี้ใหม่ให้ ซึ่งไม่ต้องห่วง เหลิมเป็นคนอยู่เฉยไม่ได้ ต้องสร้าง gimmick โม้เป็นข่าว เหลิมจะไม่นั่งอมพระปฐมเจดีย์อยู่ 2 ปีแบบเผดิมชัย สะสมทรัพย์ นั่นไม่ใช่เหลิม เชื่อเหอะน่า เดี๋ยวเหลิมก็ต้องหาผลงานตีปี๊บ เช่นทำสายด่วนสายตรงแจ้งจับโรงงานไม่จ่าย 300 บาท จะเว่อร์ จะโชว์ออฟ พาลูกพาหลานไปไล่จับยังไงเชิญตามสะดวก

 

เช่นเดียวกับการปลดวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล หลังล้มเหลวทั้งกระทรวงศึกษา กระทรวงวิทยาศาสตร์ ก็เป็นเรื่องดี ที่จริงน่าเห็นใจวรวัจน์ เพราะได้งานไม่เหมาะบุคลิก วรวัจน์น่าคุมแรงงาน หรือ รมช.มหาดไทย ทำอะไรที่มันลุยๆ หน่อย เอามาเป็นครูเป็นนักวิทยาศาสตร์เนี่ยนะ พอๆ กับส่งออเหลิมไปเป็น รมว.ต่างประเทศ

 

ที่จริงกระทรวงวิทย์ สวทช.ก็มีอะไรหมกๆ อยู่ มีการผูกขาดอำนาจในแวดวง “อำมาตย์วิทยาศาสตร์” สับเปลี่ยนเวียนเป็นบอร์ด สืบทอด ตั้งลูกตั้งหลานก็มี ผลงานวิจัยไม่รู้เอาไปทำอะไรมั่ง แต่มีนักวิทยาศาสตร์ปริญญาโทปริญญาเอกมากมายไว้ให้เคารพบูชา

 

กระนั้นการเข้าไปลุยกับเขาคุ่ยๆ ถือเป็นนักเลงที่ไม่มีชั้นเชิงเลย ดูปลอดประสพสิครับ คุมกระทรวงวิทยาศาสตร์มีใครกล้าหือ ย้ายคนใกล้ตัวอดีตเลขาหน้าห้อง ข้ามกระทรวงมาขึ้นรองปลัด ไม่ยักมีข้าราชการกล้าแต่งดำ

 

แต่ปลอดก็ตายน้ำตื้นกับปัญหาท่าที ไม่ต่างกับสมัยเป็นอธิบดีประมงทำเท่ยิงจรเข้ ปลอดกร่างกับ NGO ซึ่งส่งผลลบกว้างกว่าวรวัจน์อีก จึงเกิดปุจฉาว่าวรวัจน์สมควรไป แต่ไหง “ปลอดขยะ” ยังอยู่ โอเค เข้าใจได้ว่ารัฐบาลไม่มีใครรู้เรื่องน้ำ กระนั้นก็ต้องหักคะแนนด้านลบอยู่ดี (รัฐบาลตัดสินใจเร็วไป ถ้ายังไม่ทูลเกล้าฯ รอ 2-3 วัน ศาลปกครองล้มประมูลระบบน้ำ น่าทบทวนตำแหน่งปลอดด้วย)

 

ตอนแรกผมกังขาด้วยว่าทำไมหมอประดิษฐ์ สินธวณรงค์ ยังอยู่ แต่พอไปดู fb ชมรมแพทย์ชนบทก็ลดท่าทีลงแล้ว ไม่ยักโวยวายไล่หมอประดิษฐ์เหมือนไล่ P4P แสดงว่าพอจะคุยกันได้ ก็โอเค แต่อย่าสร้างความขัดแย้งใหม่แล้วกัน (อีกเรื่องที่ไม่เข้าใจคือทำไมต้องเอาหมอชลน่าน ศรีแก้ว ออกไปแล้วเอาลูกป๋าเหนาะมาแทน เพราะหมอชลน่านยังคุยกับพวกหมอได้ดีกว่า)

