ศุกร์ 13 วัดใจเพื่อไทย

 

 

ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 ก.ค.นี้จะออกมาอย่างไร ถ้าเราพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ว่านี่คือคดีการเมือง นี่คือเรื่องของการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ ก็กล่าวได้ว่า พลังทางการเมืองและสังคมมีอิทธิพลอย่างสูงยิ่ง ต่อการตัดสินใจของตุลาการ

 

อ้าว ก็จะเอาเหตุผลทางกฎหมายมาพูดกันทำไมละครับ ในเมื่อการรับคดีมาพิจารณาว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 68 หรือไม่ มันไร้เหตุผลทางกฎหมายมาแต่ต้น

 

ยิ่งได้ฟังพยาน ผู้ล้วนมีส่วนสนับสนุนรัฐประหารล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 19 กันยา 2549 มาให้การกล่าวหารัฐสภาจากการเลือกตั้งของประชาชน ปั้นจินตนาการว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย สสร.จากการเลือกตั้งและผ่านการลงประชามติ จะไปแตะต้อง “ระบอบฯ” ก็ยิ่งเหลวไหลไร้สาระ เพราะระบอบที่พวกเขาปกป้องไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เป็นระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ สืบทอดอำนาจรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญ 2550 นั่นเอง

 

ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องตั้งแต่ต้น แต่ยังใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ สถาปนาตนเหนือรัฐธรรมนูญ แค่นี้ก็เลิกพูดกันได้แล้วถึงเรื่องเหตุผลหลักการ

 

เมื่อมันเป็นเรื่องการเมือง จึงกล่าวได้ว่า การช่วงชิงความชอบธรรมและการแสดงพลังของแต่ละฝ่ายมีนัยสำคัญ เป็นอำนาจต่อรอง ที่จะส่งผลต่อการตัดสิน

 

ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้น แม้ศาลมีอำนาจ (โดยไม่ชอบ) ที่จะตัดสินถึงขั้นยุบพรรค ตัดสิทธิ แต่ถึงตอนนี้ หลังจากลากถูกันมาอย่างเหลวไหลไร้สาระ ไม่สามารถหาเหตุผลความชอบธรรม ซ้ำยังถูกนักวิชาการและมวลชนตีแผ่ ตอบโต้ ทั้งคลิปจรัญ ภักดีธนากุล คลิปวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ฯลฯ แทบทุกฝ่ายก็เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่กล้าเลือกทางออกที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤติขั้นแตกหัก

 

แต่ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ว่า ไม่สามารถแก้ไขมาตรา 291 แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

 

ส่วนที่จะบอกว่าแก้ได้ ไม่ผิด ทำต่อไป คงไม่มีทาง โถ อุตส่าห์แถกันมาถึงขั้นนี้แล้ว

 

ถามว่าทำไมถึงเป็นไปได้ เพราะอ่านทางกฎหมาย ศาลตั้งประเด็นพิจารณาไว้ 4 ประเด็นคือ

 

(1) ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้หรือไม่

 

(2) มาตรา 291 จะถูกแก้ให้นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้หรือไม่

 

(3) การแก้ 291 เป็นการกระทำที่ต้องห้ามตาม มาตรา 68 หรือไม่

 

(4) มีการกระทำที่นำไปสู่การยุบพรรค หรือตัดสิทธิทางการเมืองหรือไม่

 

การตั้งประเด็นแบบนี้ผิดหลัก คุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ อธิบายไว้ว่า ศาลไม่มีอำนาจตีความมาตรา 291 โดยตรง ประเด็นของคดีเป็นเรื่องมาตรา 68 ศาลต้องอธิบายเสียก่อนว่า การล้มล้างการปกครองฯ มีหลักเกณฑ์อย่างไร แล้วจึงไปพิจารณาข้อเท็จจริงว่า การแก้ไขมาตรา 291 เข้ามาตรา 68 หรือไม่

 

แต่การตั้งประเด็นอย่างนี้ก็เปิดช่องให้วินิจฉัยว่า (1) มีอำนาจ (2) แก้มาตรา 291 ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับไม่ได้ (3) ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 68 (4) ไม่นำไปสู่การยุบพรรค ตัดสิทธิ

 

ขณะเดียวกันถ้าอ่านด้วยเกมการเมือง ถ้าศาลตัดสินให้ยุบพรรค ตัดสิทธิ เท่ากับบังคับให้รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยต้องสู้ ซึ่งถ้าเกิดอะไรขึ้น เกิดวิกฤติรอบใหม่ กระแสสังคมก็จะโทษศาล ว่าทำให้บ้านเมืองฉิบหาย