 

 

สร้างงาน+สร้างภาพ

 

รัฐมนตรีใหม่หรือตำแหน่งใหม่แต่หน้าเก่า หลายคนถือว่าเหมาะสม หรือไม่ก็พอทน ตัวอย่างเช่น “อินทรีอีสาน” (เพิ่งรู้ว่ามีตัวตนอยู่ เงียบหายเลยหลัง ศปภ.จมน้ำ) ยังไงๆ การมาคุมตำรวจแทนเหลิมก็ยังพอจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ เช่น เดินสายถ่ายภาพตรวจงาน ไม่แกว่งไม่กร่าง เรื่องงานจริงๆ ไม่ต้องห่วง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.เป็นคนดีมีความสามารถ ไม่ต้องให้ใครคุมก็ได้

 

“พี่อ๋อย” มาคุมกระทรวงศึกษา เป็นตัวความหวังทั้งงานทั้งภาพ ต้องปฏิรูปการศึกษาใหม่ กระจายอำนาจ รื้อหลักสูตร “ปฏิวัติระบบการศึกษาไทย” ขณะเดียวกันก็ต้องรีบเข็นประกาศกระทรวงเรื่องเลิกเกรียน ให้มีผลบังคับใช้ แล้วไปตรวจ “จับครู” ตามโรงเรียนต่างๆ ใครยังบังคับกร้อนผมเด็ก ย้ายแม่-เลย (ยุแบบสุดขั้วนิดๆ ตั้งเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล เป็นคณะทำงานพิเศษ-ฮา)

 

“พี่อ๋อย” มาเป็น รมว.ศธ.แทนพงศ์เทพ เทพกาญจนา ซึ่งน่าจะย้ายไปช่วยนายกฯ รับมือปัญหากฎหมายปัญหาการเมือง ใช้คนได้ถูกจุด แก้ปัญหาที่ผ่านมาพงศ์เทพแทบไม่ได้ทำงานด้านการศึกษาเลย มัวแต่เป็นรองนายกฯ

 

“เจ๊ปิ๊ก” ปวีณา ไม่ทราบจะบอกว่า “มีวันนี้เพราะพี่ให้” หรือเปล่า แต่ได้งานถนัดกับกระทรวงสร้างภาพ นี่พูดจริงนะ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีงาน 2 อย่าง คือสร้างภาพ กับสร้างชุมชนเข้มแข็ง เรื่องหลังอย่าไปหวังแม่-กับนักการเมืองไม่ว่าพรรคไหน มันต้องพี่หมอพลเดช ปิ่นประทีป ที่สมัยนั้นเอาคนจากสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) ไปกินตำแหน่งในกระทรวงเพียบ

 

ฉะนั้นงานกระทรวงนี้ นักการเมืองมีไว้สร้างภาพเท่านั้น ใครเล่าจะเก่งเรื่องนี้เท่าเจ๊ปิ๊ก ปวีณา 24 ชั่วโมง ขนาดไม่มีตำแหน่งเจ๊ปิ๊กยังมีอำนาจจับกุมทั่วราชอาณาจักร รัฐบาลนี้จัดโควตายังไงไม่ทราบ เอาสันติ พร้อมพัฒน์ ไปแช่แข็งเกือบ 2 ปี แล้วตอนนี้ก็เอามาแช่แป้งที่ทำเนียบอีก รู้นะว่าสำคัญกับพรรคแต่มันต้องจัดคนให้เหมาะกับงาน

 

ตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ตกหนักที่นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล (กระทรวงนี้ไม่พ้น “บุญทรง”) ซึ่งยังตอบไม่ได้ว่าจะรับศึกจำนำข้าวไหวไหม เพราะปัญหาอยู่ที่นโยบาย ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุญทรง เตรยาภิรมย์ เพียงแต่นิวัฒน์ธำรงอาจรับมือสื่อและศัตรูทางการเมืองได้ดีกว่า กับน่าจะมีความสามารถในการบริหารกว่า ทั้งจะได้ยรรยง พวงราช อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้ตอบโต้ “ปลาบู่ชนเขื่อน” อย่างสะใจมาเป็น รมช.

 

การปรับ ครม.ครั้งนี้ตั้งข้าราชการ 3 คนมาเป็นรัฐมนตรี คือยรรยง พวงราช, เบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง และชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุดเป็น รมว.ยุติธรรม แน่นอนถูกครหาทันทีว่ารับใช้รัฐบาล เช่นเบญจาได้รับเหรียญตรา(หน้า)จากสื่อเป็นผู้ใกล้ชิดคุณหญิงพจมาน (แต่ยรรยงก็ได้เป็นปลัดกระทรวงในรัฐบาลอภิสิทธิ์) กระนั้นมีด้านบวกคือ ที่ผ่านมารัฐมนตรีเกรดซีในรัฐบาลนี้นอกจากทำงานไม่เป็น ยังใช้งานระบบราชการไม่เป็นด้วย

 

การตั้งอดีตปลัด อดีตอธิบดี มาเป็นรัฐมนตรีจะช่วยไขลานระบบราชการ สมมติเช่น ถ้าคุณต้องการควบคุมราคาสินค้า บุญทรงเก่า บุญทรงใหม่ หรือ “ไอ้เต้น” ทำไม่เป็นหรอกครับ จะใช้ข้าราชการยังไง ได้แต่สั่งๆ ไป แต่ยรรยงใช้เป็น เบญจาใช้เป็น และอดีตอัยการสูงสุดอย่างชัยเกษม ก็เข้าใจงานยุติธรรมมากกว่าประชา พรหมนอก (โดยเฉพาะเมื่อดีเอสไอกำลังจะทำคดีสำคัญ)

 

จุดอ่อน

 

จุดอ่อนที่ประชาชนเห็นได้ทั่วไปคือการเล่นเก้าอี้ดนตรีในกลุ่มก๊วน ส.ส. เช่นเปลี่ยนจากปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข มาเป็นวิเชษฐ์ เกษมทองศรี เปลี่ยนประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นพ้อง ชีวานันท์ เปลี่ยนฐานิสร์ เทียนทอง เป็นสรวงศ์ เทียนทอง (ไม่ทราบว่าเป็นรัฐมนตรีหมดครอกหรือยัง) ฯลฯ ชาวบ้านไม่เห็นคุณค่าอะไร และไม่คิดว่าจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ฯพณฯ คงมาเป็นรัฐมนตรีเป็นเกียรติศักดิ์ศรีแก่วงศ์ตระกูลเท่านั้น

 

ในราย อ.พีรพันธ์ พาลุสุข ต้องชื่นชมที่พรรคให้เป็นรัฐมนตรี เพราะแกยืนหยัดต่อสู้อยู่กับพรรคกับมวลชนมาตลอด เพียงแต่ไม่มีกลุ่มก๊วนหนุน ไม่ใช่เศรษฐีนายทุน เลยตกโผมาหลายครั้ง ทั้งที่ควรเป็นตั้งนานแล้ว แต่ก็อีกละ ถ้าไปว่าการวิทยาศาสตร์ ก็เท่ากับนั่งวิจัยยุง เพราะไม่เหมาะและไม่มีอะไรให้ทำ เป็นตำแหน่งปลอบขวัญเท่านั้นเอง

 

จุดอ่อนของรัฐบาลที่แม้ปรับใหม่แล้วยังอยู่ ก็คือ “ทีมเศรษฐกิจ” ซึ่งไม่เคยมี มีแต่โต้งๆๆ ตอนแรกมีโต้งกับธีระชัย แต่ต่อมาแตกคอ ธีระชัยกลายเป็นองุ่นเปรี้ยวไปซะแล้ว (ที่จริงผมชื่นชมธีระชัยที่ยืนหยัดความคิดเห็นตัวเอง จนหลุดเก้าอี้ รมต.แต่การทำตัวเป็นองุ่นเปรี้ยวเที่ยวแซะรัฐบาลที่ตัวเองเคยร่วม มันไม่สวยครับ นักเลงจริงเขาไม่ทำกัน)