 

แต่ถ้าบอกให้กลับไปแก้ใหม่ ไม่ให้แก้ทั้งฉบับ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ซึ่งส่วนหัวๆ กำลังเสวยอำนาจ ก็อาจไม่อยากสู้ ขณะที่กระแสสังคมไทย (ซึ่งเอนเอียงไปด้านของความสงบ ประนีประนอมโดยไม่คำนึงถึงหลักการความถูกต้อง) ก็อาจบีบรัฐบาลว่าให้ยอมๆ เสีย หยวนๆ กันดีกว่า

 

ผมเชื่อว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ “วัดใจ” แกนนำรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยอยู่

 

ท่าทีของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมีส่วนสำคัญ ถ้าออกอาการ “ยอมทุกอย่างค่ะ” เหมือนมวยยก 4 เวทีราชดำเนินเข่าอ่อนป้อแป้เอง ทั้งที่ได้เปรียบมา 3 ยก ก็มีโอกาสเสร็จเขาแน่ เพราะที่ผ่านมา ก็ดันไปยอมศิโรราบ ไม่กล้ายืนยันมติไม่รับคำสั่งศาล ไม่กล้าผ่านร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 ทำให้นักมวยฝ่ายตรงข้ามได้ใจ

 

แน่นอน มันมีมุมมองทางการเมือง เรื่องกระแสสังคม ซึ่งรัฐบาลอาจมองว่าถ้ายืนสู้ศาลตอนนั้น ก็จะถูกพวกฉวยโอกาสกระหน่ำว่าเป็นสาเหตุให้หุ้นตก ประชาชนอกสั่นขวัญแขวน หรืออาจพาไปสู่จุดอับทางการเมือง การที่รัฐบาลถอยก็มีผลบวกด้านกลับเหมือนกัน คือโยนความกดดันไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าบ้านเมืองจะวิกฤติหรือไม่อยู่ที่ท่านตัดสินใจ (นี่พูดในเชิงเกมการเมืองนะครับ ไม่ใช่จุดยืนของเรา คือในส่วนของประชาชน เราไม่เห็นด้วยกับการถอยอยู่แล้ว)

 

ถ้ามองเป็นเกม บางจังหวะคุณถอยได้ แต่ในเชิงมวย ก็ต้องมีกระดูกเหมือนกัน เกมนี้เหมือนนักเลงมองตากัน หยั่งเชิง ว่าจะลุยได้ระดับไหน โอเค ยิ่งลักษณ์อาจจะเสียงอ่อนเสียงหวาน แกนนำรัฐบาลบางคนอาจบอกว่าถ้าศาลวินิจฉัยมีเหตุผล เรายอมรับได้ แต่แกนนำพรรคส่วนใหญ่ โดยเฉพาะแกนนำ นปช.จะต้องยืนซดอย่างเข้มแข็ง เป็นเสียงเดียวกันว่าศาลไม่มีอำนาจ ต่อให้วินิจฉัยว่าไม่ผิด เราก็ไม่ยอมรับ

 

นี่เป็นเรื่องของชั้นเชิงการเมือง ที่รัฐบาลจะต้องแสดงท่าทีนิ่มนวล แต่จุดยืนเข้มแข็ง ขณะที่ นปช.จะต้องเป็นฝ่ายรุก แสดงพลัง เผยแพร่ข้อมูล ตีแผ่ความไม่ชอบธรรม การใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ความกลับกลอกกลืนน้ำลาย ตลอดจนเรื่องทับซ้อนของผู้กล่าวหาและตุลาการ

 

ซึ่งที่ผ่านมาก็ต้องยกย่องว่าเป็นนักวิชาการและมวลชนเสียมากกว่าที่ทำหน้าที่บดขยี้ความไม่ชอบธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างเช่น การแพร่คลิปจรัญ ภักดีธนากุล หรือการไปค้นข่าววสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ พูดเรื่องตั้ง สสร.กระทั่งมีนักรบไซเบอร์ไปค้นเจอคลิปเก่าเอามาแพร่ใน YouTube

 

การบดขยี้รวมทั้งการแสดงพลัง (อย่างเหมาะสม) จะต้องกระทำต่อไปในช่วง 3 วันนี้ โดยอาจจะต้องมีการแสดงพลังตั้งแต่คืนวันที่ 12 ไม่ใช่เฉพาะเช้าวันที่ 13 ให้เป็นการแสดงออกโดยสงบ สันติ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่มีมวลชนจำนวนมาก และเนื้อหาแน่น ร้อนแรง