 

ทีมเศรษฐกิจได้แก่ คลัง พาณิชย์ พลังงาน คมนาคม อยู่กับเพื่อไทย เกษตร ท่องเที่ยว อยู่ชาติไทย อุตสาหกรรม รัฐมนตรีชื่อไรจำไม่ได้ จำได้แต่สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

 

ทีมเศรษฐกิจต่างคนต่างไป ไม่มีมือเจ๋งๆ ทางเศรษฐศาสตร์มหภาคมากุมบังเหียน ไม่เหมือนสมัยทักษิณ-สมคิด บอกแล้วว่ายิ่งลักษณ์ไม่ใช่ทักษิณ โต้งก็ไม่ใช่สมคิด โต้ง-นิวัฒน์ธำรง-เสี่ยเพ้ง-ชัชชาติ ดูยังไงก็ไม่เป็นทีมทั้งที่ไม่ได้ขัดแย้งกัน

 

ถ้ามีรองนายกฯ เศรษฐกิจซักคน ที่มือเจ๋งๆ จะดีมาก โต้งมีความสามารถ แต่ยังไม่ใช่หัวหน้าทีม โต้งทำงานมา 2 ปี ชาวบ้านยังไม่มั่นใจเลยว่าจะพาทีมชาติไทยไปบอลโลก (ฮา)

 

หลายคนนึกถึง ดร.โกร่ง แต่ท่านคงไม่รับ กระนั้นก็อาจช่วยได้ถ้าให้เป็นที่ปรึกษาใหญ่ เข้าประชุม ครม.เศรษฐกิจ และฟังคำปรึกษาจริงจัง อย่าลืมว่า ดร.โกร่งเตือนเรื่องจำนำข้าวไว้แล้วนะครับ ไม่ทราบฟังกันบ้างหรือเปล่า ถ้าหาคนไม่ได้ก็ต้องทำงานเป็นทีม ดึงทีมที่ปรึกษามาร่วม ครม.เศรษฐกิจซัก 2-3 คน

 

ปัญหาอีกอย่างที่พรรคเพื่อไทยไม่ค่อยสนใจคือ ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี ทั้งที่สมัยทักกี้ตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีเอาคนมีความสามารถไปช่วยงาน รัฐบาลนี้ผู้ช่วยบางคนก็ตรงกับงาน แต่ผู้ช่วยบางคนอยู่กระทรวงเศรษฐกิจไพล่ไปเป็นนายกสมาคมกีฬา (น่าจะเอาบังยีมาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีให้รู้แล้วรู้รอด)

 

รัฐมนตรีบางคนเจอหน้าที่ปรึกษารัฐมนตรี ถามว่า “คุณเป็นที่ปรึกษาผมหรือ” เสร็จกัน เพราะพรรคตั้งมา ตั้งเสื้อแดงมั่ง ตั้ง ส.ส.สอบตกมั่ง ให้มีนามบัตรไปออกงาน แต่ไม่ได้ช่วยงานรัฐมนตรีเลย เรื่องเสื้อสีไม่เกี่ยวหรอก ขอให้มีความสามารถและทำงานร่วมกันได้ “แดง” ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งเสมอไป ตรงข้าม “แดง” ที่เหมาะสม อย่าง พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ไหงไม่ตั้งเป็นรัฐมนตรีก็ไม่รู้

 

ถามว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์มีทีมเศรษฐกิจไหม ไม่มีเหมือนกันครับ มีแต่กรณ์ จาติกวณิช แต่ข้อแรก วัฒนธรรม ปชป. แห่อะไรแห่ตามกัน ระบบคิดมาจากหลุมเดียวกัน ข้อสอง ปชป.ไม่เคยเสนอนโยบายอะไรที่ท้าทาย อยู่กับระบบราชการไปเรื่อย ฉะนั้นไม่ต้องมีทีมเศรษฐกิจก็ได้

 

 

กระโปรงคลุมหัวทหาร?