 

บดขยี้ความไม่ชอบธรรม

 

ในเชิงเนื้อหา การตอบโต้ไม่ยอมรับคำสั่งศาล ควรทำให้หนักแน่น เริ่มจากประเด็นที่ศาลไม่มีอำนาจ และเราไม่ยอมรับอำนาจศาล

 

ผมอยากเห็นมวลชนไปยื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บอกว่าศาลวินิจฉัยออกมาอย่างไรทหารพร้อมจะยอมรับ คือไม่ต้องไปด่า ผบ.ทบ.แต่ไปยื่นหนังสือชี้แจงว่า ศาลกำลังวินิจฉัยในเรื่องที่ตัวเองไม่มีอำนาจ โดยแนบบทความคุณสมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตกรรมการ ปปช. ซึ่งเคยเห็นด้วยกับศาลฎีกาฯ คดีที่ดินรัชดา (จัดว่าความเห็นค่อนไปทางอำมาตย์นั่นแหละ) ครั้งนี้คุณสมลักษณ์ยังยอมรับไม่ได้กับการรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ

 

นี่เป็นตัวอย่างการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ กับผู้ที่บอกว่ายินดีรับคำสั่งศาล

 

การล่าชื่อถอดถอนตุลาการ ที่ นปช.ทำอยู่เป็นแนวทางหนึ่ง แต่ต้องประกอบการรณรงค์ด้วยเนื้อหา ซึ่งน่าจะมี 2-3 เรื่องด้วยกันคือ หนึ่ง การแก้ไขมาตรา 291 แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับทำได้ ในเมื่อจรัญก็เคยพูด วสันต์ก็เคยพูด แต่พอมีคลิปยืนยัน จรัญกลับหนีความรับผิดชอบ ถอนตัวไปเฉยเลย ทั้งทึ่ควรอยู่เพื่อยืนยันว่าการแก้ไขมาตรา 291 ไม่ผิด (สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ ออกมาชมกันเองว่ามีมารยาท ไม่ใช่เลย)

 

สิ่งที่จรัญพูด ในการดีเบตก่อนลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญยังถือเป็น “สัญญาประชาคม” ที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ให้ไว้กับประชาชน คือบอกให้รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ โดยแก้มาตราเดียวตั้ง สสร.มายกร่างแบบปี 2540

 

นี่ตรงข้ามกับข้ออ้างของสมคิด เลิศไพฑูรย์ กับสุรพล นิติไกรพจน์ ที่อ้างว่าแก้ 291 แล้วแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ คุณซุกข้อห้ามนี้ไว้ตรงไหน ไม่ได้บอกประชาชน จรัญต่างหากที่พูดออกทีวี สัญญากับประชาชนทั้งประเทศ วันนั้นสมคิดก็นั่งอยู่ด้วย นี่ต่างหาก สาเหตุที่สมคิดไม่กล้ามาให้การ ไม่ใช่เพราะเกรงใจเมีย (ฮา)

 

สอง ถ้าพูดเรื่องมารยาท ก็คือ ตุลาการ 3 คน จรัญ, นุรักษ์ มาประณีต, สุพจน์ ไข่มุกด์ เป็น สสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 โดยธรรมชาติมนุษย์ คุณย่อมปกป้องสิ่งที่ตัวเองทำไว้ ไม่อยากให้มีใครมารื้อรัฐธรรมนูญที่คุณร่างทั้งฉบับ แต่ทำไมจรัญถอนตัวคนเดียว นุรักษ์ สุพจน์ ยังอยู่ แถมสุพจน์ยังแสดงบทบาทซักไซ้ฝ่ายผู้ถูกร้อง ราวกับเป็นผู้กล่าวหาเสียเอง

 

นุรักษ์เป็นอดีตตุลาการรัฐธรรมนูญ อยู่ในเสียงข้างมาก 6-3 ที่สั่งยุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ 111 กรรมการบริหารพรรคมาแล้ว ส่วนสุพจน์ก็ถูกชุมพล ศิลปอาชา แฉว่า คมช.ล็อบบี้ให้ตั้งประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ

 

บทบาทของสุพจน์และนุรักษ์ (ตลอดจนวสันต์ จรัญ และตุลาการทุกคน) ในช่วงรัฐประหาร จะต้องช่วยกันขุดคุ้ยมาเผยแพร่ให้มากที่สุด