 

ทั้งเสื้อแดงเสื้อเหลืองสลิ่มแมลงสาบอ่านสัญญาณตรงกันหมด ว่ายิ่งลักษณ์ควบกลาโหม จะเข้าไปรื้อใหญ่โผย้ายกองทัพ

 

ผมอ่านตรงข้าม ผมว่ายิ่งลักษณ์จะไม่แตะอะไรเลย นี่เป็นสัญญาณประนีประนอมต่างหาก โดยเฉพาะเมื่อโยก “บิ๊กโอ๋” ออกแล้วเอายุทธศักดิ์ ศศิประภา ผู้เหมาะจะเป็นประธานโอลิมปิกมากกว่าเสนาบดี เข้าไปเป็นรัฐมนตรีช่วย

 

รัฐบาลไม่ต้องกลัวทหารทำรัฐประหาร รัฐบาลไม่ต้องกลัวประยุทธ์ที่เหลืออายุราชการปีเศษ ไหงคิดงั้น ก็เพราะทหารเข็ดแล้วครับกับรัฐประหาร 49 ถ้าไม่เกิดจลาจลวุ่นวายคนตายเป็นพัน ทหารไม่มีทางทำรัฐประหาร ซึ่งถ้ามันเกิด (หริอถ้ามีใบสั่งอย่างที่คิดกัน) ใครเป็นรัฐมนตรี ใครเป็น ผบ.ทบ.ก็ยับยั้งรัฐประหารไม่ได้อยู่ดี

 

ประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ.อีกปี ปลอดภัยกับรัฐบาลมากกว่าเด้งประยุทธ์ เพราะคนเหลืออายุราชการอีกเพียงปีเศษ ย่อมอยากกลับบ้านเลี้ยงหลานอย่างสงบ มากกว่าเป็นหัวหน้าคณะปฏิสังขรณ์ เป็น ผบ.ทบ.อยู่ดีๆ เนื้อก็มีกินเหลือเฟือ หนังก็มีรองนั่ง ทำไมต้องเอากระดูกมาแขวนคอ ขึ้นขี่หลังเสือครั้งนี้ อาจจะลงจากหลังเสือไม่ได้ ทหารที่เป็นใหญ่ทุกคนรู้ดี ถ้าจะมีใครกระเหี้ยนกระหือรือ ก็คือคนที่อยากเป็น ผบ.ทบ.แล้วไม่ได้เป็น

 

ดูอนุพงษ์สิครับ ตอนไม่ได้เป็น ผบ.ทบ.ดุขนาดไหน พอเป็นแล้วเชื่องสนิท พันธมิตรยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน อนุพงษ์อยากทำรัฐประหารที่ไหนกัน ทหารรู้ว่ารัฐประหารแล้วไม่ใช่ปกครองได้ง่ายๆ ทำดียังไงก็ไม่มีทางถูกอกถูกใจคุณพ่อคุณแม่เสื้อเหลือง สลิ่ม หน้ากาก ทปท.รอ. สาวกแมลงสาบ ฯลฯ

 

ส่วนที่พวกเสื้อแดงกลัวว่าถ้ามี “ใบสั่ง” ประยุทธ์จะทำรัฐประหาร โหย ไม่ต้องกลัวครับ ถ้ามี “ใบสั่ง” ใครเป็น ผบ.ทบ.ก็ต้องทำรัฐประหาร

 

พูดอีกอย่าง สถานการณ์รัฐประหารไม่ได้ขึ้นกับใครเป็น ผบ.ทบ. ใครคุมกำลัง ใครขับรถถัง แต่ขึ้นกับการเมือง การม็อบ กระแส คะแนนนิยมรัฐบาล และเงื่อนตายที่จะผูกโดยตุลาการภิวัตน์ ไปสู้กันด้านนั้นดีกว่า

 

ผมยังรู้สึกว่าการที่ฝ่ายค้านหรือพวกจงเกลียดรัฐบาลมุ่งวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ เป็นเรื่องดี คนเกลียดทักษิณบางคนบ่นว่า รู้ไหม ชาวบ้านเขาด่า เอากระโปรงไปคลุมหัวทหาร ผมหัวเราะ นึกในใจว่าโพสต์ลงเฟซบุคสิครับ ด่า “อีปู” กันเข้าไป เดี๋ยวก็ซ้ำรอยเหยียดเพศจนได้ เป็นผู้หญิงแล้วผิดตรงไหน ผู้หญิงเป็นรัฐมนตรีกลาโหมไม่ได้หรือ

 

รัฐบาลต้องรับมือพวกต่อต้านด้วยความนิ่ง ใช้ท่าทีประชาธิปไตย แบบยิ่งลักษณ์ สุภาพ อ่อนน้อม ให้มันคลั่งกันไป อย่าไปด่า อย่าไปข่มขู่คุกคาม อย่ายกโทษประหารมาปราม อย่าทำให้ตัวตลกเป็นฮีโร่ เดี๋ยวพวกนี้ก็พลาดเอง โอกาสตีกลับยังมี โดยเฉพาะการโจมตีของสื่อ เช่นดิสเครดิตเค-วอเตอร์ จ้องล้มโครงการบริหารจัดการน้ำ หรือจู่ๆ ก็รับข่าวปล่อย อ.ย.สหรัฐห้ามนำเข้าข้าวไทย เล่นกันเข้าไป สื่อจะฉิบหายเอง

 

สำคัญคือรัฐบาลต้องชี้แจงให้ตรงประเด็น ตรงเป้า ทันท่วงที ขณะเดียวกันก็ต้องปรับการทำงาน หนึ่ง รื้อนโยบายที่มีปัญหา อย่างจำนำข้าว สอง เคลียร์ทุจริต (ซึ่งมีจริงแต่สื่อกระพือจนเกินเลย) สาม ทำงานเป็นทีมให้ได้ เน้นเรื่องชีวิตชาวบ้าน อย่างที่รัฐมนตรีชัชชาติขึ้นรถเมล์ นั่นถูกแล้ว อย่ามัวแต่ขายฝันรถไฟความเร็วสูง 2.2 ล้านล้าน แต่ชาวบ้านยังยืนรอรถเมล์ขาแข็ง

 

ผมไม่คิดว่ารัฐบาลจะต้องตั้งเป้ายุบสภา แต่ต้องเตรียมพร้อมยุบสภา ถ้าเกิดวิกฤตจากตุลาการภิวัตน์ ซึ่งอาจห้ามแก้รัฐธรรมนูญ ห้ามทำโครงการรถไฟความเร็วสูง แต่ไม่ยุบพรรค ไม่ตัดสิทธิ ไม่ถอดถอน 312 ส.ส. ส.ว.ปล่อยให้เป็นรัฐบาลเป็ดง่อยไปเรื่อยๆ

 

ถ้าอยู่ในสภาพนั้นก็ต้องคิดอีกทีว่าจะทำอย่างไร ไม่ใช่ต้องยุบสภาเสมอไป เพราะเลือกตั้งใหม่ใช่ว่าเพื่อไทยจะได้คะแนนสูงกว่าเดิม ปี 54 เป็นจุดสูงสุดแล้ว เพราะเป็นชัยชนะที่มาจากชีวิตเลือดเนื้อมวลชนเสื้อแดง แต่ 2 ปีผ่านไป รัฐบาลแทบจะทำให้สูญเปล่า

 

เฮ้อ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ว่าเปิดสภาจะเอาเข้าทันที ก็เลื่อนอีกแล้ว โครงการ 2.2 ล้านมาก่อน

 

                                                                        ใบตองแห้ง

                                                                        28 มิ.ย.56

................................

 


29 มิถุนายน 2556 เวลา 14:58 น.

View: 1858