 

สาม สำหรับตุลาการทั้งคณะ เรื่องทับซ้อนคือ เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็อาจแก้ไขที่มา องค์ประกอบ ขององค์กรอิสระ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญ จากปัจจุบันที่ตุลาการเลือกกันเองยกโขยงเข้ามาเป็น อาจให้มีองค์ประกอบของนักวิชาการ หรือตัวแทนฝ่ายต่างๆ มากขึ้น หรือยุบเลิกไปเลย ใช้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่เลือกเข้ามาตัดสินเฉพาะคดี  ฯลฯ

 

นี่ทำได้ทั้งสิ้น ไม่ได้ล้มล้างระบอบอันใดเลย แค่ล้มล้างเก้าอี้พวกท่านเท่านั้น การที่พวกท่านเข้ามาขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ จึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกครหาว่าปกป้องพื้นที่อาหาร

 

สี่ การแสดงท่าทีของตุลาการในศาล พฤติกรรมที่ขัดตา เช่น การที่วสันต์ซักประธานรัฐสภา ว่าถ้ามีการแก้ไขพระราชอำนาจเรื่องพระราชทานอภัยโทษ หรือพระราชอำนาจยับยั้งกฎหมาย จะถือว่าล้มล้างระบอบหรือไม่

 

คำถามนี้เป็นการยัดเยียดจินตนาการทางร้าย ถ้าผมเป็นสมศักดิ์ ขุนค้อน (ที่ได้แต่เงอะงะงุ่มง่าม) จะย้อนถามว่า ทำไมท่านไม่จินตนาการบ้างละว่า สสร.เขาอาจจะแก้ไขเพิ่มพระราชอำนาจ ให้พระมหากษัตริย์วีโต้กฎหมายได้โดยเด็ดขาด กลายเป็นกฎหมายตกไป รัฐสภาไม่สามารถยืนยันได้

 

คือมันเป็นเรื่องอนาคต ตุลาการจะมาคาดการณ์ทางร้ายถ่ายเดียวได้อย่างไร ยิ่งถ้าพูดโดยหลักการ พระราชอำนาจยับยั้งกฎหมายไม่ใครเขาแก้หรอกครับ เพราะเป็นหลักสากล ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และมีพระมหากษัตริย์ ทุกประเทศเขาบัญญัติอำนาจ Veto ไว้ทั้งสิ้น ขณะที่พระราชอำนาจในการพระราชทานอภ้ยโทษ กล่าวให้ถึงที่สุดต้องบอกว่าเป็นพระราชอำนาจเชิงสัญลักษณ์ เพราะคนที่ทูลเกล้าฯ รายชื่อก็คือกระทรวงยุติธรรม คนที่บัญญัติหลักเกณฑ์ว่านักโทษอย่างไรจะได้รับพระราชทานอภัย ก็คือรัฐบาล โดยกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ พระมหากษัตริย์โดยสำนักราชเลขาธิการไม่สามารถลงไปดูนักโทษเป็นรายบุคคลหรอก

 

ห้า ผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้กล่าวหาและพยาน ชัดเจนว่า สมเจตน์ บุญถนอม คืออดีตหัวหน้าสำนักงาน คมช.ถ้าไม่มีรัฐประหาร ชาวบ้านจะรู้จักหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ถ้าไม่มีรัฐประหาร ถ้าไม่มีกลไกสรรหาวุฒิสมาชิกตามรัฐธรรมนูญ 2550 สมเจตน์ก็เป็นแค่ทหารแก่เกษียณอยู่บ้าน

 

วรินทร์ เทียมจรัส เป็นใคร ถ้าไม่มีกลไกสรรหา จะได้เป็น สว.ลอยหน้าลอยตาแบบนี้หรือ วรินทร์พลิกจุดยืนของตนจากทนายความที่ฟ้องผู้สั่งฆ่าประชาชนเมื่อพฤษภา 35 มาเป็นผู้ปกป้องอำนาจรัฐประหารและเพิกเฉยต่อการฆ่าประชาชนกลางเมืองเมื่อพฤษภา 53 คนแบบนี้ยังอยู่ในภาคประชาสังคมได้อย่างไร

สุรพล นิติไกรพจน์ ได้อะไรบ้างจากรัฐประหารและรัฐบาลประชาธิปัตย์ ได้เป็น สนช. ได้เป็นบอร์ด ปตท.ปีที่แล้วได้โบนัส เบี้ยประชุม 2.7 ล้าน ได้เป็นประธานบอร์ด อสมท.ในยุคที่ต่อสัญญาช่อง 3 ต่อสัญญาทรู ซึ่งก็ยังไม่มีใครตรวจสอบ แต่ ASTV ผู้จัดการเองนั่นแหละ ลงข่าวไว้

 

แฉ สุรพล-บอร์ดต่อสัญญาช่อง 3-โฆษณา ทรูฯ-จัดหาอุปกรณ์ไม่โปร่งใส! สหภาพฯ อสมท เพิ่งตื่นโร่ร้องนายกฯ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000024587

 

 

ถอดรหัสปริศนา สุรพล 8 เปอร์เซ็นต์!? โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000037042

 

ไปหาอ่านกันเองนะครับ เขาขุดคุ้ยกันเอง ผมไม่เกี่ยว

 

ถ้าเพื่อไทยยอม มวลชนต้องสู้

 

อย่างไรก็ดี ถ้าให้วิเคราะห์กันอย่างฟันธง ผมเชื่อว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้แต่ไม่ยุบพรรคตัดสิทธิ ใหกลับไปแก้รายมาตรา รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยก็จะยอม

 

ในท่าทีนี้มีทั้ง 2 แง่ หนึ่ง พรรคเพื่อไทยขี้ขลาดอยู่แล้ว แกนนำพรรคต่างก็กำลังสนุกกับอำนาจบารมี ผลประโยชน์ ไม่มีใครอยากแตกหัก สอง ในทางการเมือง กระแสสังคมที่เอาแต่รักสงบ โดยไม่คำนึงถึงหลักการเหตุผล รวมทั้งสื่อกระแสหลักที่จะบิดเบือนตั้งแง่ หาว่ารัฐบาลดันทุรัง บีบให้รัฐบาลต้องยอม

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องรณรงค์ต้านกระแสเสียแต่ต้น และแม้มันอาจเป็นไปเช่นนั้น ก็ต้องรณรงค์กันต่อ ยืนหยัดไม่รับคำสั่งศาล ตอบโต้ ตีแผ่ การใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เข้าชื่อถอดถอน หรือแจ้งความดำเนินคดี และรุกทางข้อมูลข่าวสาร

 

อย่างน้อย วันเสาร์ อาทิตย์ ที่จะถึง ถ้าคำวินิจฉัยออกมาอย่างนั้น ก็จะต้องเปิดมหกรรมลงแขกศาล จัดเวทีกันให้ทั่วประเทศ

 

ถ้ารัฐบาลยอม ขบวนการมวลชนก็อาจจะต้องล่าชื่อทำประชามติอย่างไม่เป็นทางการ ว่าเราต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เข้าชื่อเลยครับ เอาให้ได้ซัก 10 ล้านเสียง คราวนี้ร่างแก้ไขมาตรา 291 ใหม่ ให้ดีกว่าฉบับเดิมอีก ไม่ต้องยกเว้นหมวดไหน เพราะความเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ขอแค่คงมาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร แค่นั้นก็พอแล้ว ตราบใดที่เป็นราชอาณาจักร ก็คือมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตราอื่นๆ แก้ไขได้หมด

 

ถ้ารัฐบาลจะแก้ไขรายมาตรา ก็เข้าชื่อเสนอให้แก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยองค์กรอิสระและศาลก่อนเพื่อน ให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด รื้อที่มาและองค์ประกอบขององค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดบทเฉพาะกาลให้ผู้ดำรงตำแหน่งชุดปัจจุบันรักษาการ 6 เดือนหลังบทบัญญัติใหม่บังคับใช้

 

นี่เป็นเรื่องที่ขบวนการมวลชนจะต้องรุกไล่ โดยแยกบทบาทจากรัฐบาล ซึ่งถ้ามองในมุมกลับ นี่คือโอกาสอันหาได้ยากยิ่ง ที่อำนาจตุลาการเปิดหน้าเปิดคางมาชนกับพลังประชาธิปไตย ในประเด็นที่ไร้เหตุผลไร้ความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง เป็นโอกาสที่จะตอบโต้และทำลายความเชื่อถือในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของศาล ตลอดทั้งพวง

 

                                                                                                ใบตองแห้ง

                                                                                                9 ก.ค.55

.............................

 


10 กรกฎาคม 2555 เวลา 01:12 น.

View: 2597